โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตผู้เชี่ยวชาญ IMF แนะญี่ปุ่นตั้งงบเกินดุล-รักษาเสถียรภาพการคลัง หลังดอกเบี้ยเข้าสู่ขาขึ้น

efinanceThai

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อดีตผู้เชี่ยวชาญ IMF แนะญี่ปุ่นตั้งงบเกินดุล-รักษาเสถียรภาพการคลัง หลังดอกเบี้ยเข้าสู่ขาขึ้น

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 มี.ค. 69 12:14 น.

สองนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญ IMFเข้าร่วมการประชุมสภานโยบายเศรษฐกิจและการคลังของญี่ปุ่น เพื่อร่วมให้ความเห็นและคำแนะนำด้านนโยบายการคลังแบบขยายตัวของรัฐบาล หนึ่งในนั้นชี้ว่า ญี่ปุ่นควรตั้งงบประมาณเบื้องต้นให้เกินดุล เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 240%

ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวประกอบด้วยโอลิวิเยร์ บลองชาร์ด ศาสตราจารย์เกียรติคุณจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และ เคนเนธ โรโกฟฟ์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยทั้งคู่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและเป็นอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

บลองชาร์ดให้ความเห็นว่าระดับหนี้ปัจจุบันของญี่ปุ่นอยู่ในเกณฑ์สูง รัฐบาลจึงควรตั้งเป้าหมายงบประมาณขั้นต้นให้เกินดุล เนื่องจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 240% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7)

ด้านโรโกฟฟ์กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของญี่ปุ่น ควรควบคุมการขาดดุลงบประมาณขั้นต้นให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับศูนย์ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำถือเป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008 ญี่ปุ่นจึงควรเตรียมพื้นที่เพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลง

รัฐบาลของซานาเอะ ทาคาอิจิให้ความสำคัญกับสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในฐานะดัชนีชี้วัดการปรับปรุงสถานะทางการคลัง โดยรัฐบาลกำลังปรับเปลี่ยนเป้าหมายการสร้างความมั่นคงทางการคลังจากการมุ่งบรรลุงบประมาณสมดุลขั้นต้นแบบปีต่อปี ซึ่งรัฐบาลชุดก่อน ๆ เคยดำเนินมา มาเป็นการตั้งเป้างบประมาณเกินดุลให้ครอบคลุมหลายปีแทน

สำหรับประเด็นนี้ บลองชาร์ดกล่าวว่าควรมีการกำหนดเป้าหมายสุดท้ายที่ชัดเจน และอย่างน้อยที่สุดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ควรมีเสถียรภาพเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของแผนงาน

สำหรับการจัดทำงบประมาณประจำปีของญี่ปุ่น ทาคาอิจิระบุว่า จะเปลี่ยนแนวทางจากการตั้งสมมติฐานว่าจะต้องมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในช่วงกลางปี มาเป็นการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นไว้ในงบประมาณฉบับแรกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งโรโกฟฟ์เห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดยระบุในเอกสารว่าวิธีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์ และส่งผลดีต่อการสนับสนุนการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

การหารือยังครอบคลุมถึงยุทธศาสตร์การเติบโตของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการลงทุนใน 17 กลุ่มยุทธศาสตร์ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ โดยทาคาอิจิกล่าวว่า ญี่ปุ่นประสบปัญหาการขาดแคลนการลงทุนภายในประเทศอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกลุ่มที่มีศักยภาพอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง

ที่มา Nikkei Asia

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...