มะเร็งเต้านม คร่าชีวิตหญิงทั่วโลก เตือนอย่ามองข้ามก้อนที่ไม่เจ็บ
“มะเร็งเต้านม” (Breast Cancer) ถือเป็นภัยเงียบใกล้ตัวผู้หญิง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พบอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก ระบุว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงในกว่า 157 ประเทศ จาก 185 ประเทศทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ข้อมูล GLOBOCAN Thailand 2022 พบผู้ป่วยรายใหม่กว่า 21,628 ราย หรือเฉลี่ยประมาณ 60 คนต่อวัน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรก
พญ.พุทธิพร เนาวะเศษ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ทั่วไปและศัลยศาสตร์มะเร็งวิทยา ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า มะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในเต้านมที่เจริญเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้ และอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เพศหญิง อายุที่เพิ่มขึ้น ความผิดปกติของฮอร์โมน พันธุกรรม เช่น ยีน BRCA1 และ BRCA2 รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน และขาดการออกกำลังกาย
อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่หลายประการ เช่น การคลำพบก้อนไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เนื่องจากอาจเป็นเพียงซีสต์หรือเนื้องอกชนิดไม่ร้าย อีกทั้งการใส่เสื้อชั้นในขณะนอนไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง และแม้จะพบได้น้อย แต่ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการชัดเจน โดยเฉพาะ “ก้อนที่ไม่เจ็บ” ซึ่งเป็นสัญญาณที่หลายคนละเลย หากพบก้อนแข็ง ขอบไม่เรียบ โตเร็ว หรือมีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เช่น ผิวบุ๋ม หัวนมผิดรูป หรือมีของเหลวผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
ในด้านการตรวจคัดกรอง แนะนำให้ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไปหมั่นคลำเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบัน โดยอาจใช้ร่วมกับอัลตราซาวด์หรือ MRI ในบางกรณีเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
ปัจจุบัน แนวทางการรักษามะเร็งเต้านมเน้นการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) โดยพิจารณาจากระยะของโรคและลักษณะของมะเร็ง การรักษาอาจประกอบด้วยเคมีบำบัด ยาต้านฮอร์โมน ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด รวมถึงการผ่าตัด ซึ่งสามารถเลือกวิธีที่ช่วยคงรูปลักษณ์ของเต้านมได้
แพทย์ย้ำว่า การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีโอกาสรักษาหายได้สูง และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว