โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 02.42 น.

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index มีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่องเข้าหาแนวต้านบริเวณ 1,430+- จุด หนุนจากความคาดหวังการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการคุยกันจริงเท็จอย่างไร ขณะที่อิหร่านระบุว่าเรือทุกลำสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ยกเว้นเรือที่เกี่ยวข้องกับศัตรู ทำให้ความตึงตัวด้านอุปทานพลังงานคาดลดลง ล่าสุดเรือของบางจากสามารถแล่นผ่านช่องแคบออกมาได้แล้ว

ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดร่วงแรง 6% หลุดระดับ US$100 ต่อบาร์เรล โดยหากสงครามสามารถคลี่คลายลงได้หรือหยุดยิงชั่วคราว 1 เดือนตามข่าว คาดว่าจะช่วยลดความกังวลต่อผลกระทบเศรษฐกิจและหนุนสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวในระยะสั้น

สำหรับปัจจัยในประเทศตัวเลขส่งออกเดือน ก.พ. ที่ออกมา +9.9% ต่ำกว่าคาด สะท้อนผลจากฐานที่สูงในปีก่อน ขณะที่การเติบโตกระจุกอยู่ในสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เป็นหลัก โดยเชื่อว่าจะเห็นตัวเลขการเติบโต y-y ที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องในเดือนถัดๆไป ด้านราคาน้ำมันล่าสุดรัฐบาลระบุว่าจะปล่อยราคาลอยตัว ซึ่งทำให้น้ำมันดีเซลมีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่องไปใกล้เคียง 40 บาท/ลิตร เราคาดว่าจะหนุนตัวเลขเงินเฟ้อให้พุ่งขึ้นชัดเจนในเดือน เม.ย. เบื้องต้นมอง Headline พุ่งขึ้นสู่ระดับราว 3-4% ซึ่งต้องติดตามการปรับประมาณการเศรษฐกิจของสำนักต่างๆ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของกนง. ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพของครม.ชุดใหม่คาดทำได้เพียงประคอง

กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : ERW
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.76 บาท
• ระยะสั้นคาดกำไร 1Q26 ยังแข็งแกร่งจาก High Season และภาพรวมทั้งปีได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเติบโต y-y ได้หนุนจากจีนที่ฟื้น
• ผลกระทบจากปัญหาสงครามระวันออกกลางคาดจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้เพียง 4% ของรายได้รวม ขณะที่สัญญาณสงครามที่ผ่อนคลายขึ้นระยะสั้นคาดหนุน Sentiment ในแง่การเดินทางท่องเที่ยวที่ดีขึ้น Valuation ยังค่อนข้างถูก เทรด PER เพียง 12 เท่า
• แนวรับ 2.34-2.30 บาท แนวต้าน 2.60//2.74 บาท

ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนอิงทางบวกต่อเนื่องตามสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังขาดความชัดเจนจากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่านต่อการเปิดโต๊ะเจรจายังคงสับสนและขัดแย้งกันเอง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง ส่วนปัจจัยในประเทศเริ่มมีสัญญาณบวกจากการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 ที่มีความคืบหน้าชัดเจน และการเตรียมปรับขึ้นค่าไฟฟ้าซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อกลุ่มสาธารณูปโภค เราประเมินกรอบดัชนีฯ ไว้ที่ 1400-1430 จุด

ปัจจัยในประเทศ

  • การจัดตั้งรัฐบาล: นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการจัดโผ ครม. อนุทิน 2 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและเตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม อาทิ CPALL, CPAXT, AMATA, WHA)
  • ค่าไฟงวดใหม่: จับตาการประชุมบอร์ด กกพ. ในวันนี้ (25 มี.ค.) เพื่อพิจารณาเคาะค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 69 ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน LNG ที่พุ่งสูง โดยมีสูตรคำนวณที่อาจดันราคาขึ้นไปถึง 4.59 บาทต่อหน่วย แม้จะกระทบค่าครองชีพประชาชนแต่จะช่วยลดแรงกดดันจากการแบกรับต้นทุนของรัฐและเอกชน (ผลกระทบเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อาทิ GULF, BGRIM, GPSC)
  • การส่งออกและดุลการค้า: ตัวเลขการส่งออกเดือน ก.พ. ขยายตัว 9.9% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI อย่างไรก็ตาม ไทยเผชิญการขาดดุลการค้าสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดนำเข้าที่พุ่งขึ้น 31.8% โดยเฉพาะทองคำและสินค้าทุน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบตามมาตรา 301 และต้นทุนค่าระวางเรือที่สูงขึ้นจากสงคราม (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มส่งออกอาหาร อาทิ HANA, KCE, AAI, ITC)
  • ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.56/58 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันมีความผันผวนเคลื่อนไหวในกรอบ 32.30 – 32.75 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นลงและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้น ซื้อสุทธิ 614 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 796 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศ

  • สถานการณ์สงครามและการเจรจา: บรรยากาศการลงทุนยังคงถูกครอบงำด้วยข้อมูลที่สับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยฝั่งสหรัฐฯ อ้างความสำเร็จในการเจรจาเบื้องต้นและเลื่อนแผนโจมตีออกไป แต่ทางการอิหร่านยังคงปฏิเสธข่าวดังกล่าว ทำให้ตลาดตกอยู่ในภาวะเฝ้าระวังและมีความอ่อนไหวต่อกระแสข่าวรายวัน จากนี้ ติดตามว่า ปากีสถาน จะมาเป็นคนกลางในการเจรจา ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
  • ตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาน้ำมันดิบโลก ชะลอการขึ้น (Brent $104) ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้นมายืนเหนือ $4500 เหรียญได้อีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าตลาดมองบวกในเรื่องการเจรจา(สงคราม)

ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event

  • TH – คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประชุมเคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่; (ครั้งก่อน: 3.88 บาท/หน่วย)
  • US – Durable Goods Orders (ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน); (คาดการณ์: 1.20%, ครั้งก่อน: -6.10%)

Technical : BCH, KAMART

Strategy

  • แม้ดัชนีฯ จะปิดเพิ่มขึ้น แต่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาด (Real Sector และ Mid-Small Cap) กำลังถูกเทขายอย่างหนัก การที่ SET Index ประคองตัวบวกได้นั้น เกิดจากเม็ดเงินที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น แสดงว่าตลาดหุ้นไทย ยังถูกกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation)
  • ตลาดน่าจะซื้อขายแบบรอคอยเวลา ว่าสหรัฐฯ จะตัดสินใจจะยกระดับการโจมตีอิหร่านหรือไม่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ (ครบกำหนด deadline) กลยุทธ์ลงทุน จึงควรดูข่าวประกอบไปกับการเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆ
  • หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ KTB เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS(10%), PTTEP(25%), SCB(10%), ADVANC(10%)

Technical : GPSC, PTG

ขณะ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,390 แนวต้าน 1,410 – 1,420 คาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้น หลังเริ่มมีสัญญาณบวกการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐ – อิสราเอล กอปรกับราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับลดลง แนะนำทยอยซื้อในกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,SCB,KTB,GULF,CPALL,CPAXT /เก็งกำไร THAI,AAV,BA,GPSC,BGRIM จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง และเก็งกำไรกลุ่ม High Beta เช่น DELTA, JMART, THCOM, AMATA, WHA

PCE* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 2.50 บาท) แนวโน้มปี 69 คาดกำไรจะกลับมาเติบโตจาก 1) ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นหลังขยายโรงงาน CPO เฟส 2 เสร็จปลายปีก่อน ทำให้กำลังการเพิ่มเป็น 3,600 ตันผลปาล์มสดต่อวัน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและการนำเข้าวัตถุดิบ CPO จากภายนอก 2) รัฐประกาศนโยบายเพิ่มสัดส่วน B5 เป็น B7 เริ่มวันที่ 14 มี.ค.69 ส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตราทำกำไรของ PCE เพราะปีก่อนโรงงาน B100 มี U-rate เพียง 16% ถ้าปรับเป็น B7 จะทำให้ U-rate เพิ่มขึ้นได้ถึงระดับ 40-50% โดยโรงงานของบริษัทมีกำลังการผลิต B100 รวม 1.2 ล้านลิตร/วัน เป็นอันดับ 3 ของประเทศ สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลหากมีการปรับเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น B10-B20 หากผลผลิตปาล์มออกมาเยอะขึ้น โดยในภาพในปีนี้รวมคาดปริมาณการผลิต B100 ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 17-21% และตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตจากปีก่อน 10-15%YoY บนคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มสดในประเทศปีนี้ 21-22 ล้านตัน ใกล้เคียงหรือเพิ่มจากปีก่อนเล็กน้อย ทั้งนี้เราประเมินจากสมมติฐานของบริษัทคาดกำไรปี 69 อยู่ที่ราว 500-600 ล้านบาท มีความเป็นไปได้

SKR (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 8.30 บาท) คาดหวังการดำเนินงาน 1Q69 จะสามารถบวกได้ QoQ จากฐานต่ำอุทกภัยภาคใต้ ขณะที่ภาพรวมปี69 เราคาดว่าการจ่ายเงินของ SSO จะเสถียรมากขึ้น และยังมีปัจจัยบวกจาก 1.โควต้า SSO ยังเหลือเยอะ(โควตา 6.67 แสนราย/ ณ สิ้น ปี68 มีผู้ประกันตน 3.75 แสนราย) 2.การขยาย Capacity 40 เตียงที่สมุทรปราการช่วง พ.ค.69 และ 3.มีความอ่อนไหวต่อผู้ป่วยต่างชาติน้อยและผู้ป่วยตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1%ของรายได้ ปัจจุบัน เราคาดกำไรสุทธิปี69 และ 70 ที่ 817 ลบ.(+9%YoY) และ 895 ลบ.(+10%YoY)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...