โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตา โควิด Cicada BA.3.2 ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ เหตุความสามารถหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันได้ พบแล้ว 23 ประเทศทั่วโลก

สวพ.FM91

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 09.31 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 09.16 น.

วันที่ 26 มีนาคม 2569 จากกรณีสำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นักวิทยาศาสตร์กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังติดตามไวรัสสายพันธุ์ใหม่รหัส BA.3.2 อย่างใกล้ชิด ไวรัสดังกล่าว มีชื่อว่า ซิเคดา ซึ่งแพทย์พบไวรัสสายพันธุ์นี้ครั้งแรกที่ประเทศแอฟริกาใต้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2567 ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคของสหรัฐอเมริการายงานว่าปัจจุบันไวรัสลุกลามไปยัง 23 ประเทศทั่วโลก รวมถึง 25 รัฐในสหรัฐอเมริกา

ล่าสุด ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ออกมาโพสต์ ข้อความระบุ "ทำความรู้จัก "BA.3.2" โควิดสายพันธุ์ล่าสุด… วิวัฒนาการที่ต้องรู้ทัน แต่ไม่ต้องตื่นตระหนก

ในช่วงนี้หลายคนอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยใหม่ที่มีชื่อว่า BA.3.2 หรือ Cicada ตามหน้าสื่อต่างๆ และอาจจะเกิดความสงสัยว่าไวรัสตัวนี้คืออะไร มีความรุนแรงแค่ไหน และแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เราเคยรู้จักหรือเผชิญมาในอดีตอย่างไรบ้าง จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่า BA.3.2 เป็นสายพันธุ์ย่อยที่สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์โอมิครอน BA.3 ซึ่งเคยระบาดในวงแคบๆ เมื่อช่วงปลายปี 2564 ถึงปี 2565 สิ่งที่น่าสนใจคือสายพันธุ์นี้ได้หายไปจากระบบการเฝ้าระวังถึงสองปีเต็ม ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยเฉพาะในส่วนของโปรตีนหนาม (Spike protein) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 39 จุดเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษของมัน นักวิจัยคาดการณ์ว่าไวรัสสายพันธุ์นี้น่าจะถือกำเนิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจำนวนมาก เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สภาวะดังกล่าวทำให้ไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน และค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนเกิดเป็นการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นในช่วงแรก

"เมื่อพูดถึงความแตกต่างของ BA.3.2 กับโควิดสายพันธุ์ก่อนหน้า ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งในระดับพันธุกรรมคือการขาดหายไปของชิ้นส่วนที่เรียกว่า ORF7 และ ORF8 ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้มักมีบทบาทในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ การหายไปของรหัสพันธุกรรมส่วนนี้ทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่งผลให้ตัวไวรัสมีความรุนแรงลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในห้องปฏิบัติการที่พบว่า BA.3.2 ทำลายเซลล์เพาะเลี้ยงในระดับที่ต่ำกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์เดลตาอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่าพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนและการแพร่กระจายของไวรัสระหว่างเซลล์นั้น แทบจะไม่แตกต่างจากสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบันเลย ดังนั้นในแง่ของความรุนแรงของการก่อโรค ไวรัสสายพันธุ์นี้จึงไม่ได้แสดงสัญญาณว่าจะก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงไปกว่าโอมิครอนสายพันธุ์อื่นที่เราคุ้นเคยและมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วระดับหนึ่ง"

"แต่ สิ่งที่ทำให้ BA.3.2 ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษคือความสามารถในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกัน จากการนำพลาสมาหรือน้ำเลือดของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิดในอดีตมาทดสอบ พบว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์เก่าๆ ก่อนยุคโอมิครอนแทบจะไม่สามารถป้องกันหรือยับยั้งไวรัสตัวนี้ได้เลย แม้แต่นำพลาสมาของประชากรที่เก็บตัวอย่างในช่วงปี 2567 ถึง 2568 ซึ่งน่าจะผ่านการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาแล้วมาทดสอบ ก็ยังพบว่าประสิทธิภาพในการยับยั้ง BA.3.2 นั้นลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่ระบาดร่วมกันใน

ขณะนี้ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าไวรัสยังคงปรับตัวเพื่อเอาชนะกำแพงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เริ่มพบการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์นี้ขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศทั่วโลกแล้ว จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าระบบนิเวศของไวรัสโควิด-19 ยังคงมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การเฝ้าระวังการกลายพันธุ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ จึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย"

สรุปคือเรา "ไม่ควรตื่นตระหนก" กับการปรากฏตัวและการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ BA.3.2 แต่เราควรมองไวรัสสายพันธุ์นี้ในรูปแบบของ "วิวัฒนาการตามธรรมชาติของเชื้อโรค" ที่พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระบบนิเวศที่มีภูมิคุ้มกันของมนุษย์เป็นกำแพงขวางกั้น แม้ว่าข้อมูลจะระบุว่า BA.3.2 มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ซึ่งอาจหมายความว่าผู้ที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนอาจมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลชี้ว่า พฤติกรรมการทำลายเซลล์และความรุนแรงของมันไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ ที่เรารับมือกันมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น การขาดหายไปของรหัสพันธุกรรมบางส่วนยังอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวไวรัสมีความรุนแรงลดลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...