ทำไมผมถึงย้อนเวลามาครับเนี่ย yaoi
ข้อมูลเบื้องต้น
เนื้อเรื่องของนิยายเรื่องนี้ เป็นเสมือนโลกคู่ขนานของโลกแห่งความจริงนะคะ อาจจะอิงจากเหตุการณ์เด่นๆประจำปีนั้นมาบ้าง โดยจะยำรวมกันแต่ละภาคจะ +-ไม่เกิน 3 ปีนะคะ
เช่น
ม.ต้น ช่วงปี 54-55
ม.ปลาย ช่องปี 57-59
มหาลัย ช่วงปี 60-62
เรื่องนี้อาจจะมีเหตุการณ์บ้านเมืองที่ทุกคนคุ้นๆ หรืออาจไม่คุ้น หรือใกล้เคียงกับชีวิตจริงไปบ้าง แต่นี่คือความพื้นที่สมมติทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นสถานที่ ชื่อคน หรืออะไรก็ตามแต่ เป็นเพียงเรื่องแต่ขึ้นนะคะ
Preface จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด
Preface
AD 20**
"ไตร ช่วงนี้ไม่สบายหรือเปล่า สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ กลับไปพักหน่อยมั้ย"เสียงพี่แป้งผู้จัดการของผม ที่ทางบริษัทจัดหามาให้ ซึ่งยังคงใช้ร่วมกันกับช่างภาพอีกหลายคนที่ทำงานในบริษัทแแห่งนี้เช่นกัน
"ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวก็เสียงานหรอก กว่าจะติดต่อนางแบบคนนี้มาได้ ก็ยากนะ"ผมก็ตอบกลับผู้จัดการคนเก่งไปด้วยความเกรงใจ ก็เข้าใจแหล่ะว่าตอนนี้ต้องเร่งงานหน่อย หลังจากที่นางแบบคนก่อนเทงานทิ้งไปอ่านะ ทำให้ทีมงานต้องเร่งมือกันวุ่นเลยครับ ทั้งติดต่อนางแบบใหม่ โน้นนี่นั้น ไหนจะเรื่องที่จะเตรียมงานตัดต่ออีก เดี๋ยวก็ไม่ทันขึ้นปกนี่ ซวยแน่ครับ
"โอเคๆ ดูแลตัวเองด้วยนะ เป็นห่วง"ผมก็พยักหน้าให้ พร้อมกับยิ้มให้ไปครับ ก่อนจะจัดเตรียมขอสำหรับงานที่ต้องทำวันนี้ต่อไปด้วย
ในระหว่างที่เตรียมงานไปด้วย ผมก็ได้แต่ย้อนคิดถึงชีวิตในช่วงนี้ไปด้วย ตั้งแต่ต้นปีมา ที่ชีวิตผม ย่างเข้าอายุ25 ปี อย่างเต็มที่ ไม่รู้ทำไม ผมถึงรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ครับ
ทั้งที่อยู่ๆ พี่สาว ที่ไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานมาก (ตั้งแต่มันแต่งงานไปเมื่อ6ปีที่แล้วและไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ตั้งแต่ผมเข้ามหาลัยแล้วครับ) ก็ทักมาบอกว่าที่บ้านพ่อมีปัญหา ให้รีบส่งเงินกลับไปช่วยหน่อย เห็นว่าลงทุนไปหลายอย่างแล้วมันเกิดปัญหา หมุนไม่ทัน ทำให้ต้องมาพึ่งลูกๆอย่างที่เห็นนี่แหล่ะครับ ไอผมมันก็แค่ช่างภาพที่ไม่ได้ดังอะไรมากเลยครับ เงินเก็บถึงแม้จะพอมี แต่มันก็ต้องสำรองไว้ใช้ด้วยไง
แต่สุดท้าย ยังไงก็ต้องเจียดแบ่งไปอีกจนได้ แต่นั้นแหล่ะครับ นั้นมันเรื่องเมื่อต้นปี จนตอนนี้เข้าเดือนที่3 แล้วครับ มันก็มีเรื่องเข้าไม่เว้นแต่ละวันจริงๆนั้นแหล่ะครับ บางครั้งก็มีอุบัติเหตุจนผมต้องเข้าโรงพยาบาลไปเมื่อ 2 เดือนก่อน หรือที่โทรศัพท์ผมพังไป จนทำให้ทำธุรกรรมทางการเงินไม่ได้อยู่2วันเมื่อเดือนก่อน จนกลายเป็นคนจนอยู่ชั่วคราวเลยครับ สมัยนี้แล้ว ใครเค้ายังพกเงินสดอยู่ล่ะ บัตรเครดิต หรือบัตรเอทีเอ็ม หรือ ผมมีอยู่ใบเดียวครับ ที่นี่เค้าเงินเงินโดยไม่ใช้บัตรกันหมดละ แต่ก็โชคดีไงที่ยังทำบัตรโบราณนี้ไว้อยู่ครับ
จนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว รถของผมที่เพิ่งผ่อนหมด และประกันเพิ่งหมดอายุไปก่อนหน้านั้นไม่นาน และผมก็ไม่ว่างที่จะไปต่อประกันด้วย ไปชนโครมเข้ากับเสาไฟฟ้าหน้าปากซอยทางเข้าคอนโดของผมซะได้ แล้วประเด็นคือ เสาไฟฟ้าไม่เป็นอะไรเลยครับ แต่รถผมเนี่ย หน้าบุบเลยล่ะครับ เซ็งมาก
ไม่ต้องถามเลยว่างช่วงนี้ผมมีปัญหามากแค่ไหน (แค่ที่กล่าวมานี้ก็พล่ามไปกว่า2000ตัวอักษรไปแล้วอ่านะ) และความวัวยังไม่ทันหาย ความควายมาเยือนอีกครับ คือ เมื่ออาทิตย์ก่อนกล้องตัวหลักประจำตัวผมเนี่ย อยู่ๆเลนส์มันก็ร้าวอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยครับจนต้องหยิบตัวสำรองซึ่งเป็นตัวเก่าเมื่อปีที่แล้วมาใช้อย่างช่วยไม่ได้เลยล่ะครับ เสียตังอีกแล้วครับ เฮ่ออออ
แชะ
แชะ
"เยี่ยมครับ โพสตามสบายเลยนะ"บรรยากาศที่เย็นสบายภายในสติดิโอชื่อดัง ที่ทางบริษัทเช่าเอาไว้สำหรับถ่ายงานในวันนี้นั้น รวมผมและทีมงานไปด้วย ก็ร่วม20 คนได้ครับ
"น้องไตร พี่ว่ามุมนี้มันทำให้น้องเดซี่ดูหน้าอ้วนนะคะ ถ่ายใหม่ได้มั้ยคะ"นั้นไง นี่คืออีกอย่างหนึ่งที่พบเจอบ่อยมากเลยค่ะครับ
"ครับ แต่ผมว่า ชุดนี้ มันต้องมุมนี้แหล่ะครับ น่ารักดีครับ"นางแบบวัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้ม หุ่นดี ไม่ได้ดูหน้าอ้วนอย่างที่พี่เค้าบอกเลยครับ ถ่ายชุดน่ารักๆแบบนี้ ก็ต้องแบบนี้แหล่ะครับ
"ค่ะ พี่คิดว่า ถ่ายมุมนี้ กดลงหน่อย น้องเค้าจะดูผอมเพรียวกว่านี้นะคะ พี่ว่า"
เฮ่อออ นี่ยังเป็นแค่เรื่องปวดหัวประจำวัน ไม่ได้เอามาคิดนะครับ ยังมีเรื่อปลกใดๆอกเยอะแยะวุ่นวายจนผมเนี่ยจะบ้าตายอยู่แล้วครับ
("น้องไตร แม่ว่าช่วงนี้พักอยู่บ้านหน่อยมั้ย แม่ว่าลูกดูเหนื่อยๆนะ")เสียงผู้เป็นแม่เอ่ยทักขึ้นมา ในระหว่างที่วิดีโอเฟสทามคุยกันอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
"ก็ว่างั้นแหล่ะแม่ แต่ของเคลียงานช่วงนี้ไปก่อนนะ")ผมก็ตอบแม่ไปครับ
("เฮ่อ เออๆๆ ดูแลตัวเองด้วยแล้วกัน จะ25แล้วนะ ระวังตัวหน่อยละกัน")
"ค้าบบบบ รับทราบค้าบบบ"เพียงเท่านั้น แม่ก็วางสายไปครับ เพราะน้องชายต่างพ่อของผมกำลังเรียกอยู่นั้นแหล่ะ
"เฮ่ออ กินอะไรดีน้าวันนี้ เดินดูแถวนี้ก่อนแล้วกัน"ผมที่เข้าไปจิดรถภายในคอนโดของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็เดินมายังตลาดสด 24 ชั่วโมงแถวบ้านครับ เผื่อจะมีของกินสำหรับวันนี้ และพรุ่งนี้ด้วย ดูเหมือนพรุ่งนี้จะไม่มีงานครับ ดีจัง ได้พักบ้างก็ดี แต่
พลั๊ก
ตุบ
"โอ๊ยย"จะบ้าตาย เจ็บชะมัด เดินตกท่อเนี่ยนะ น่าอายชิบหายเลยโว้ยยยยยย
"เอ่อ เป็นอะไรมั้ยครับ"พี่เค้าคงเห็นผมอึ้งอยู่ในท่อนานไปหน่อยนี่ดีนะ เป็นท่อระบายน้ำขนาดเล็ก ทำให้ผมหล่นไปไม่ลึกมาก แต่ก็ ยากจะขึ้นเองอยู่ดีครับ
"ช่วยดึงหน่อยก็ดีครับ ขอบคุณมากครับ"เท่านั้นไม่พอ ป้าที่ขายของแถวนั้นยังจะมามุงดูอีกครับ เฮ่ออออออ มุงกันเก่งงงงง
"ดีนะที่น้องตัวเล็กอะ พวกพี่เลยดึงไหว ถ้าตัวใหญ่กว่านี้ลำบากแน่ กินข้าวบ้างนะ"นั้นไง พี่วินเค้ายังทักเลย เฮ่อออ
"ขึ้นมาก็ทำแผลด้วยนะน้อง ถึงจะแค่ถลอก แต่น้ำด้านล่างก็สกปรกอยู่นะ"พี่อีกคนก็บอกขึ้นมา
"ครับ ขอบคุณมากครับ"ผมก็ก้มมองขาตัวเองไปด้วย ก็มีแต่รอแถลกนั้นแหล่ะครับ แสบๆหน่อยๆ คิดว่าพรุ่งนี้คงจะตึง จนปวดไปหมดแน่เลยครับ
"เฮ่อ"สุดท้าย ก็กลับบ้านพร้อมถุงยาในมือ แล้วก็ไม่ได้ของกินกลับไปสักอย่าง เฮ่ออออ เซ็ง
("ไตร นี่กูพูดจริงนะเว้ย ช่วงนี้มึงดวงตกแปลกๆนะ วันนี้มึงว่างใช่มั้ย เดี๋ยวกูไปรับมึงเอง กูนัดคิวดูดวงเอาไว้ หมอคนนี้ดูแม่นนะเว้ย")เสียงที่ดังมาจากปลายสาย คือ อิงฟ้า เพื่อนสนิทของผมตั้งแต่ชั้นม.ต้นแล้วครับ อาจจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็ได้ครับ อิงฟ้าเนี่ย เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวง เรื่องโชคชะตามากกกกก.ไก่ล้านตัวเลยครับ เคยให้ผมไปดูดวงด้วยกันหลายรอบแล้ว ก็ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นเลยครับ
ที่เด็ดเลยนะครับ คือเมื่อ สองปีก่อน ผมอายุ23ครับ ก็ตามเพื่อนไปด้วย เพราะคิดว่าจะไปกินข้าวกัน สรุป มันนัดหมอดูไว้ที่ร้านอาหาร แล้วเนี่ย หมอดูทักว่า ผมต้องเจอเนื้อคู่ภายในปีนี้ ไม่งั้น ผมจะอายุสั้น หรือดวงถึงฆาตอะไรแบบนี้ครับ ช่วงนั้นเพื่อนผมมันเลยแนะนำเพื่อนของมันมาให้เยอะมากๆเลยล่ะครับ
"อะไรอีกล่ะ มึงพากูไปจนกูเบื่อแล้วเนี่ย ไม่เห็นเชื่อได้สักคน"ผมก็ตอบไปอีกครับ
("คราวนี้มันไม่เหมือนเดิมเว้ย เค้าทักกูตอนที่คุยโทรศัพท์กับหมอเค้า เค้าบอกว่า คนรอบตัวกูกำลังเจอเคราะห์ ให้รีบมา กูเลยได้คิววันนี้เนี่ย แถมด่วนที่สุดเลย เพราะกูได้คิวแรกของวันนี้เลยมึง
แถมอีกอย่างนะ เค้านัดกูคิว11โมง ทั้งที่ปกติหมอเค้าไม่รับนัดเช้าเว้ย เนี่ยเรื่องด่วนจริง แล้วช่วงนี้เพื่อนกูที่ดูน่าเป็นห่วงที่สุดก็มีแต่มึงเนี่ย
ไม่ต้องพูอะไรแล้ว อีก5นาที กูจะถึงคอนมึงแล้ว รีบแต่งตัว แล้วลงมาซะ")
"เฮ่อออออ เออ"แย้งไม่ทันครับ เพราะน้ำเสียงมันก็ดูรีบจริงแหล่ะ เฮ่อออ เพื่อความสบายใจของเพื่อน เอาสักหน่อยแล้วกัน ผมก็แต่งตัวไม่มากมายอะไรอยู่แล้วครับ ไม่นาน ก็เสร็จเรียบร้อย และลงไปยังรอเพื่อนสนิทด้วยท่าทีเซ็งหน่อยๆ
ปี้น
ครืดดด
"ขึ้นรถเลย เร็ว จะสายแล้วเนี่ย"ผมก็กรอกตาใส่เพื่อนอย่างเซ็งหน่อยๆ ก่อนจะเปิดประตูขึ้นรถของเพื่อนไปอย่างห้ามไม่ได้
"ขาไปโดนอะไรมา ทำไมทายาซะเยอะขนาดนั้น"เสียงของเพื่อนสาวคนสนิท หน้าสวยคม ร่างผอมเพียวที่ตอนอยู่ในชุดไปรเวทสบายๆเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นขาอันกระดำกระด้าง และผ้าก็อดที่เต็มไปหมดของผม
"ตกท่อ เมื่อวาน"
"นี่ไง มึงเนี่ย ดูซวยที่สุดในบรรดาเพื่อนกูแล้วเนี่ย"นั้นแหล่ะครับ ผมมีมันเป็นเพื่อนสนิท มันมีผมเป็นเป็นเพื่อนสนิท เพียงแต่ว่า ไออิงฟ้าเนี่ย มันมีเพื่อนหลายกลุ่ม ตามสไตล์คนเฟรนลี่ครับ
"เออๆๆๆ อย่าบ่นมาก รีบๆขับไปเลยมึงอะ"ผมก็ไม่สนใจมันอีกต่อไป แล้วก็ก้มเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจเพื่อนอีกต่อไป เฮ่อ
"ที่นี่หรอวะมึง บ้านใครวะเนี่ย"อิงฟ้าขับรถมาจอดไว้ทื่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก ดูร่มรื่นดีครับ
"ก็บ้านแม่หมอที่นัดไว้ไงมึง มาเร็ว"มันก็เดินไปที่ประตูรั้วพร้อมกับกดรหัสอะไรสักอย่างที่ประตู แล้วก็เปิดเข้าไปเลยครับ มันทำให้มข้อนข้างอึ้งเลยล่ะ ตกลงที่นี่มันยังไงกันวะเนี่ย
เมื่อเข้ามาในบ้าน ก็เจอเหมือนกับเจ้าของบ้านครับ เป็นผู้หญิง ที่ดูไม่แก่มาก น่าจะสักห้าสิบกว่า ไม่น่าถึงหกสิบ แต่รูปร่างดีมากเลยครับ ท่าทางดูใจดีด้วยครับ
"มึง นี่หมอวรรณ หมอโหราศาสตร์และลายมือนะ หมอคะ นี่เพื่อนที่หนูบอกค่ะ"มันก็แนะนำผมให้รู้จักก่อนจะลากผมไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามคุณวรรณทันที
"สวัสดีครับ"
"สวัสดีจ่ะ สีหน้าดูไม่ค่อยอยากมาเลยนะ ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ล่ะสิ"ผมก็ได้แต่ทำหน้าแหยเกส่งไปครับ ก็คนมันไม่เชื่อจะให้ำยังไงได้ล่ะครับ
"นิดหน่อยครับ"
"เอาเถอะ เธอไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ถือว่ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันก็ได้"คุณวรรณเธอก็บอกกลับมาครับ ื ่อนผมนี่สิ ยังจะแอบหยิกเนื้อผมจนได้ครับ
"ขอชื่อ นามสกุล ถ้าเคยเปลี่ยนชื่อก็เขียนมาด้วยนะ วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด นักษัตร ถ้าให้ดี เอาสูจิบัตรมาเลยก็ได้นะ จะได้ละเอียดหน่อย"คุณวรรณแกว่ามางี้ พร้อมกับยื่นกระดาษมาให้ผมด้วยครับ ส่วนอิงฟ้าเพื่อนผมก็นั่งเงียบกริ๊บเลยครับ สรุปมันจอให้ผมใช่มั้ยเนี่ย
ไม่รู้ความโรคจิตของผมหรืออะไรนะครับ ที่ผมถ่ายสูจิบัตรของตัวเองเก็บไว้เป็นสำเนาไว้ในโทรศัพท์ด้วย จึงทำให้ผมเปิดจากโทรศัพท์เอาได้เลยครับ
"อืม อืมมมม จากวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากแล้วเนี่ย เป็นคนที่เข้มแข็ง สู้คน ขยัน เหมือนดวงเรื่องการงานจะดีนะ แต่เหนื่อย ความรักที่เคยเกื้อหนุนกัน อยู่ก็หายไปแบบผิดปกติ อืมมมมมมม"
"เมื่อสอง สามปีก่อน มีดวงจะเจอเนื้อคู่นะ แต่ทำไมไม่รู้ อยู่เหมือนมันจะขาดไป"เราคงต้องมาเช็ตดูอย่างละเอียดอีกที
เหมือนกับว่า เรื่องนี้จะซ้ำกับคราวก่อนนะครับ ทักกันมา สองคนแล้วเนี่ย แต่ที่หน้าแปลกเนี่ย คือไม่รู้ว่าทำไม คุณวรรณที่ขีดๆเขียนอะไรไม่รู้ลงกระดาษลายแปลกๆ ก็ก็ทำหน้าเครียดลงเรื่อย ๆเลยครับ
"เกิดอะไรขึ้นคะหมอ ทำไมดูเครียดจัง"เสียงเพื่อนของผมอย่างมาอย่างเคร่งเครียด สีหน้าดูเป็นกังวลอย่างปิดไม่มิด
"ช่วงนี้ระวังตัวหน่อยจะ อย่าพยายามเดินทางไปไหนคนเดียว ถ้าเลยวันเกิดปีนี้ไปได้ น่าจะเบาลงนะ"เสียงที่เอ่ยตอบมา ก็ยังคงดูเคร่งเครียดไม่ต่างกัน ซึ่งวันเกิดผม จะเปิดขึ้นในอี สามวันนี้แล้วครับ
"ถ้าถึงวันเกิดปีนี้ ก็ครบ25 พอดีใช่มั้ยอะมึง ใกล้แล้วอะ"อิงฟ้าก็หันมากอดแขนผมไว้อย่างห้ามไม่อยู่
"ถ้าเลยวันเกิดไปแล้ว คิดว่าน่าจะไม่เป็นอะไรแล้วนะ แต่่ช่วงนี้ขอให้ระวังแบบรหัสแดงเลยนะ"ตอนนี้ผมก็ได้แต่ฟังหูไว้หูครับ อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด
"มีวิธีแก้อีกมั้ยคะ เช่นไปวัดทำบุญ ทำบุญโรงศพอะไรแบบนี้น่ะค่ะ"เหมือนเพื่อนผมจะเครียดหนักกว่าผมอีกครับ เฮ่อ
"ถ้าไม่สบายใจ ก็ไปสวนสาธารณะ ให้อาหารนก อาหารปลา ทำจิตใจให้สงบ แล้วก็กักตัวอยู่บ้านค่ะ"โหย พูดเหมือนเมื่อก่อน ในยุคที่มีโรคระบาดเลย ที่ให้กักตัวอยู่บ้านน่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า (ขำตายละ)
"เอาไงล่ะมึง กลับมั้ย ดูเสร็จแล้วนิ"ผมก็หนไปถามเพื่อนสนิทอีกครั้ง
"เฮ่อออ รอแปปนึง กูดูขอกูก่อน ถ้าไม่อยากฟังเรื่องของกู ก็ใส่หูฟัง ดูหนังฟังเพลงของมึงไปเถอะ"เท่านั้นไม่พอ มันยังยื่นหูฟังแอร์พ็อตส่งมาให้ผมอีกด้วยครับ
"กูกักตัวอยู่บ้านไม่ได้หรอกนะ พรุ่งนี้กูมีงานต่อ ว่างอีกทีหลังวันเกิดเลย"ผมก็เปิดตารางงานที่รับเอาไว้ให้เพื่อนดูอย่างเอือมๆ
"แต่มึง…"
"ถ้ากูไม่ทำ กูอดตายนะ"เหมือนเพื่อนผม จะห้ามผมได้ไม่เต็มปากหรอกครับ มันก็ยังมีหน้าที่การงานที่ต้องผม ผมเองก็เช่นกัน ผมยังมีบ้านที่ต้องผ่อนอยู่นะครับ เฮ่อ
"ถ้าอย่างนั้น วันเกิดมึง กูของแค่วันเกิดมึงวันเดียว นะ"มันก็พูดขึ้น พร้อมกับทำหน้าทำตาปริบๆใส่ผมอีกจนได้ และเป็นอีกครั้ง ที่ผมใจอ่อนกับมันอีกครับ
"เออๆๆ ก็ได้ กูต้องโยนานกูให้คนอื่นอีกแล้วนะมึงเนี่ย"
AD **.**.**** (วันเกิด)
15.33 น.
("เพื่อน เดี๋ยวกูไปหาที่ห้องมึงนะ ยังอยู่ห้องใช่มั้ยเพื่อน")เพื่อนคนเดิมก็ยังคงโทรมาเช็คแทบจะทุกครึ่งโมงเลยครับ ตั้งแต่เช้าละ
"เออ ยังอยู่ดี แต่มึงเนี่ย ทำให้กูเสียงานนนน"ผมก็ยังคงมูดดี้กับงานนี้อยู่ครับ
19.55 น.
"มึง เกิดเรื่องว่ะ พ่อกูเป็นลมเข้าโรงบาล มึงอยู่คนเดียวก่อนได้มะ"ร่างบางที่มีสีหน้าเคร่เครียดเอ่ยขึ้นกับผมหลังจากที่รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
"เออๆๆ กูไม่ไปไหนหรอก นี่จะหมดวันแล้วนะมึง ไม่ไปไหนหรอกน่า"
"ดีๆนะมึงไตร กูไปละ"
22.24 น.
"หิวว่ะ แม่งเพื่อนกูนี่น้า มาก็ไม่เคยจะเอาของกินมาให้กูเลยนะมึง"ผมก็ได้แต่บ่นกับตัวเองไปด้วย พลางกดสั่งอาหารดิลิเวอร์ลี่ไปด้วย
ในเมือง 24 ชม แบบนี้ รอเพียงไม่นาน อาหารที่สั่งก็มาถึงแล้วครับ แต่เหมือนหมุดที่ส่งอาหารจะมีปัญหานิดหน่อย ทำให้คนขับหาไม่เจอครับ จนผมต้องลงไปเองนั้นแหล่ะ
"พี่ครับๆ ทางนี้ครับ"ผมที่เดินออกมาหน้าคอนโด ก็เรียกพี่ไรเด้อชุดสีสดใสที่จอดอยู่ไม่ไกลกันให้ขับมาใกล้ขึ้น แต่เหมือนจะอยู่กันคนละฝั่งถนนเลยครับ
ไอผมอะ มันเซียนข้ามถนนอยู่แล้วครับ ข้ามได้สบาย ไม่มีปัญหาที่จะต้องข้ามไปหาพี่ไรเด้อ และข้ามกลับมาที่คอนโดตัวเองครับ
แต่ไม่รู้ทำไม ถึงรู้สึกแปลกๆ วูปๆในอกยังไงไม่รู้…
ปี้นนนนนนนน!!!!!!
เอี๊ยดดดด!!!!!!!!
โครมมมมมมมมม!!!!!
*แก้คำผิด 25/8/65 16/1/2567
เปิดเรื่องใหม่อีกแล้ว
เปิดเรื่องใหม่เก่งงงง
เพิ่งเคยแต่แนวย้อนเวลาแบบนี้ ยังไงก็ให้กำลังใจไรต์กันด้วยน้าาา
รัก
NNCH1st
ตอนที่ 1 กลับมา
ตอนที่ 2 กลับมา
ปี้นนนนนนนน!!!!!!
เอี๊ยดดดด!!!!!!!!
โครมมมมมมมมม!!!!!
ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกเหมือนร่างกายผมชาไปหมด
มันเหมือนตัวผมลอยขึ้นเหนือพื้น ตาผมเหมือนจะพร่าเบลอลงเรื่อย ๆ
ร่างกายของผมเองก็เหมือนจะเย็นลงเหมือนกันครับ
อา
เจ็บจัง
โดนรถชนหรอเนี่ย
ง่วง…
อ่า
นี่สินะ…ความตาย
…
ก็อกๆๆๆ
"ไตร ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทันตักบาตรนะ"เสียงที่เหมือนไม่ได้ยินมานานเสียงของแม่ผม ปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอย่างงงงวย ความรู้สึกเจ็บที่ควรจะมีอยู่ มันกลับหายไป และผมกลับลืมตาขึ้นในห้องที่ดูคุ้นตา เหมือนที่ติดอยู่ในความทรงจำมานาน บ้านเก่าของผมเอง บ้านที่มีพ่อ แม่ พี่สาว และผมอยู่ด้วยกัน จนผมอายุ15 ปี
"สักครู่ครับ"ผมก็ตะโกนบอกแม่ไปครับ ก่อนที่ผมจะลุกขึ้นมาตั้งสติ อยู่กับตัวเองอีกครั้ง
"เมื่อคืน กูโดนรถชน ที่หน้าคอนโด แล้ว..ทำไม.."ผมก็ได้แต่หันซ้ายขวา สำรวจห้องที่ผมอยู่อีกครั้ง เป็นไม่ใช่แค่เหมือน แต่มันเป็นห้องของผมจริงๆ ผมขยับมือเข้าไปใต้หมอนเพื่หยิบสมาร์ทโฟนออกมาอย่างที่เคยวางไว้ตลอดเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย ก็เจอกับสมาร์ทโฟนเรื่องบาง ที่เวลาปรากฏขึ้นคือ 6.10 น. วันเกิดของผม ในปี20xx ผมย้อนเวลามายังตัวเองเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
"นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย เกิดเรื่องเหี้ยอะไรกับกูวะเนี่ย"
ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เปิดกล้องส่องหน้าตัวเองเช็คหน้าตาของตัวอย่างด้วยความงงงวย
ก็อกๆๆ
"ไตร ตื่นแล้วยัง เดี๋ยวไปตักบาตรไม่ทันนะ"เสียงแม่ที่มาขึ้นมาที่ห้องของผมอีกครั้ง
"ครับ กำลังจะลงไปแลวครับ"ผมก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มันเป็นชุดที่พอจะออกจากบ้านได้ แล้วรีบออกจากห้องของตัวเองไปล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องงน้ำของรวมของชั้นบนในบ้านแห่งนี้ครับ
"เป็นอะไรวันนี้ ตื่นสายนะเนี่ย"เสียงพี่ตรี พี่สาวของผมเอ่ยทักขึ้นมา ยังดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ ไม่ต้องเตรียมตัวไปเรียนด้วย ไม่งั้น คงจะเซ็งแน่เลยครับ
"ไม่มีอะไรครับแม่ เหมือนผมจะฝันร้ายนิดหน่อย"ผมก็ตอบแม่ไป ตอนนี้ ไม่รู้วาเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ เรื่องที่เกิดขึ้นผมคิดไปเอง หรือเรื่องจริงที่ผมย้อนเวลากลับมากันแน่
ถ้าเป็นตามเรื่องหลัก วันนี้ผมจะได้ของขวัญจากพี่สาวเป็นสร้อยคอเส้นหนึ่ง ที่สลักชื่อผมผมเอาไว้ "ไตรภพ" และได้เงินสดจากพ่อและแม่เข้าบัญชีอีกคนละ 5000 บาท ให้เป็นเงินเก็บของผม ที่ผมจะไม่สามารถใช้มันได้ จนกว่าผมจะอายุ18ปี
หลักจากนั้น พ่อกับแม่ก็หย่าร้างกันโดยสมบูรณ์ พี่สาวที่เรียบจบกลับมาช่วยกิจการที่บ้านก็อยู่ช่วยพ่อถาวร ผมก็สอบติดม.ปลายที่โรงเรียนประจำจังหวัดของที่นี่ และย้ายไปอยู่หอ ขณะเรียนม.ปลาย และเหมือนปีนี้ มันเป็นปีก่อนจะเกิดโรคระบาดใหญ่ของโลก จนเกิดปัญหาความยากจนขึ้น และกว่าจะการระบาดจะจบลง ก็สามปี เกือบสี่ปีเลยครับ
นี่คือรายละเอียดคร่าวๆที่ผมนึกออกในระยะเวลาครึ่งปีนับจากนี้
"ตักบาตรเสร็จ อยากไปไหนหรือเปล่า หรือกลับบ้าน"ผมก็หันไปหาคนเป็นพ่อที่ถามมา
"ไม่รู้ครับ กลับไปนอนที่บ้านได้มั้ยอะ"ผมก็ถามกลับไปอีกครั้ง รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่มาหลายปีแล้วครับ
"โอเค อยากกินอาหารเช้าเป็นอะไรหรือเปล่า"พ่อก็ถามผมอีกครั้ง
"แวะร้านเบเกอร์รี่แถวบ้านได้มั้ยครับ"ผมก็ถามต่ออีกครั้ง
"ทำไม จะกินเค้กแต่เช้าหรอ กินข้าวก่อนมั้ย"ผมได้แต่แอบถอนหายใจเบาๆกับตัวเอง ถ้าผมกลับมาที่นี่ ก็เท่ากับว่า ผมต้องมาเจอกับปัญหาที่บ้านอีกครั้งสินะ ความประสาทเแดกที่ผมต้องเจอ
"ร้านขายขนมปังครับ ไม่ได้ขายขนมเค้ก อยากกินครัวซองค์กับบันเนยกระเทียมชีส"ซึ่งการมาตักบาตรวันนี้ มากับพ่อแค่สองคนครับ แม่กับพี่สาวไม่ได้มาด้วยครับ หลายคนก็บอก ลูกชายคนสนิทกับพ่อแม่ แต่ผมคิดว่า ผมไม่ได้รู้สึกขนาดนั้นนะครับ มันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อผมเข้าเรียนมหาลัย
"เดี๋ยวแวะซื้อให้แล้วกัน"
"ขอบคุณครับ"ผมก็ยิ้มส่งให้พ่อ ก่อนจะซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์จากตลาดสดเพื่อไปร้านเบเกอรี่สดแถวบ้านทันที
กลับมาถึงบ้านแล้ว ผมก็ขึ้นมายังบริเวณชั้นสองของบ้านที่เป็นชั้นของห้องนอนทั้งสามห้อง ห้องน้ำ ของครอบครัว และมุ่งเข้าไปยังห้องนอนที่เล็กที่สุดของบ้าน ห้องของผมเอง
ติ๊ง
("เพื่อนร๊ากกก อยู่บ้านปะจ๊ะ อยากกินอะไรมั้ยจ๊ะ เดี๋ยวพี่สาวคนนี้ซื้อไปให้")ข้อความจากแอปพลิเคชั้นแชทสีเขียวชื่อดังในขณะนี้จากอิงฟ้า เพื่อนของผม ผมจึงกดโทรหาเพื่อนของตัวเองไปครับ
"โหล วันนี้อยู่บ้าน อยู่ทั้งครอบครัวเลย มามั้ย"ผมก็ถามเพื่อนไปครับ ผมจำได้เมื่อก่อน…ไม่สิ ช่วงนี้แหล่ะ อิงฟ้ามันเคมาบ้านของผม แล้วมันก็โดนพ่อผมซักถามโน้นนี่นั้นไปหมดเลยครับ
บางทีเพื่อนมันอึดอัด แต่พ่อเค้าไม่เข้าใจไง
("เอิ่มมม ค่อยละกัน เจอกันวันจันทร์นะ")ผมก็ตอบกลับเพื่อนไป ก่อจะมานั่งใช้ความคิดอยู่กับตัวเองอีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวผม ที่แทบที่จะตายไปตอนอายุ 25 กลับย้อนเข้ามาในร่างของตัวเอง ตอนอายุ 15 ได้ หรือโชคชะตาเล่นตลกอะไรกับม หรือเรื่องที่ผ่านมา มันไม่เคยเกิดขึ้นจริงกันแน่
"เฮ่อออ"ผมก็หยิบหนังสือของตัวเองสมัยเรียนขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่แปลกใจเลยครับ ว่าทำไมเกรดผมถึงย่ำแย่ขนาดนี้ ตอนสมัยเรียน ฮ่าๆๆๆ เหมือนจะมีน้ำตาไหลออกมาด้วย เมื่อเห็นหนังสือเรียนที่ขาวสะอาด ไม่มีร่องรอยของการขีดเขียน หรือการอ่านเลยครับ เฮ่อออ
ก็อกๆๆๆ
"ไตร มากินข้าวกันลูก"เหมือนผมจะจมอยู่กับตัวเองมากไปหน่อย จนตอนนี้ก็ถึงเวลา เที่ยงกว่าแล้วครับ
"ครับแม่"ผมก็ลงไปยังห้องครัวของบ้าน ก็เจอพี่ตรีกำลังจัดข้าวอยู่พอดี มันให้ความรู้สึกแปลกๆดีเหมือนกันครับ ฮ่าๆๆๆๆ
"ตอนบ่ายเดี๋ยวไปห้างด้วยกกันมั้ย ไปเปิดบัญชีทำบัตรเอทีเอ็มเอาไว้"แม่ก็ถามผมถามขณะที่กำลังจัดโต๊ะกินข้าวอยู่ด้วยครับ
"แต่บัตรประชาชนผมยังเป็นเด็กชายอยู่เลยนะครับ เดี๋ยวผมไปเปิดเองก็ได้ครับ"ผมก็ตอบกลับไป ไปเดินห้างกับแม่ มันออกจะเขินๆหน่อยนะ
"ไปทำที่ห้างเลย มีอำเภอเคลื่อนที่อยู่นิ ได้เปิดบัญชีให้มันเสร็จๆเลย"พ่อก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
"ก็ได้ครับ"เหมือนประจำที่อยู่บ้าน ลูกๆห้ามอยู่ในห้องของตัวเอง ให้อยู่รวมกันที่ห้องนั่งเล่น อ่าหนังสือ ดูทีวี (จะเล่นโทรศัพท์ก็ไม่ได้) ทุกปิดเทอม ผมจะโดนทักตลอด ทำไมมานั่งอยู่เฉยๆ ไปหยิบหนังสือมาอ่านบ้างสิ เห็นนั่งอยู่เฉยๆเป็นวันแล้ว ถ้าอธิบาย ไม่งั้นมันจะกลายเป็นเถียงทันที
โอมายก็อด วันปิดเทอมที่แสนจะทรมาณ โคตรจะอยากให้เปิดเทอมเลยครับ ผมจำได้ สมัยที่ขึ้นม.ปลาย ได้ไปอยู่หอในตัวเมือง มันเหมือนขึ้นสวรรค์สำหรับผมเลยครับ
"คิดไว้แล้วหรือยังว่าจะเรียนต่อที่ไหน สอบเตรียมทหารมั้ย หรือจะไปสอบตำรวจ สายอาชีพตอนนี้ก็น่าสนใจนะ ลอดูมั้ย"นั้นไง เอาอีกละ
"เอ่อ ลองสอบดูก็ได้ แต่ว่าจะลองสอบที่โรงเรียนด้วยนะ อยากไปสอบที่โรงเรียนSA ด้วย"ผมก็บอกพ่อไปแบบนั้นครับ เวลากินข้างนี้ เงินเชียวล่ะครับ เฮ่อ เซ็ง เหมือนจะเป็นประโยคเดิมที่พ่อเคยบอกผมเมื่อก่อนเลยครับ เฮ่ออออออ
"ตามใจ"ผมก็ได้แต่หันไปหาแม่มองหน้าแม่ไปด้วย แอบคุยกันทางสายตา ว่าเราจะเอาไงกันดี เฮ่อออ
นี่วันเกิดนะเนี่ยถามแต่เรื่องนี้แหล่ะ ไม่ยอมหยุด เซ็งง
หลังทานข้าวเสร็จ ผมกับพี่สาวก็ขอพ่อขึ้นมาอ่านหนังสือบนห้องของตัวเองครับ สวนแม่ ออกไปธุระด้านนอกหลังทานแล้วแล้วครับ
แม้ว่าบ้านเราจะอยู่ในเมืองนะครับ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองขนาดนั้น ขยับออกมาด้านนอกนิดหน่อย ทำให้ไม่ไปแออัดกันอยู่ในตัวเมือง c ขนาดใหญ่ ทำให้ที่บ้านมีบริเวณกว้างกว่าบ้านในตัวเมืองมากครับ แต่ก็ขับรถจากบ้านไปโรงเรียนก็แค่30นาที ไม่ถือว่าไกลครับ แต่เมื่อเทียบชีวิตในเมืองหลวงแล้ว ต่างกันเลยล่ะ เฮ่อออ ทำไมถึงย้อนเวลากลับมาช่วงเวลานี้กันนะ เฮ่ออออ
*แก้คำผิด 25/8/2565 16/1/2567
เฮ่อออออ
ตอนนี้น้องไตรของเราถอนหายใจเก่งมาก (ไรต์ก็เช่นกัน) เฮ่อออ
ชอบ ไม่ชอบ ติ ชม แนะนำ คอมเมนต์เลยค้าบ
รัก
NNCH
ตอนที่ 2 เริ่มต้นใหม่
ตอนที่ 2 เริ่มต้นใหม่
วันนี้ เป็นวันถัดมาจากวันเกิดของผมครับ เป็นวันอาทิตย์ ทำให้พอมีเวลาเตรียมตัว ปรับตัวให้คุ้นชินกับการกลับมาในครั้งนี้อยู่บ้างครับ ไหนจะเนื้อหาการเรียน ที่ทิ้งไปสักสามชาติเศษ การวางตัวกับเพื่อน ไหนจะสังคมเพื่อนอีก ตกลงมันมีข้อดีหรือเปล่าเนี่ย กับการย้อนเวลากลับมาครั้งนี้เนี่ย
"เฮ่อออ"
("เป็นอะไรของมึงเนี่ย ถอนหายใจวันนี้เป็นรอบที่ล้านแล้วนะ")เสียงที่ดังขึ้น เป็นเสียงของออิงฟ้รครับ เรากำลังวิดีโอคุยกันอยู่เลยครับ ความจริง ผมทักไปถามเรื่องการบ้านนั้นแหล่ะ ตอนนี้ในหัวไม่มีเนื้อหาการเรียนอยู่เลยครับ ให้จำการบ้านเมื่อสิบปีที่แล้วหรือ หึหึ ไม่มีทางครับ
"คิดไรนิดหน่อยน่ะ รีบๆส่งงานมาให้ด้วยนะ จะได้รีบลอก ได้รีบนอน"ผมก็เร่งเพื่อนไปครับ
("คิดไรมากมาย ปกติแกก็ไปลอกตอนเช้าก่อนเข้าแถวอยู่แล้วปะ ช่างมันเถอะๆๆ
นี่มึง กูไปเจอเว็บดูดวงมาใหม่เว้ยย คนรีวิวเยอะมากมึง แน่มมาก เนี่ยๆๆ ของมึงราศีนี้เลย เค้าเขียนว่า'ช่วงนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด อาจได้พบเจอเรื่องรายเก่าๆมาให้ได้จดจำอีกครั้ง ตั้งสติ และอยู่ตั้งรับการมาของอดีต' อะไร อ่านแล้วยังงงอยู่เลย แต่ว่าของกูอะ เค้าบอกว่า ช่วงนี้ดีมาก ความรัก เงิน ฮ่าๆๆๆ")
ความรักหรอ หรือว่าที่ผมย้อนกลับมาเพราะความก่อนตาย ผมไม่มีแฟน ผมเคยดูซีรีย์อยู่เรื่องนึงครับ ของประเทศJ ที่เกี่ยวกับ ถ้ายังซิงจนถึงอายุ30 จะมีพลังวิเศษ อะไรนี่แหล่ะครับ หรือว่าผมจะเข้าข่ายในเรื่องเดียวกัน
"เออ ว่าจะถามนานละ มึงจะเรียนต่อม.ปลายที่ไหน กูเบื่อที่บ้านสุดเลยเนี่ย ให้สอบเตรียมทหารบ้างล่ะ ตำรวจบ้างล่ะ อยากเป็นตายล่ะ บ้าจริง"ผมก็ถามเพื่อนสนิทไปด้วยครับ
("แล้วมึงจะเอาไง ไปสอบรร.ประจำจังหวัดหรอ แต่ก็ไม่ไกลจากบ้านอยู่ดีปะ ที่สำคัญ โรงเรียนเราตอนนี้ ก็เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนะ ถึงจะรองมาหน่อยก็เถอะ")
"ไปสอบในเมืองหลวงกันมะ ไม่อยากอยู่แถวนี้อะ ไม่อยากอยู่บ้าน"ผมก็ถามเพื่อนไปครับ
("โรงเรียนประจำมะ ประเภทให้ทุนเรียนฟรีอะ")เพื่อนมันก็ถามมาอีกครั้ง
"วุ่นวายชิบหาย ค่อยคิดละกัน อีกตั้งนาน"ผมก็บอกเพื่อนไปอีกครับ และการที่ผมไม่อยากอยู่บ้านนนั้น เป็นเรื่องจริงที่สุดเลยครับ
("เออๆๆ ค่อยว่ากันอีกที ไปละมึง จะไปกินมูทะกับแม่ละ บัย")
"บาย"
หลังจากกดวางสายไป ผมก็จัดการโยนโทรศัพท์ของตัวเองไปบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะย้ายตัวเองไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อนเตรียมชุดนักเรียนในวันพรุ่งนี้ เมื่อเห็นว่า ชุดนักเรียนถูกรีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปจัดกระเป๋านักเรียนต่อครับ เดี๋ยวนี้ก็พกไอแพดแทนสมุดแล้วครับ เว้นบางวิชาที่ต้องส่งงานในสมุดอยู่อ่านะที่ต้องพาสำรองไป
ผมนึกออกแล้ว ว่าทำไมตอนม.ปลาย ผมถึงออกมาอยู่หอได้ ผมคิดว่า ช่วงนั้น น่าจะเป็นตอนที่พ่อกับแม่เลิกกันพอดีเลยครับ แล้วพี่สาวผม ก็ไปเรียนมหาลัยที่ภาคอื่นพอดี ทำให้เหมือนจะมีปัญหาว่าจะให้ผมอยู่กับใครกันแน่ด้วย
"เฮ่ออ ตั้งแต่กลับมาเนี่ย ถอนหายใจไปกี่ครั้งละวะเนี่ย"นั้นไง
และแล้ว การมาเรียนวันแรก หลังจากที่ผมกลับมาเป็นตัวเองในอดีตก็เริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยเสียงนาฬิกาปลุกในตอนเช้า และ เสียงพูดคุยกันของคนในบ้าน ผมก็เดินเข้าห้องน้ำจัดการตัวเองตามปกติ และมาแต่งตัวในห้องห้องตัวเองอีกครั้ง
ไม่ว่าจะส่องกระจกกี่ครั้ง ผมก็ยังไม่ชินกับตัวเองในตอนนี้เลยครับ ส่วนสูงที่หายไปเกือบสิบเซน แม้ตอนอายุ25 ผมจะไม่ได้มีกล้ามเนื้อมากมายนัก แต่ก็ไม่ได้ผอมแห้งขนาดนี้เลยครับ นี้อย่างกับคนไม่ได้ออกกำลังกายยังไงไม่รู้ เฮ่อ ถอนหายใจอีกแล้ว
"กินข้าวเสร็จเงินอยู่บนโต๊ะนะ ขับรถกันดีๆล่ะ"พูดจบ พ่อก็ออกจากบ้านไปแล้วครับ ส่วนแม่ก็ออกไปทำงานก่อนแล้ว
ผมก็นั่งกินข้าวเช้ากับพี่สาวกันสองคนในบ้านนี้ ตอนนี้ผมยังไปเรียนกับพี่สาวอยู่เลยครับ ส่วนตอนกลับ ก็กลับกับรถประจำทางเอง เพราะผมกับพี่สาวเลิกเรียนกันลงละเวลาครับ เรียนคนละที่ด้วย
"ตอนเย็นกลับตอนไหน ให้ไปรับมั้ย"
"ไม่ต้องอะ จะไปซื้อของกับฟ้าก่อน ค่อยกลับ"ผมก็ตอบพี่สาวตัวเองไปครับ พี่ตรีก็พยักหน้าให้ ก่อนจะกินข้าวเช้ากันจนเสร็จ
"โอเค"ว่าจบ ก็มาถึงโรงเรียนแล้วครับ มันรู้สึกแปลกมาเลยครับ ผมไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้มานานมากแล้วครับ การที่ต้องเดินเข้าโรงเรียน มัน… มันแบบว่า อธิบายไม่ถูกอะ เหมือนที่ตรงนี้มันไม่ใช่ของเราอะ เอ่อ. จะบอกว่าเป็นการต่อต้านก็ได้ครับ
สุดท้ายแล้ว ผมก็ต้องมาโทรหาเพื่อนสนิทของผมและรอเพื่อนมาโรงเรียนก่อนครับ ผมจำไม่ได้จริงๆว่าห้องเรียนของผมอยู่ตรงไหน ที่โรงเรียนเป็นแบบเดินเรียน ทำให้ไม่มีห้องเรียนประจำของชั้นปีซะด้วย จำไม่ได้ด้วยว่าเรานั่งกันตรงไหนในการมารอกันในตอนเช้า
"ยังไม่กินข้าวมาหรอ ทำไมวันนี้มารอหน้าโรงอาหารอะ"เสียงทักทายที่ดังขึ้นด้านหลังของผม ทำให้ผมหันไปมองก็เจอกับเพื่อนสาวตัวเล็กของผม ที่อยู่ในชุดนักเรียนคอซองโบว์สีดำ กระโปรงสีดำ ในชุดเรียบร้อย ที่คลุมทับชุดเสื้อคลุมตัวสวย
"อ้อ กินแล้ว แต่ว่ามาซื้อน้ำอะ"ผมก็ตอบเพื่อนไปครับ พยาบามไม่ให้เผยพิรุจออกไปให้ได้มากที่สุด
"ออ จะเอาการบ้านชะ เดี๋ยวหยิบให้ แปปนึง"ผมก็พยักหน้าให้ และนั่งรอสมุดจดการบ้านของเพื่อนด้วย
"เรื่องเมื่อวานที่มึงถามอะ ทำไมอะ ไม่อยากเข้าโรงเรียนK แล้วหรอ"ระหว่างที่ผมกำลังเร่งมือในการเขียน เพื่อนมันก็ถามผมเรื่องเมื่อวานด้วย
"ไม่รู้อะ มึงคิดแล้วหรอว่าอยากเรียนที่ไหน"ผมก็ถามกลับ
"อยากเป็นพยาบาลได้มั้ยอะ เนี่ย เมื่อวานกูไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาล พยาบาลแต่ละคนสวยมากเลยอะ กูชอบ"เพื่อนมันก็ตอบกลับมา
"อยากเรียนสายวิทย์หรอ มึงดีอะ รู้ตัวแล้วว่าอยากเรียนอะไร แล้วได้เรียนอย่างที่ชอบ"ผมก็ตอบเพื่อนไป เพื่อนผมมันเคยบอกมาหลายครั้งแล้ครับว่าอยากเรียนพยาบาล ที่บ้านก็สนับสนุนเต็มที่ พาไปเรียนพิเศษเพื่อนให้ได้มีเกรดที่ดีด้วย ซึ่งผมคือผลพลอยได้ ที่ทำให้ลอกการบ้านมันได้จนถึงม.ปลายที่ย้ายไปเรียนตามกันไปเลยครับ ฮ่าๆๆๆ
"มึงก็ขอพ่อกับแม่ดิ เค้าคงเข้าใจแหล่ะ ว่ามึงอยากเรียนอะไร เค้าคงไม่ขัดความฝันมึงหรอ"ผมก็คิดตาม
ชีวิตที่แล้วของผม ผมเป็นช่างภาพให้กับบริษัทโมเดลลิ่งและรับฟรีแลนซ์ด้วย ถ้าจะถามว่าชอบมั้ย ผมชอบครับ ผมชอบการสื่อสารที่สามารถส่งออกมาได้ทางภาพถ่าย และให้คนได้ดู สามารถตีความไปได้อย่างหลากหลาย และยังชอบเก็บความทรงจำเอาไว้ให้มันคงอยู่ได้อย่างยาวนานอีกด้วย
"เหมือนที่บ้านเค้าอยากให้รับราชการอะ กูเบื่อจะอธิบายละ กูไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบเอาความคิดตัวเอง มายัดเยียดให้คนอื่นจัง"ผมก็พูดบอกกับเพื่อนไป ตั้งแต่วันนั้น ที่พ่อถามเรื่องเรียนต่อกับผม เค้าก็ยังพยายามให้บอกอีกหลายครั้งเลยครับ
"เอาน่า ยังไงมึงก็เรียนไปเถอะ อยากเรียนไรไปสมัคร ไปสอบ ถ้าสอบติดแล้ว ยังไงเค้าก็ต้องให้เรียน หรือไม่ก็คุยกับแม่มึงดิ"ผมก็พยักหน้าให้ครับ
"เสร็จยัง ไปมึง ไปเข้าแถวกัน"
"โอเค"แล้วแล้ว นี่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมลืมมันไปแล้วครับ การเข้าแถวก่อนเข้าเรียน!!! ที่สำคัญ ยืนกลางแจ้ง!!!! เฮ่ออออออ
เฮ่อออ
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ยังไงก็ต้องปรับตัวไปล่ะนะ บางที การย้อนกลับมาตอนนี้ อาจเป็นนัยยะสำคัญบางอย่าง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
"มึง โดดแถวกันมะ กูขี้เกียจเข้าแถวจัง"อิงฟ้าที่นั่งอยู่กันคนละแถวกับผมก็กระซิบถามมา ผมก็พยักหน้าให้อย่างเต็มที่เลยครับ ไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้สุดๆ ร้อนมากกก ไม่รู้จะพูดอะไรหน้าแถวมากมายนัก เด็กร้อนเนี่ย
"เอาดิ ไปไงอะ นั่งอยู่กลางลานขนาดนี้"ผมก็ถามกลับ
"เออเนอะ ค่อยพรุ่งแล้วกันมึง ค่อยหาทางจัดการวาางแผนอีกที"
"โอเคๆ หึหึ"เจ้าแผนการเหลือเกินครับเพื่อนผม ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่สำหรับผมที่ยืนอยู่กลางแดดนั้น เหลือเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงเลยครับ และในที่สุด การเข้าแถวเช้าวันนี้ก็สิ้นสุดลงแล้วครับ
"ไปกันเถอะมึง ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนหน่อยดิ"หลังเลิกแถว เรายังเหลือเวลาอีกประมาณ 10 นาทีก่อนเริ่มเรียนคาบแรกครับ ผมจึงยอมตามใจเพื่อนให้ไปไหน ผมไปหมดครับ
"เดี๋ยวรอหน้าห้องน้ำ"เมื่อถึงห้องน้ำภายในอาคารเรียนผมก็ยืนเล่นโทรศัพท์พิงกำแพงรอเพื่อนไปด้วย ความจริงคือ ผมจำทางไปห้องเรียนไม่ได้ด้วยแหล่ะครับ ฮ่าๆๆๆ รอให้เพื่อนพาไปเนี่ยแหล่ะ ดีที่สุด
"ชิบหายละ คาบแรกเรียนอังกฤษ มีสอบเก็บคะแนนด้วยอะมึง กูลืมไปเลย ชิบหายละ"ผมจำได้ว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เพิ่งเปิดเรียนได้ไม่นานเองครับ ที่จริงมันต้องสอบวัดความรู้ตั้งแต่เปิดเทอมไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมาสอบตอนนี้
"มึงจำไม่ได้ล่ะสิ ช่วงนี้มึงเป็นไร ขี้หลงขี้ลืมนะมึงเนี่ย"ผมก็ได้แค่แค่นยิ้นส่งให้เพื่อน เอาจริงคือ จำไม่ได้เลยด้วยซ้ำครับ
"สมองกระทบกระเทือนมั้ง หรือไม่กูก็สะเทือนใจ มีมึงเป็นเพื่อน เฮ่อ"ผมก็แกล้งตอบเพื่อนไปครับ ได้เห็นมันทำหน้างอนแบบนี้มันหน้าแกล้งดีครับ ผมชอบ ฮ่าๆๆๆ
"มึงอะ ไปเร็วเลยมึง เดี๋ยวอ่านหนังสือไม่ทัน"ผมก็ได้แต่ยิ้มให้กับความสดใสของเพื่อนสนิทของตัวเอง
เมื่อเข้ามายังห้องเรียนตามที่เขียนไว้ในตารางเรียน ภายในห้องเรียนก็มีเพื่อนนั่งอยู๋บ้างประปราย ตอนแรกถ้าให้นึกชื่อก็คงนึกไม่ออกหรอกครับ แต่พอเห็นหน้า มันก็มีบางคนที่นึกชื่อออกอยู่บ้างครับ
ผมกับอิงฟ้าเราจองที่นั่งข้างหน้าต่างกันครับ ถึงตอนสอบจะแยกโต๊ะ แต่สอบเสร็จ ก็ยังต้องจัดห้องเรียนเป็นแถวให้เหมือนเดิมอยู่ดีนั้นแหล่ะครับ
"นี่มึง กูจดแนวไว้ มึงลองอ่านดู"
เมื่อได้โต๊ะเรียน ผมก็หยิบเอาหนังสือเรียนของตัวเองขึ้นมาดูเนื้อหาการเรียนด้วยครับ ด้วยการทำงานของผมในชีวิตก่อนน่ะ ผมได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ทำให้การสอบครั้งนี้ ทวนคร่าวๆ ก็พอเข้าใจขอบเขต และเนื้อหาของการสอบแล้วครับ ผมจำได้ว่า ตอนม.ต้น ผมไม่ชอบครูคนนี้มากๆ เพราะออกข้อสอบยาก ยังไงวันนี้ก็มาลองดูกันอีกสักตั้งนึง ไหนๆก็กลับมาแล้ว
ไตรภพ สู้!!
*แก้คำผิด 29/8/65
เอาไป100% แล้วจ้า
ชอบไม่ชอบ หรืองงตรงไหน คอมเม้นบอกได้เลยนะ
รัก
NNCH