โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บอร์ด ‘SHR’ ไฟเขียวจ่ายปันผลครั้งแรก พ.ค. 67 หลังกวาดรายได้นิวไฮ กำ 1.5 หมื่นล้าน ซื้อ-ควบรวมกิจการ

The Bangkok Insight

อัพเดต 24 ก.พ. 2567 เวลา 16.08 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 01.50 น. • The Bangkok Insight

บอร์ด SHR เคาะจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นครั้งแรก เดือนพฤษภาคม 2567 นี้ หลังกวาดรายได้นิวไฮ ดันกำไรสุทธิโต 5 เท่าตัว พร้อมลุย 4 แผนงาน หนุนผลประกอบการปี 2567 โตต่อเนื่อง

นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (SET: SHR) ผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติ ในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (SET: S) เปิดเผยว่า SHR เตรียมจ่ายเงินปันผลครั้งแรก หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายหลังบรรลุเป้าหมายรายได้จากการขายและให้บริการในปี 2566 ในระดับสูงที่สุดในประวัติการณ์ จำนวน 9,701 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า และทำกำไรสุทธิเติบโต 5 เท่าตัว

SHR

สำหรับผลประกอบการที่น่าพอใจดังกล่าว ได้รับแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ในปีแรกแห่งการกลับมาเปิดพรมแดนเต็มรูปแบบตลอดทั้งปี โดยบริษัมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรม ซึ่งคำนวณเฉพาะห้องพักที่เปิดให้บริการของบริษัท อยู่ที่ 71% ปรับเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ การปรับแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิผล มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของโรงแรมอยู่เสมอ โดยเฉพาะความสำเร็จสำคัญจากการปรับปรุงโรงแรมตามแผน ส่งผลให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (ADR) ปรับเพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน ที่ระดับ 5,675 บาท

ขณะที่ระดับรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ปรับเพิ่มขึ้นถึง 23% ที่ระดับ 3,871 บาท เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิที่ 86.4 ล้านบาท เติบโตขึ้น 501% จากปีก่อนหน้า

นอกเหนือจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดปี 2566 ที่ผ่านมาแล้ว ข้อได้เปรียบสำคัญของ SHR คือทำเลที่ตั้งโรงแรม ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในจุดหมายปลายทางสำคัญที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ประกอบกับความยืดหยุ่นและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในการปรับแผนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตลาดเชิงรุกที่หลากหลาย หรือการปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ศักยภาพสูง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในพัฒนาประสิทธิภาพของพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึกผลการดำเนินงานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกมิติตัวชี้วัด ทั้งยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในทุกภูมิศาสตร์ที่ตั้ง ดังนี้

โรงแรมในประเทศไทย สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 59% จากปีก่อนหน้า และมีอัตราการเข้าพักที่ไม่รวมห้องพักที่อยู่ระหว่างปิดปรับปรุงสูงถึง 78% สะท้อนจุดเด่นทำเลที่ตั้ง และการครองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการอันเลิศ ทำให้เรามีอัตรานักท่องเที่ยวประจำที่น่าพอใจ และสามารถดึงดูดความนิยมจากหมู่นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี

โรงแรมของบริษัทฯ ในสหราชอาณาจักร มีผลการดำเนินงานเติบโตขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความนิยมในการท่องเที่ยวในประเทศและระหว่างภูมิภาคที่ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง รวมถึงความสำเร็จจากกลยุทธ์พัฒนาประสิทธิภาพพอร์ตโฟลิโอ ส่งผลให้สามารถบันทึก RevPAR ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

โรงแรม 2 แห่งในโครงการ CROSSROADS สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สามารถสร้างรายได้ที่เติบโต 4% แม้จะเผชิญสภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรง ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวเชิงรุกของบริษัท โดยเฉพาะแผนการตลาดที่มุ่งเน้นการดึงดูดผู้เข้าพักจากตลาดใหม่ๆ เพื่อการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ และกลยุทธ์ในการตั้งราคาที่มีประสิทธิภาพ

ไมเคิล เดวิด มาร์แชล

กลุ่มโรงแรม Outrigger แม้จะถูกจำกัดด้วยจำนวนห้องที่สามารถขายได้ (Available room) จากการปิดให้บริการชั่วคราวของ Outrigger Mauritius Beach Resort เพื่อปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำในระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคมของปี 2566

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานโรงแรมทั้งสองแห่งในสาธารณรัฐฟิจิ ยังคงเติบโตแข็งแกร่งและชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้จากความโดดเด่นทั้งด้านทำเลที่ตั้ง และการส่งมอบประสบการณ์เข้าพัก ประกอบกับการปรับปรุงระยะที่ 2 ของโรงแรม Outrigger Fiji Beach Resort แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแผนในเดือนพฤศจิกายน ผลักดันให้ ADR เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 22% จากปีก่อนหน้า

นอกเหนือจากการบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจแล้ว บริษัทฯ ยังได้รับความเชื่อมั่นเป็นอย่างดีจากกลุ่มนักลงทุน สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ต่อนักลงทุนทั่วไปเป็นครั้งแรกที่มียอดจองซื้อสูงเกินกว่าเป้าหมายด้วยมูลค่า 1,300 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของบริษัทฯ ในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับกลยุทธ์การลงทุนในอนาคต ท่ามกลางสภาวะของตลาดที่ผันผวน

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมายังประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับปรุงโรงแรมหลักของบริษัทฯ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลกำไรที่มีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าห้องพักที่ได้รับการปรับปรุงแล้วจะสามารถยกระดับ ADR ได้เฉลี่ยในช่วง 15%-25%

ขณะเดียวกัน ยังรวมไปถึงการเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ของโรงแรม SO/ Maldives รีสอร์ทระดับ 5 ดาว ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของโครงการ CROSSROADS Maldives ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการพักผ่อนและไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจร ซึ่งนำเสนอตัวเลือกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและสามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม

จากความสำเร็จทั้งหมดในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลประกอบการที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต เป็นผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในอัตรา 0.015 บาทต่อหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้จะมีการขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

บริษัทฯ เห็นสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งในปี 2567 จากจำนวนนักท่องเที่ยว และความเต็มใจใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ และสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดรากฐานทางธุรกิจอันมั่นคง บริษัทฯ จะเดินหน้ามุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลกำไรในปี 2567 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

เปิด 4 กลยุทธ์เติบโตต่อเนื่องปี 2567

  • บริหารโดยมุ่งเน้นให้ RevPAR เติบโตได้ในทุกภูมิศาสตร์ที่โรงแรมของบริษัทดำเนินการอยู่ ควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้อื่นนอกเหนือจากการเข้าพัก โดยนำเสนอเมนูใหม่ๆ พร้อมประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของแบรนด์ พร้อมแผนเปิดตัวบีชคลับในทุกรีสอร์ทในเครือทราย (SAii)
  • ยกระดับพอร์ตโฟลิโอและหมุนเวียนสินทรัพย์ อย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการระยะที่ 2 ตามแผนการปรับปรุงโรงแรมในประเทศไทยที่ ทราย ลากูน่า ภูเก็ต และ ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ และดำเนินกลยุทธ์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่และรีแบรนด์โรงแรมที่เหมาะสมและมีศักยภาพในสหราชอาณาจักร
  • แผนยกระดับแบรนด์ทราย (SAii) ให้มีมาตรฐานระดับสากล ผนวกกับการสร้างการจดจำแบรนด์ในฐานะจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวแบบลักชูรีอย่างยั่งยืน พร้อมนำความแข็งแกร่งของแบรนด์มาต่อยอดในการสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่นขึ้นและมีข้อจำกัดที่ลดลง ทั้งภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ Asset-Light และการร่วมทุน
  • จัดสรรงบในการลงทุนมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อซื้อและควบรวมกิจการ ตลอดระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างความหลากหลายให้แก่พอร์ตโฟลิโอของบริษัทฯ และสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนในด้านรายได้และกำไร รวมถึงลดความผันผวนทางฤดูกาล ของโรงแรมในเครืออีกด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...