“หาดทิพย์” ปิดปี68 กำไร 568 ล้านบาท เคาะปันผล 0.99 บาทต่อหุ้นปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 3-5%
HTC โชว์ผลประกอบการปี 2568 รายได้แตะ 8,258 ล้านบาท โต 1.6% แม้ตลาดเครื่องดื่มโตต่ำเพียง 1% พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์สินค้าใหม่-ดันขวดแก้ว ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 8,500 ล้านบาท
พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC เปิดเผยถึงผลประกอบการปี 2568 ของ HTC ว่า มีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท หรือเติบโต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการลงทุนด้านกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และรายการพิเศษบางประการ ซึ่งสะท้อนแนวทางของบริษัทฯ ในการให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
โดยคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เสนอผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 23 เมษายน 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปี 2568 ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท คงเหลือเป็นเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
โดยในปี 2568 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายมากจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อที่อ่อนตัว และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี โดยข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) บ่งชี้ว่าตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Ready-to-Drink: NARTD) ในพื้นที่ภาคใต้ปี 2568 เติบโตเพียง 1% ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
บริษัทฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์และจัดโปรโมชั่นที่ “คุ้มค่า” ในสายตาผู้บริโภค ได้แก่ การเพิ่มปริมาณ และแถมสินค้าที่เป็นที่นิยม เช่น แก้ว “โค้ก” และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างรอบคอบ
“โดยปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทายจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการปรับตัวอย่างรวดเร็วและการดำเนินงานอย่างมีวินัยเพื่อรักษารายได้และความสามารถในการแข่งขันในตลาด เราเชื่อเสมอว่ารากฐานของการเติบโตที่เข้มแข็ง คือการทำธุรกิจอย่างใส่ใจต่อผู้บริโภคและคู่ค้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ ฉะนั้น เราจึงได้ปรับแผนกลยุทธ์ตามแนวทางนี้ รวมถึงเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนและพันธมิตรคู่ค้า เพื่อร่วมทุกข์ ร่วมสุข และพลิกฟื้นธุรกิจสู่เส้นทางการเติบโตไปด้วยกัน”
ขณะที่ในปี 2569 บริษัทฯ มองว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแนวทางบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
โดยบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการติดตามและบริหารความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก
อีกทั้ง บริษัทฯ เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้วและบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากสภาวะความขัดแย้งต่าง ๆ ไม่ลุกลามบานปลาย บริษัทฯ ประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการขายได้ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3-5%
สำหรับกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้นั้น บริษัทฯ จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 3 รายการ ได้แก่ “แฟนต้า” รสสับปะรด และ “สไปรท์” ชิลล์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม ได้แก่ “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” ซึ่งได้ออก
สู่ตลาดแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี บริษัทฯ เชื่อมั่นว่านวัตกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและสร้างความคึกคักให้กับตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้ตลอดปี 2569
“อย่างไรก็ตาม แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนและสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า
รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมเหนือสินค้าคู่แข่งค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราไม่ประมาทและสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลามบานปลายจนเกินไปนัก เราจะสามารถจัดการกับความผันผวนและกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย”
ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด ประจำปี 2568 “หาดทิพย์” ยังคงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่ม NARTD ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาพรวมที่ 23.2% และสำหรับตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมนั้น บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 78.2%
ปัจจุบัน บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือ “โคคา-โคล่า” ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย จาก The Coca-Cola Company (สหรัฐอเมริกา) มีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ ประกอบไปด้วย “โค้ก”, “แฟนต้า”, “สไปรท์”, “ชเวปส์”, “เอแอนด์ดับบลิว” รูทเบียร์ รวมถึงน้ำส้ม “มินิทเมด สแปลช”, “มินิทเมด พัลพิ”, ชา “ฟิวซ์ที” น้ำดื่ม “น้ำทิพย์” และ “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้”