โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ Lighting Designer ผู้เนรมิต ณ สัทธา ให้เป็นจุดหมายใหม่ของงานจัดแสดงไฟของไทย

นิตยสารคิด

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 23.59 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2567 เวลา 23.59 น.
nasatta-lighting-designer-cover

เพราะ “แสง” ทำงานกับ “ความรู้สึก” ของผู้คนมายาวนานทุกยุคสมัย งานจัดแสดงที่มีองค์ประกอบหลักเป็น “แสงไฟ” จึงเจิดจ้าในความรู้สึกของผู้คนได้ไม่ยาก เสมือนอยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลต์ที่ส่องสว่างและดึงดูดใจเราอยู่ตลอดเวลา ทว่าเบื้องหลังงานออกแบบและจัดแสดงไฟในแต่ละครั้งนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นการเปิดสวิทช์ไฟเพียงครั้งเดียว

การจัดงาน Nasatta Light Festival งานจัดแสดงแสงไฟแห่งปีโดย ณ สัทธา อุทยานไทย จังหวัดราชบุรี นับเป็นอีกหนึ่งงานจัดแสดงแสง สี เสียง แบบเต็มรูปแบบที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งเฝ้ารอว่าจะมีโอกาสได้ไปชื่นชมพื้นที่และเนื้อหาท่ามกลางแสงไฟละลานตาที่ทวีความอลังการขึ้นในแต่ละปีสักครั้ง และนั่นทำให้ “คิด” ได้มีโอกาสพุดคุยกับคุณซิ่วเอ๋อ - ดิวัน ขัตติยากรจรูญ Lighting Designer แห่ง FOS Lighting Design Studio และหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม Lighting Designers Thailand (LDT) ผู้ได้รับโอกาสจาก ณ สัทธา อุทยานไทย ให้เป็น Project Designer และนักออกแบบแสงที่เริ่มต้นสร้างสรรค์เทศกาล Nasatta Light Festival นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

คุณซิ่วเอ๋อ - ดิวัน ขัตติยากรจรูญ Lighting Designer แห่ง FOS Lighting Design Studio

นอกจากงานที่ ณ สัทธา ปกติเราทำงานประจำในสาขางานจัดแสงอยู่แล้วใช่ไหม
ใช่ค่ะ ปกติอยู่ในกลุ่ม FOS Lighting Design Studio ซึ่งเน้นการจัดแสดงไฟให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ต่างๆ ซึ่งทุก ๆ ปี ทาง FOS ก็มีการจัดงานร่วมกับ Bangkok Design Week อย่างปีที่แล้วเราก็ไปจัดไลท์ติงตรงประปาแม้นศรี แล้วปีนี้ก็จะกลับมาเป็นแนวเออร์เบินเหมือนเดิม คือการจัดสภาพแวดล้อมของแสงในเมืองย่านพระนครเวลากลางคืน ชื่อผลงานว่า “ใบไม้เปลี่ยนสีที่ผ่านฟ้า” เราพยายามเนรมิตย่านนั้นให้สมกับชื่อ “เวนิสตะวันออก" ที่ชาวต่างชาติเรียกกรุงเทพฯ ในอดีต ทั้งองค์ประกอบด้านคูคลอง ถนน สะพาน และสถานที่สำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ เช่น ป้อมมหากาฬ และภูเขาทอง เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนออกมาทำกิจกรรมและชื่นชมความงามย่านพระนคร ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น ดึงดูดผู้คนให้มาใช้พื้นที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตอนกลางคืน แล้วพอบวกกับมีการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ของงาน Bangkok Design Week พอดี มันก็เริ่มเห็นการแชร์ไอเดียกันในการใช้พื้นที่ได้สนุกขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะบางทีการมาชมงานไฟอย่างเดียวมันอาจจะน้อยไป ก็เลยต้องมีกิจกรรมอื่น ๆ มาเสริมประสบการณ์

เริ่มต้นไปทำงานกับทาง ณ สัทธา ได้อย่างไร
จริง ๆ ต้องเล่าตั้งแต่ว่าเมื่อก่อน ณ สัทธาเคยชื่อว่า “อุทยานขี้ผึ้งสยาม” ซึ่งทางผู้สร้างได้ใช้รากฐานประสบการณ์กว่า 60 ปีจากการสร้างรูปปั้นงานหล่อและพระพุทธรูปต่าง ๆ มาสร้างประติมากรรมรูปเหมือนของพระสงฆ์และบุคคลสำคัญหลายท่านให้มาประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ รวมไปถึงมีการจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งที่จำลองวิถีชีวิตของคนไทยในภาคต่าง ๆ ซึ่งริเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2540 และได้เปิดทำการอุทยานขี้ผึ้งสยามในวันที่ 6 มิถุนายน 2549 ก่อนที่จะปิดปรับปรุงและเปิดใหม่อีกครั้งโดยเปลี่ยนชื่อเป็น ณ สัทธา อุทยานไทย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2561

ตอนนั้นไฮไลต์ของเราก็มีทั้งน้ำตก มีโบราณสถานจำลอง มีเรือนไทย ปี่พาทย์ มีหุ่นขี้ผึ้งเกจิอาจารย์ที่เป็นบุคคลสำคัญเยอะมาก ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากตอนนั้นสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้มีน้อยมากในประเทศไทยและคนก็เยอะทุกวัน ซึ่งสำหรับเจเนอเรชันหนึ่งที่เป็นรุ่นก่อตั้ง เขาก็รู้สึกว่ามันบรรลุเป้าหมายในการทำอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามแล้ว เพราะภาคการศึกษาก็เข้ามา ภาคชุมชน คนท้องถิ่นก็ไปเที่ยว และยังเป็นจุดท่องเที่ยวสำหรับจังหวัดราชบุรีที่เดิมเคยเป็นเพียงเมืองรอง เป็นจังหวัดทางผ่านด้วย

อะไรที่ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปแบบอุทยานที่เต็มไปด้วยการแสดงแสงสีแบบปัจจุบัน
คิดว่าเพราะธรรมชาติของสถานที่ท่องเที่ยว พอเปิดมา 10 ปี มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เมื่อเทรนด์มันเริ่มเฟดลง มีสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้เปิดมากขึ้น มันก็ถึงจุดที่ต้องมาทบทวนว่าต้องการการรีโนเวต ในเวลานั้น เจเนอเรชันสองของ ณ สัทธาก็เข้ามา แล้วก็เริ่มมีความคิดที่จะนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ด้วย เช่น เทคโนโลยีโลกเสมือนอย่าง AR และมัลติมีเดียต่าง ๆ อย่างการฉาย Projection Mapping เข้ากับผนังอุโบสถหรือบนพระพุทธรูป คนที่ไปเที่ยวชมก็จะใช้วิธีการสแกน QR จากมือถือ เพื่อเล่นเกม เก็บพอยต์ เก็บโทเค็นตามจุดต่าง ๆ เพื่อนำมาแลกของรางวัล ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนที่เกิดขึ้นตอนที่เราได้กลับมาในชื่อ ณ สัทธา อุทยานไทย แล้วคือเมื่อ 6 ปีก่อน

งานออกแบบแสงได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ณ สัทธา ตอนไหน
น่าจะเป็นช่วงก่อนโควิด-19 ตอนนั้นเทรนด์เปลี่ยนไปเยอะ ถึงแม้เทคโนโลยีอย่าง AR จะเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวในตอนเปิด ณ สัทธา ช่วงแรก ๆ แต่ก็ยังต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ส่วนตัวเราเองเคยเข้าไปยังสถานที่นี้อยู่หลายครั้ง ก็เห็นความสวยของแลนด์สเคปของที่นี่มาตลอด ทั้งต้นไม้ที่สวย มีบรรยากาศของความเป็นไทยอย่างมาก ทั้งเรือนไทย พระพุทธรูป หรืองานสถาปัตยกรรมที่จำลองมาจากสมัยสุโขทัยและอยุธยา เราก็มองว่า เราไปเที่ยวต่างประเทศมาก็ค่อนข้างเยอะ แต่ 6 ปีที่แล้ว งานไลท์ติงยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับเมืองไทย มูฟเมนต์ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกคือในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มรุ่นพี่ LDT ที่เริ่มมาร่วมจัดงานแสดงไฟในงาน Bangkok Design Week นี่เอง

ตอนเราเห็นงาน Bangkok Design Week จัดขึ้นปีแรก ๆ เราก็มองเห็นศักยภาพในการปรับใช้งานไฟกับอาคารสถานที่มากขึ้น ในส่วนของ ณ สัทธา ก็เป็นสถานที่ที่สวยงาม มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ดีอยู่แล้ว อีกอย่างคือข้อจำกัดในการจัดงานไฟก็น้อยด้วย เนื่องจากเป็นสถานที่ของเอกชน ฉะนั้นการที่เราจะวางแผนจัดงานในระยะเวลานาน ๆ หรือการขอความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะค่อนข้างจะรวดเร็วกว่า แต่ความท้าทายของการเอางานไลท์ติงเข้าไปในเวลานั้น ก็คือการทำความเข้าใจกับผู้ก่อตั้ง เพราะสำหรับเจเนอเรชันหนึ่งนี่เรียกว่าท่านก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องไลท์ติงแบบนี้ ประมาณว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อะไร ส่วนเจนสองก็เป็นกลุ่มที่มีทั้งคนที่ไม่เคยไปเที่ยวงานไลท์ติงในต่างประเทศเลย หรือเคยเห็นแต่ภาพกลางวัน ส่วนงานของเราคือการปรับมาให้เป็นภาพกลางคืน ซึ่งตอนนั้นเราก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ในการทำให้เขาเชื่อว่ามันทำได้นะ มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะจัดงานไลท์ติงในเมืองไทย ซึ่งเป็นการออกแบบไฟที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมของเราโดยไม่ใช่การเลียนแบบวัฒนธรรมต่างชาติ เพราะเอาเข้าจริงงานไลท์ติงของบ้านเรามันคือการจุดเทียน แต่เรามีการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีแบบสากล เช่น หลอด LED หรือโคมไฟต่าง ๆ หรือแม้แต่เทคนิค Projection Mapping ก็มีเอาเข้ามาใช้ แต่ว่าเราจะผสมผสานยังไงให้วัฒนธรรมเรามันดูใหม่ ดูน่าสนใจ และเป็นแบบยังไม่ค่อยมีคนทำ

ช่วงเริ่มต้นแรก ๆ เจออุปสรรคมากน้อยแค่ไหน
คือตอนนั้นบอกใครว่าจะทำงานแสงแบบนี้ในเมืองไทย ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันแหละว่าคนดี ๆ เขาไม่ทำกันหรอก แต่ ณ วันนั้นคือเราพูดมา 2 ปีเพื่อขอเงินเขามาทำ แล้วเราก็มีแค่ภาพเปอร์สเปคทีฟให้ดูแค่โซนละรูป คือยังไม่เห็นแบบสมบูรณ์ด้วย แต่ขอลงมือทำเลยได้ไหม ซึ่งตอนนั้นทางเจ้าของเขาก็ลองจัดสรรงบประมาณมาให้ เรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ทางความคิดด้วยเหมือนกันว่าการจัดงานไลท์ติงแบบนี้แล้วเก็บเงินค่าผ่านประตู แถมอยู่ต่างจังหวัด ใครจะไปดู แล้วยิ่งจัดในช่วงปีใหม่ด้วย ที่ปกติคนเขามีทั้งไฟ มีทั้งพลุให้ดูตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ฟรีเยอะไปหมด ดังนั้นนั่นคือความท้าทายของเราคือคิดว่าต้องทำให้ไม่เหมือนกัน เพราะว่าเรามีสเปซที่แตกต่าง ที่เป็นพื้นฐานวัฒนธรรมของเราซึ่งต้องชูให้เห็น เรามีน้ำ มีต้นไม้ มีพระพุทธรูป ต้องทำยังไงให้คนรุ่นใหม่ที่ปกติเขาเห็นพระก็กลัวแล้ว ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากศึกษา ยอมเปิดใจเข้ามาดูงานเราให้ได้

เรามีกระบวนการทำงานอย่างไรกับการจัดงานไลท์ติงที่ไม่เหมือนใคร แถมยังต้องพิสูจน์ตัวเองไปด้วย
อย่างที่บอกเลยว่า ตอนแรกเรามีภาพเปอร์สเปคทีฟอยู่ 6 รูปที่แมปกับโซนที่มีอยู่ที่ ณ สัทธา แล้วก็ต้องมานั่งคำนวณเรื่องงบประมาณให้ดี เพราะตอนนั้นที่นั่นคือมืดสนิท ไม่มีสายไฟเดินเอาไว้เลย เพราะเป็นอุทยานที่คนเขาเที่ยวกันตอนกลางวันอย่างเดียว พอตกเย็น แสงธรรมชาติหมด เราก็ปิด ทีนี้พอมีงานไลท์ติงก็เท่ากับว่า ต้องขยายเวลาเปิดทำการออกไป ซึ่งแน่นอนว่ากระทบกับหลายส่วนมาก นอกจากเรื่องการออกแบบติดตั้งที่เป็นงานหลักของเราแล้ว ก็ต้องดูงบว่าจะใช้ไฟแบบไหน อุปกรณ์แบบไหน ต้องนำเข้าของไหม หรือเราสามารถปรับใช้ของในประเทศที่มี ซึ่งสุดท้ายถึงเราจะพยายามกระจายการเลือกใช้ไฟมากที่สุด แต่ก็ต้องนำเข้ามาบ้าง แล้วมา custom made เอา เพราะงบประมาณที่เราจับต้องถึงมันคือแค่ไฟคริสต์มาส แต่เราจะทำยังไงให้ไฟคริสต์มาสที่สั่งจากแอปฯ ส้ม มันเป็นงานที่ไม่เหมือนใคร พยายามใช้งบประมาณที่จำกัด ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คุ้มค่าแก่การจ่ายเงินเข้ามาชม มาซึมซับบรรยากาศแล้วย้อนกลับไปถึงรากฐานของงานที่เราทำว่าคืออะไรให้มากที่สุด ให้คนรุ่นใหม่กลับมามองว่าการที่เอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเสริมแบบนี้ ช่วยให้สถานที่มีคุณค่ามากขึ้น สร้างมูลค่าได้ เหมือนที่ต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศเขาขายวัฒนธรรม อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น หรืออิตาลี ซึ่งเขาก็ขายศิลปะ ขายวัฒนธรรม ที่มันยั่งยืนและ timeless แทนที่เราจะทำอะไรแค่ฉาบฉวย หรือทำตามเทรนด์ไปเรื่อย ๆ เพราะเราเชื่อว่าการที่เราเอาวัฒนธรรมมาชูแล้วใช้อย่างถูกต้อง มันยั่งยืนกว่า ถาวรกว่า เพราะทุกอย่างมันต้องผ่านกระบวนการความคิดของคนรุ่นก่อน ๆ ที่กลั่นกรองมาแล้ว ถึงจะได้เรียกว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรม

เพราะฉะนั้นการแสดงไฟของ ณ สัทธา จึงไม่ใช่แค่งานโชว์ไฟ แต่แตกต่างในการบอกเล่าเรื่องวัฒนธรรม
เราตั้งใจแบบนั้น แต่ถ้าถามถึงแนวคิดหลักในการออกแบบ เราเป็นคนไม่ค่อยคิดธีมเท่าไร เพราะรู้สึกว่าเวลาตั้งใจทำอะไร มันมักไม่ค่อยออกมาเป็น wording เป็นคำอธิบาย เพราะฉะนั้นเราก็จะเอาคำที่สะท้อนตัวตนของเขามาก่อน ซึ่งก็คือความศรัทธา ศรัทธาในความเป็นไทย ในหลักคิดของพระพุทธศาสนา ในทุกอย่างที่เป็นผืนแผ่นดินไทย เพราะเจ้าของเขาจะมีความคิดว่าเขาเติบโตมาที่นี่ ทำมาหากินที่นี่ ยืนได้ก็จากที่นี่ ถึงจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็จะมีความขอบคุณในประเทศไทย เราจึงเอาตรงนี้ขึ้นมาชู การสร้าง ณ สัทธา จึงเหมือนเป็นแกลเลอรีที่เขาแสดงช่วงชีวิตของเขาเอง ตั้งแต่เจเนอเรชัน 1 จนมาถึงเจน 2 ก็มีหน้าที่คือทำยังไงให้มันอยู่ต่อ ให้คนเห็นความสำคัญ ให้คนแวะเวียนมาแล้วกลับไปได้คิดว่าจะนำไปทำประโยชน์ต่อได้ยังไง เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นความแตกต่างจากการจัดแสดงไฟในที่อื่น ๆ คือเราเป็นเจนใหม่ที่เอาไอเดียอะไรก็ไม่รู้ไปขายกับกลุ่มอนุรักษ์นิยม ให้เขายอมเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาก็ไม่ได้เข้าใจดีในสถานที่ของเขาซึ่งเขามีความรัก ความหวงแหนของเขาอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ค่อย ๆ พิสูจน์กันมา เพราะปีแรกก็จัดแค่ 10 วัน จนล่าสุดปีนี้เราจัดกัน 4-5 เดือน

ผลตอบรับจากการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นยังไงบ้าง
แรก ๆ ก็ไม่ค่อยมีคนรู้เท่าไร เพราะการตลาดเราก็ไม่เป็น เราก็โฆษณาตามที่เรามีความรู้ความสามารถ เน้นการบอกต่อ ๆ กันไป ปีที่ 2 เราก็ยังไม่ค่อยกล้าทำสเกลใหญ่ เพราะมันยังมีหลายสิ่งพันกัน ทั้งโอเปอเรชันที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น คนที่เคยทำงานกลางวัน ไม่เคยทำกลางคืน ก็ต้องยืดเวลาเข้างานตั้งแต่ 9 โมงเช้า บางทีไปจบงานก็ 4-5 ทุ่ม ก็เลยต้องค่อย ๆ ปรับ ทำให้เรายังจัดงานได้แค่ 10 กว่าวัน เหมือนเป็นอีเวนต์พิเศษเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่เท่านั้น แต่เราก็เตรียมงานกันหลายเดือน ติดตั้งอีกเป็นเดือน เปิดงาน 10 กว่าวัน ไม่มีใครเขาทำกัน เพราะมันไม่คุ้ม แต่ทางเจ้าของเขาก็ไม่ได้บอกเรานะว่ามันขาดทุน ก็ยังคงให้เราทำต่อ (ยิ้ม)

พอปีที่ 3 เราก็เริ่มเอาเครื่อง Projection Mapping มาไหม มี Motion Sensor มี Proximity Sensor บนพื้นผิวต่าง ๆ เข้ามาทดลองใช้ดู แล้วก็หาผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เข้ามาช่วยกัน เช่น มีวิศวกรมาช่วยกันเซ็ตอัป มาช่วยกันเทสต์ ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้ว่าตรงไหนเหมาะ ตรงไหนไม่เหมาะ คนเข้ามาชมงานก็ค่อย ๆ มากขึ้น จนเข้าปีที่ 6 คือเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา แต่ละปีเราก็เห็นเทรนด์ที่มันเปลี่ยนไปว่าคนเริ่มอยากได้อะไรบ้าง เช่น อยากถ่ายรูปสวย อยากมีประสบการณ์ร่วมแบบไหน ซึ่งก็จะเป็นโจทย์ของเราในปีต่อ ๆ ไป มีการเอาศาสตร์ของสเตจที่เป็นอัตโนมัติเลื่อนขึ้นลงได้ หรือมีโดรนโชว์ มีการแปลงเป็นงาน Installation ขนาดใหญ่ ทำเป็นห้องกระจกโค้งให้เห็นเป็นภาพสามมิติบ้าง ใช้มอเตอร์มาหมุนทำให้เกิดเวฟ เกิดเป็นมูฟเมนต์แบบง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์บ้าง ยกเว้นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมระบบไฟอย่างเดียว ก็คือค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกันไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้มากที่สุดจากการขยายเวลาการจัดงานจากปีแรก ๆ ที่เปิดแค่ไม่ถึงสองสัปดาห์จนถึงทุกวันนี้เปิดให้ชม 4 เดือนในครั้งล่าสุด คืออะไร
จริง ๆ การขยายเวลาก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้เกิดการรับรู้นานขึ้น แต่อาจจะเป็นข้อเสีย ถ้าคนไม่มา เพราะเราต้องแบกค่าบริหารจัดการที่สูงขึ้นในแต่ละคืน อีกอย่างคือ ยิ่งเราได้ผลตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ยิ่งต้องพยายามหาความแตกต่าง พยายามฉีกออกไปไม่ให้คนเบื่อ อย่างเริ่มเอาวัสดุต่าง ๆมา custom made มากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบให้หลากหลาย มีการเอางานศิลปะสาขาอื่น ๆ เข้ามาประกอบ งานแสดงไฟของ ณ สัทธา ตอนนี้เลยมีทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นงานระบบ งานวิศวกร งานโค้ดดิง งาน Projection Mapping แล้วก็มีการดึงงานช่างฝีมือชุมชน อย่างช่างทำดอกไม้ งานประดิษฐ์ งานจักสานในพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาช่วยด้วย

การเดินทางของ ณ สัทธา ในรุ่นใหม่ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง
พูดว่าเรามาไกลจากเดิมมาก ๆ แล้วกัน คือจากที่ดินมืด ๆ ที่พอพระอาทิตย์ตกแล้วก็ต้องปิด จนทุกวันนี้คนเริ่มรอคอยว่าช่วงปลายปีเดี๋ยวมีงานไฟที่ ณ สัทธาเป็นที่รับรู้ หรืออย่างเมื่อปีที่แล้วก็มีสื่อให้ความสนใจมากขึ้น มีภาคการศึกษาเข้ามา ทั้งที่มาทัศนศึกษา หรือมาศึกษาดูงานด้าน Lighting Design หรือแม้แต้มีดีไซเนอร์ดัง ๆ จากต่างประเทศก็มีทักเข้ามาว่าอยากมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานเรา ซึ่งเราดีใจมาก แต่ด้วยงบประมาณ เราก็อาจจะยังดึงเขาเข้ามาทำกับเราจริง ๆ ไม่ได้ คือทุกวันนี้เราไม่ได้มองว่าตัวเองเก่ง แต่เราคิดว่า ณ สัทธาเป็นสถานที่ที่ถ้าคนสนใจด้านนี้ก็มาเรียนรู้ได้ เพราะว่าอาชีพ Lighting Designer คนน้อย แล้วงาน ณ สัทธาเป็นโชว์เคสที่เจ้าของพื้นที่เขาเปิดโอกาสให้ได้ทดลองนั่นนี่เยอะมาก เพราะเขาเชื่อมั่นว่ามันจะเป็นผลดีในการผสมผสานวัฒนธรรมเก่าเข้ากับสื่อใหม่ ซึ่งมันมีไม่กี่ที่หรอกที่เขาให้ความสำคัญด้านนี้ และคิดเรื่องผลกำไรน้อยมากแบบนี้

อีกอย่างคือต้องยอมรับว่างานติดตั้งเราเล่นท่ายากทุกปี เพราะเราไม่ได้แค่ทำฉากถ่ายภาพ แต่เราทำโซนใหญ่ที่เวลาคุณมา คุณต้องรู้สึกว่ามันอยู่ล้อมคุณจริง ๆ อยู่ในพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกดี รู้สึกว่าทำถึง พื้นที่จริง ๆ ของโครงการ ถ้าเปิดกลางวันจะอยู่ที่ 40 ไร่ แต่ถ้างานไฟตอนกลางคืนก็จะตัดครึ่งเพราะงบประมาณจะไม่ไหว แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปีแรกจัด 6 โซน ปีล่าสุดมี 20 โซนแล้ว คิดค่าเข้าเท่าเดิมคือ 300 บาท เราลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้ผู้เข้าชมคุ้มขึ้นทุกปี จำได้ว่าตอนที่ติดตั้งปีแรก ๆ ช่างติดตั้งหนีไปเลย 3 ชุด เพราะมันไม่คุ้มค่าแรง (หัวเราะ) เราเลยต้องใช้ช่างข้างในมาช่วย แล้วสอนเขาตั้งแต่ปีแรก จนวันนี้ทุกคนก็เก่งขึ้นมาก

วิธีการจัดงานไฟให้แตกต่างและมีเอกลักษณ์ของ ณ สัทธา
ความแตกต่างของ ณ สัทธา อยู่ที่ธรรมชาติ เพราะพื้นที่ของเราเป็นที่ธรรมชาติ แต่ละปีก็จะไม่เหมือนกัน เคยมีคนถามว่าจัดที่เดิมทุกปีนี่ยากนะ ไอเดียไม่ตันเหรอ แต่เราก็มองว่าธรรมชาติช่วยเราเยอะเหมือนกัน ถึงแม้แกนหลัก เช่นพระพุทธรูป อนุสาวรีย์ หุ่นต่าง ๆ จะเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือธรรมชาติรอบ ๆ บางปีต้นไม้เปลี่ยนทรง บางปีต้นไม้บางต้นตาย พอเอาออกเลยได้มุมใหม่ บางปีลงต้นไม้ใหม่ บางวันใบไม้ร่วง เราก็เห็นมุมที่มันเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าธรรมชาติที่เปลี่ยนก็ช่วยกำหนดแนวคิดการออกแบบแต่ละปีของเราด้วย อย่างปีล่าสุดเป็นทุ่งดอกกระเจียว ที่เป็นของดังจังหวัดชัยภูมิ เราก็นำมาจำลองที่นี่ เรามองว่าสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยมันมีให้เล่นให้โชว์เยอะ อย่างปีที่แล้วมีรายการมาถ่ายทำตรงหน้าพระพุทธรูปเชียงแสนที่เราจัดเป็นอุโมงค์ซุ้มโค้ง แรงบันดาลใจมาจากวัดศรีชุมที่จังหวัดสุโขทัย หลังจากนั้นรายการจึงตามไปถ่ายที่วัดศรีชุมจริง ๆ ก็เหมือนเป็นการต่อยอด เป็นการไหลไปของคอนเทนต์สถานที่ท่่องเที่ยวและวัฒนธรรมในไทย ไม่ใช่ว่าเราเอามาแล้วจะมาเที่ยวของเราอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ ของดีในไทยมีเยอะแยะที่นำมาต่อยอดได้

พฤติกรรมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบของเราหรือไม่
ความคาดหวังของเราในปีแรก ๆ เราคิดแค่ว่าจะทำงานออกมายังไงให้สวย เวลาคนมาเสพมาซึมซับแล้ว ก็ย้อนคิดถึงวัฒนธรรมไทยได้ แต่พอปีถัด ๆ มา เราเริ่มสังเกตพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่ว่าเขาอยากถ่ายภาพ เราจึงต้องผสมผสานตัวงานว่าจะมืดมากไม่ได้ จะถ่ายคนเป็นซิลลูเอทหมดแบบที่เราคิดไว้ไม่ได้ (หัวเราะ) ซีนเราจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ เพราะทุกคนอยากเห็นหน้าตัวเอง (ยิ้ม) แต่ก็มีบางส่วนที่อยากเข้ามาเดินซึมซับบรรยากาศ ไม่ได้ตั้งใจอยากให้มาถ่ายรูปพอร์เทรตมากเท่าไร เราก็เลยมีป้ายเนื้อหาแต่ละโซนจัดแสดงไว้ให้อ่าน งานดีไซน์ในปีหลัง ๆ จึงต้องผนวกสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน คือต้องตอบโจทย์คนมาเที่ยวด้วย ว่าไปตรงไหนก็ต้องถ่ายรูปได้ อาจจะต้องมีการเข้าคิวถ่ายรูปกันบ้าง แล้วก็มีการสื่อสารออกไปว่า คนที่อยากถ่ายรูป เราอยากให้มาวันธรรมดาจะได้มุมสวย คนไม่เยอะ ส่วนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราอยากให้เป็นวันเที่ยวของครอบครัว หรือนักท่องเที่ยวที่จะได้มาทำความรู้จักกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา

ความรู้สึกต่อคำพูดที่ว่า “งานไฟที่ไม่มีคอนเทนต์ ก็เป็นแค่อีเวนต์หนึ่งเท่านั้น”
เราคิดว่างานไฟจะฉาบฉวยไหม มันอยู่ที่ว่าหลังจากนี้จะต่อยอดอย่างไรต่อ อย่างกลุ่มของ Lighting Designers Thailand ก็คิดกันว่า สมมติมีงานโชว์เคสแสดงไฟ 9 วัน แล้วหายไป มันก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ถาวร แต่เราอยากให้มันพัฒนาเป็นการวางผังเมืองหรือต่อยอดเป็นงานถาวรได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มองว่าการแสดงไฟเป็นงานฉาบฉวย เพราะในสิ่งที่เรากำลังทำ มันต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย แล้วทุกคนถึงจะได้เห็นว่าสิ่งที่เราพยายามสร้างอยู่ตอนนี้มันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในเมืองในระยะยาวได้อย่างไร คือเราไม่ได้มองแค่เรื่อง Urban Beautification หรือแค่ทำเมืองให้สวย แต่เราคิดเรื่องความเชื่อมโยง เช่น ทำให้เกิดการท่องเที่ยว การเดินที่ปลอดภัย สร้างเศรษฐกิจระหว่างทาง ถ้าไฟสว่าง ไฟสวย เดี๋ยวร้านค้าต่าง ๆ หรือการเดินการสัญจรก็จะตามมา

หรืออย่างงานไฟที่ ณ สัทธา เราก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้คนมาถ่ายรูป เพราะจริง ๆ เราก็มีเมสเสจที่อยากจะต่อยอดให้ยั่งยืนต่อไป รวมถึงต้องการความเข้าใจจากคนทั่วไปด้วย สมมติวันแรกเขามาถ่ายรูปอย่างเดียว แต่ถ้าวันหนึ่งเราเล่าเรื่องได้น่าสนใจมากพอ เขาก็อาจจะละจากกล้องถ่ายรูป มาซึมซับกับเรื่องราว กับบรรยากาศที่เราบอกว่าไม่ได้ทำไว้ให้แค่ถ่ายรูปเท่านั้น แต่เราพยายามสร้างประสบการณ์ทั้งหมดที่ล้อมรอบตัวเขาไว้ ซึ่งพอไฟมันทำงานกับอารมณ์ความรู้สึก ถึงตรงนั้นก็ถือว่าเราได้ทำงานของเราแล้ว

การถ่ายทอดวัฒนธรรมแบบที่ ณ สัทธา ทำอยู่ ถือเป็นการช่วยเผยแพร่ประเด็น Soft Power ของไทยไปด้วยไหม
เราคิดว่ามีผลนะ เพราะเป้าหมายคืออยากดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา อย่างช่วงปีสองปีหลังมานี้ จำนวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีทั้งรถตู้ รถทัวร์มาทุกวัน คนที่มาเองก็มี มาแล้วกลับไม่ได้ก็มี (หัวเราะ) เพราะที่ตั้งของเรามันไม่ใช่จุดที่จะมีรถสาธารณะผ่าน ดังนั้นตั้งแต่ปีที่แล้ว เราก็เริ่มหาพันธมิตรที่เป็นที่พักในพื้นที่ เพื่อว่าคนที่มาเที่ยวชมที่นี่จะได้เข้าไปพักได้ เพราะปัญหาของคนต่างชาติคือไกล เนื่องจากไม่มีขนส่งสาธารณะ รถตู้มาถึงแค่หน้าปากซอย มอเตอร์ไซต์รับจ้างก็ไม่มี ทางเดียวคือต้องเหมารถหรือนั่งแท็กซี่มา เราจึงเปิดบริการรถแท็กซี่ไว้สำหรับรับ-ส่งนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติที่มาแล้วกลับไม่ได้ ซึ่งผลตอบรับก็ดีชัดเจน เป้าหมายเราก็อยากให้นักท่องเที่ยวมาเยอะ ๆ ให้เงินไหลเข้าประเทศ ให้เศรษฐกิจไหลเวียนได้

การแสดงไฟของ ณ สัทธา ในครั้งต่อไป เราจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ บ้าง
อย่างงานที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้ ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนของการดีไซน์แล้ว ซึ่งปกติดีไซน์จะเสร็จช่วงเมษายน หลังจากนั้นจะเป็นการวางแผนติดตั้ง ก็มีการคิดเรื่องการประดิษฐ์ที่ต้อง custom made ไว้ทั้งหมดแล้ว ปลายปีนี้ก็น่าจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีก อาจจะมีทั้งที่ใหม่เลย แล้วก็ที่ยกส่วนที่เป็นภาพจำมาจากปีที่ผ่านมามาไว้ด้วย ซึ่งเราจะใช้เวลาติดตั้งประมาณ 3 เดือนคือช่วงสิงหาคม – ตุลาคม แล้วก็จะเปิดให้เข้าชมช่วงปลายพฤศจิกายนนี้

Creative Ingredients
เสน่ห์ของงาน Lighting Design
งาน Lighting โดยหลักการมันมีผลกับผู้คน เพราะแสงมีผลทางด้านจิตวิทยาและความเป็นอยู่ของเราทั้งหมด จากความมืดแล้วจุดไฟขึ้นหนึ่งดวง อารมณ์เปลี่ยนทันที ฉะนั้นงาน Lighting Design จึงมีเสน่ห์ น่าสนใจ อย่างทุกวันนี้เราก็เห็น Lighting Designer สาขาต่าง ๆ เริ่มขยับจากสเกลงานเอกชนมาเป็นระดับเมืองมากขึ้น อย่างในงาน Bangkok Design Week เราก็ทำให้สเกลเมืองเห็นความสำคัญของแสงไฟกับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองมากขึ้น เห็นความร่วมมือกันมากขึ้น มีงานแสดงไอเดีย งานทดลองเยอะขึ้นมาก

เป้าหมายทางด้านอาชีพของตัวเอง
อยากเห็นผังเมืองสวยโดยการใช้ไฟ อยากได้คุณภาพชีวิตที่ดี โดยมี Lighting เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตนั้น เพราะที่พิสูจน์แล้วว่าจริงก็คือ แสงไฟให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้ความสวยงาม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วเราไม่ได้ใช้ไฟอย่างเดียว ต้องคิดด้วยว่าทำยังไงให้ประหยัดพลังงาน ใช้ให้คุ้มค่า ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือความเหมาะสม เพื่อให้มันยั่งยืนและเป็นประโยชน์ในสังคมภาพรวม

เคล็ดลับในการทำงาน
เคล็ดลับคือการไม่คิด พอถึงเวลาก็แค่เข้าไปเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อมองและสังเกต แล้วไอเดียจะมาเอง บางทีก็ดู Pinterest ดูเทรนด์ ดูว่าอะไรที่คนยังไม่ทำ หรือมีอะไรที่ทำได้โดยไม่เหมือนเขา หรือดูอะไรที่ไม่เกี่ยวกับสายงานของเราเลย เช่น ทำอาหาร จัดดอกไม้ ถ่ายภาพ แฟชั่น แล้วจินตนาการของเรามันจะต่อยอดมาเอง ดีกว่าไปกดดันตัวเองว่าต้องคิดให้ดี คิดให้เจ๋ง จะยิ่งคิดไม่ออก หรือไม่งานก็จะออกมาเกร็ง ๆ ฉะนั้นอย่าพยายามฝืนเอาอะไรที่คิดว่าเจ๋ง คิดว่าคูลไปยัดเยียด แต่มองให้มันกลมกลืนกันเองเป็นธรรมชาติ

ภาพ : สุรเชษฐ์ เล็บขาว

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

วิดีโอ

หนุ่ม สุปรีย์ ใจหาย! ตำรวจ ควบคุมตัวไว้ที่โรงพักร่วม 2 ชม. แยกไม่ออก ระหว่าง เมา หรือป่วยหนัก

BRIGHTTV.CO.TH

"เสี่ยเฮ้ง" ฟ้องหมิ่น "ไอซ์ รักชนก" เพิ่ม! โพส์ข้อความสร้างความเสียหาย

คมชัดลึกออนไลน์

เลือกตั้ง 2569 : อนุทินนำทีม 191 สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวเข้าสภา หลัง กกต.รับรองแล้ว

THE STANDARD

พลังงานตราดยันสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่ยังปกติ แจงปั๊มขึ้นป้ายหมดเพราะขนส่งไม่ทัน

Manager Online

อุทยานพระพิฆเนศ สูญเสีย"หัวหน้าช่าง"บุคลากรอันเป็นที่รัก

TNews

นักเรียนถาม ไม่ร้องเพลงชาติผิดกฎหมายไหม? ครูตอบดีจนชาวเน็ตยกนิ้วให้

Thaiger
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...