โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สรุปไทม์ไลน์จักรวาล Mobile Suit Gundam SEED

The MATTER

อัพเดต 08 ก.พ. 2567 เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2567 เวลา 10.10 น. • Animation

ในที่สุด Mobile Suit Gundam SEED Freedom ก็กำลังเข้าฉายในประเทศไทยแบบเป็นทางการแล้ว หลังจากปล่อยให้แฟนกันดั้มฝั่งจักรวาลคอสมิกอีร่ารู้สึกค้างคากันมาสิบกว่าปี เพราะถ้านับนิ้วกัน อนิเมะที่มีเนื้อหาในฟาก Gundam SEED ก็ออกฉายภาคสุดท้ายในปี 2006 แล้วหลังจากนั้นก็จะมีเพียงมังงะภาคแยกกับการเอาเนื้อหาเก่ามาบอกเล่าใหม่เท่านั้น

จนกระทั่งกลางปี 2021 ที่ทาง Bandai Namco บริษัทเจ้าของเฟรนไชส์กันดั้ม เริ่มเปิดข้อมูลเล็กน้อยออกมาว่าภาพยนตร์ภาคใหม่จะเข้าฉายในเร็ววันนี้ ก่อนจะมีการเปิดตัวทางการช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2023 ว่าตัวภาพยนตร์ Mobile Suit Gundam SEED Freedom จะเข้าฉายในประเทศญี่ปุ่นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 แถมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวยังมีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทยตามมาในเวลาไม่นานนัก

และในวันที่ Mobile Suit Gundam SEED Freedom กำลังเข้าโรงแบบนี้ เราขอทบทวนกันว่า ไทม์ไลน์ของยุคคอสมิกอีร่า (Cosmic Era) ที่เป็นฉากหลังของกันดั้มจักรวาลนี้มีอะไรกันเสียหน่อย ก่อนจะไประลึกความหลังกับภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนเฝ้ารอคอยกันมานานในโรงภาพยนตร์

***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของอนิเมะเรื่อง

Mobile Suit Gundam SEED และ Mobile Suit Gundam SEED Destiny ***


ปลายคริสต์ศตวรรษ**

โลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตเนื่องจากปิโตรเลียมเริ่มร่อยหรอ มลพิษในสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาติมหาอำนาจของยุคสมัยเริ่มรวมตัวกัน ตามมาด้วยสงครามครั้งโลกครั้งที่ 3 หรือถูกเรียกชื่อว่า 'สงครามปฏิสังขรณ์ (Recontruction War)' ที่กินระยะเวลานานหลายปี

16 ปี ก่อนคอสมิกอีร่า

จอร์จ เกล็น (George Glenn) 'โคออดิเนเตอร์ (Cordinator)' คนแรกถือกำเนิด

คอสมิกอีร่า 1

เกิดการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่พื้นที่แคชเมียร์ จนนำไปสู่การเจรจาสงบศึก ในขณะที่จอร์จ เกล็น จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลก รวมถึงได้เป็นนักกีฬาดาวเด่น

คอสมิกอีร่า 4

จอร์จ เกล็น ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล

คอสมิกอีร่า 5

จอร์จ เกล็น สมัครเข้าเป็นทหารนาวิกโยธิน กลายเป็นนักบินมือฉกาจของกองทัพ

คอสมิกอีร่า 9

สงครามปฏิสังขรณ์จบลงอย่างเป็นทางการ ประเทศบนพื้นโลกแบบดั้งเดิมสูญหายไปจนหมด เหลือเป็นชาติมหาอำนาจกลุ่มใหม่ อาทิ สหพันธ์แอตแลนติก (Atlantic Federation), สหพันธ์ยูเรเชียน (Eurasian Federation), สาธารณรัฐเอเชียตะวันออก (Republic Of East Asia) และสหพันธรัฐออร์บ (Orb Union) รวมถึงมีชาติอื่นๆ ถือกำเนิดขึ้น

และในปีเดียวกันนี้เองทางสหประชาชาติปรับการเรียกปีมาใช้เป็น 'คอสมิกอีร่า (C.E.)'อย่างเป็นทางการ โดยนับปีที่ 1 ของยุคสมัยนี้ จากปีที่มีการใช้นิวเคลียร์ที่แคชเมียร์และเดินหน้าในการพัฒนาให้มนุษย์มุ่งสู่อวกาศแทน

คอสมิกอีร่า 10

เริ่มแผนการสร้างสเปซโคโลนี (Space Colony) สำหรับให้มนุษย์อยู่อาศัยในอวกาศเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง และมีการสร้างฐานสำหรับก่อสร้างที่ดวงจันทร์โดยใช้ชื่อฐานดังกล่าวว่า โคเปอร์นิคัส (Copernicus) ส่วนด้านจอร์จ เกล็น เข้าร่วมเป็นพนักงานด้านวิศวกรรมอวกาศของทาง สหพันธ์แอตแลนติก

คอสมิกอีร่า 12

โคเปอร์นิคัส เสร็จสมบูรณ์ และจอร์จ เกล็น กลายเป็นหัวหน้าผู้ออกแบบยานสำรวจอวกาศ ซีออลคอฟสกี (Tsiolkovsky)

คอสมิกอีร่า 15

ยานซีออลคอฟสกีเสร็จสมบูรณ์ พร้อมออกเดินทางไปสำรวจดาวพฤหัสบดีตามแผนงานของทางสหพันธ์แอตแลนติก ด้วยความตั้งใจจะพัฒนาเทคโนโลยีกับพลังงานส่งคืนไปให้ทางโลก แต่ก่อนจะออกเดินทาง จอร์จ เกล็น กลับได้เปิดเผยความจริงว่า เขาเป็น 'โคออดิเนเตอร์' มนุษย์ดัดแปลงพันธุกรรมที่ถูกดัดแปลงตั้งแต่มนุษย์อยู่ในภาวะเอ็มบริโอ ซึ่งโคออดิเนเตอร์สามารถเรียนรู้ได้เยี่ยม มีร่างกายที่คล่องแคล่ว และแทบจะไม่มีโอกาสป่วยไข้หากเทียบกับมนุษย์ปกติ พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้คนทั่วโลก

ซึ่งการเปิดเผยความจริงนี้ทำให้เกิดความรู้สึกแบ่งแยกในหมู่มนุษยชาติอย่างชัดเจน ระดับสหประชาชาติยังต้องถกเถียงกันว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ด้านผู้ต่อต้านโคออดิเนเตอร์จำนวนหนึ่งได้รวมตัวเป็น 'บลูคอสมอส (Blue Cosmos)' กลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการกำจัดมนุษย์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม และมีคำเรียกคนธรรมดาว่า 'เนเฌอรัล (Natural)'

ส่วนมนุษยชาติกลุ่มที่เห็นดีกับการตัดต่อพันธุกรรมก็แอบเริ่มใช้ทรัพย์สินเส้นสายเพื่อให้กำเนิดโคออดิเนเตอร์ ส่งผลให้มีโคออดิเนเตอร์จำนวนมากเกิดขึ้นในภายหลัง**

คอสมิกอีร่า 22**

ยานซีออลคอฟสกี เดินทางถึงดาวพฤหัสบดีตามกำหนดการและได้พบกับฟอซซิลของสิ่งมีชีวิตต่างดาวคล้ายปลาวาฬที่มีปีก ซึ่งถูกเรียกกันว่า เอวิเดนซ์เซโร่วัน (Evidence 01)

คอสมิกอีร่า 29

จอร์จ เกล็นและเอวิเดนซ์เซโร่วันกลับมาถึงโลก นักวิทยาศาสตร์บนโลกทำการพิสูจน์ว่าฟอซซิลดังกล่าวไม่มีทางเป็นของที่ทำขึ้น การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างดาว ทำให้เกิดความอลหม่านต่อผู้คนบนโลกอีกครั้ง

คอสมิกอีร่า 30

สหพันธรัฐออร์บสร้าง 'แมสไดรเวอร์' หรือรางอวกาศสำหรับส่งจรวดขึ้นไปเหนือชั้นบรรยากาศโลก กับ โคโลนี่ชื่อ เฮลิโอโปลิส (Heliopolis) บ่งชี้ถึงศักยภาพของเทคโนโลยีและความมีอำนาจของประเทศแห่งนี้

คอสมิกอีร่า 38

จอร์จ เกล็น ทำการออกแบบโคโลนีรุ่นใหม่ และเริ่มทำการก่อสร้างโดยมีการสนับสนุนจากหลายๆ ชาติ ในพื้นที่ จุดลากรันจ์ แอล 5 (Lagrange Point L5)

คอสมิกอีร่า 44-45

โคโลนี่สิบแห่งแรกที่จุดลากรันจ์ แอล 5 เสร็จสิ้นการก่อสร้าง และถูกเรียกโดยรวม PLANT (Productive Location Ally on Nexus Technology ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเต็มเป็น People Liberation Acting Nation of Technology) กลุ่มโคโลนี่เหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ PLANT ยังจำเป็นต้องนำเข้าอาหารจากโลกอย่างต่อเนื่อง และในตอนนี้มนุษยชาติมีประชากรโคออดิเนเตอร์ทะลุ 10 ล้านคนไปแล้ว

คอสมิกอีร่า 53

จอร์จ เกล็น ถูกสังหารโดยวัยรุ่นคนหนึ่ง ซึ่งการเสียชีวิตของเขาก็ทำให้เกิดความร้าวฉานระหว่างเนเฌอรัลกับโคออดิเนเตอร์เป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้กลุ่มผู้อาศัยอยู่บน PLANT ที่ต้องการเอกราชของตนเองมาระยะหนึ่ง ได้ก่อตั้ง สภาสูง PLANT องค์กรบริหารระดับสูงเพื่อเป็นกระบอกเสียงและตัวแทนเจรจาเรื่องราวต่างๆ

ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็นำไปสู่การออกกฎหมายห้ามทำการดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์บนโลก ที่เพิ่มความขัดแย้งระหว่างชาวโลกกับชาวโคโลนีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น**

คอสมิกอีร่า 55**

'คิระ ยามาโตะ' สุดยอดโคออดิเนเตอร์ และฝาแฝด 'คาการิ ยูระ อัธฮา' ถือกำเนิดในโคโลนีเมนเดล (Mendel) โคโลนีที่เป็นสถาบันวิจัยด้านพันธุกรรม

คอสมิกอีร่า 66

หลังจากความตึงเครียดระหว่างโลกกับอวกาศเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีหลัง ผลพวงจากการที่ PLANT เป็นผู้ผลิตพลังงานรายสำคัญให้ทั้งโลกและอวกาศ แต่บลูคอสมอสกลับยังพยายามก่อการร้ายเพื่อสังหารโคออดิเนเตอร์ ทำให้ทาง PLANT แอบซุ่มพัฒนาอาวุธประเภทใหม่อย่าง 'โมบิลสูท (Mobile Suit)' และทาง PLANT ก่อตั้งกองทัพทหารของตนเองอย่างเป็นทางการที่ใช้ชื่อว่า ซาฟท์ (ZAFT - Zodiac Alliance of Freedom Treaty)

คอสมิกอีร่า 70, เดือนกุมภาพันธ์

กลุ่มประเทศบนโลกประกาศรวมตัวกันด้วยชื่อ 'สหพันธ์โลก' โดยมีสหพันธ์แอตแลนติก สหพันธ์ยูเรเชียน และสาธารณรัฐเอเชียตะวันออก (ที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ออกเงินทุนให้กับทาง PLANT) เป็นแกนนำหลัก ประกาศสงครามกับ PLANT อย่างเป็นทางการ โดยมี 'อุซุมิ นาระ อัธฮา' ผู้นำสูงสุดของสหพันธรัฐออร์บ ทำการประกาศจุดยืนเป็นกลางต่อความขัดแย้ง

14 กุมภาพันธ์ ระหว่างทำการรบในอวกาศ กองทัพสหพันธ์โลกได้ใช้จรวดนิวเคลียร์โจมตีใส่โคโลนี่เกษตรกรรม 'ยูนิอุสเซเว่น (Junius Seven)' ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 243,721 คน หนึ่งในนั้นมี ‘เลนัวร์ ซาล่า’ แม่ของ 'อัสรัน ซาล่า' และภรรยาของ ‘แพทริค ซาล่า’ สมาชิกสภาสูงของ PLANT ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า 'วาเลนไทน์เลือด'

ซึ่งเหตุการณ์วาเลนไทน์เเลือดทำให้สภาสูง PLANT ยื่นข้อเสนอทางการค้าให้กับผู้ที่ปฏิเสธการเข้าร่วมสหพันธ์โลก โดยมีสหพันธ์โอเชียเนีย (Oceania Union) และสหรัฐอเมริกาใต้ (United States of South America) ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว แต่การตัดสินใจนี้ กองทัพสหพันธ์โลกจึงบุกเข้าโจมตีและยึดสหรัฐอเมริกาใต้ ทำให้สหพันธ์โอเชียเนียประกาศเป็นพันธมิตรกับ PLANT และ ZAFT อยางเป็นทางการ

และในช่วงช่วงปลายเดือนดังกล่าว ZAFT ทดลองใช้อาวุธใหม่ 'นิวตรอนแจมเมอร์ (Neutron Jammer)' ที่สามารถหยุดการทำงานของระบบนิวเคลียร์ฟิชชั่น แม้จะเกิดความเสียหายต่อกองทัพทั้งสองฝ่าย แต่การมาถึงของอาวุธนี้ทำให้ ZAFT มีไพ่ไว้พลิกเกมแล้ว**

คอสมิกอีร่า 70, หลังเดือนกุมภาพันธ์**

สงครามขยายตัวไปทั่วทั้งบนภาคพื้นโลกและภาคพื้นอวกาศ ทาง ZAFT พัฒนาโมบิลสูทมาอย่างต่อเรื่องแต่ไม่สามารถเอาชนะสหพันธ์โลกที่มีจำนวนประชากรมากกว่าได้อย่างเด็ดขาด

ทำให้ ZAFT ตัดสินใจยิงอุปกรณ์นิวตรอนแจมเมอร์ไปยังแทบทุกจุดยุทธศาสตร์ของสหพันธ์โลก ผลลัพธ์ทำให้สหพันธ์โลกไม่สามารถขยับเขยื้อนทัพได้ช่วงหนึ่ง เนื่องจากเกิดภาวะขาดพลังงานในหลายพื้นที่ และทำให้ ZAFT เป็นต่อ ก่อนที่สงครามระหว่างสหพันธ์โลกกับ ZAFT จะเข้าสู่สภาวะคุมเชิง

ระหว่านั้นเองสหพันธ์โลกก็ได้พัฒนา 'จี โปรเจ็กต์' (G Project)' อาวุธรุ่นใหม่เพื่อจะต่อสู้กับ ZAFT โดยได้รับความร่วมมือจากทาง 'บริษัท มอร์แกนเรต (Morgenröte)' ของสหพันธรัฐออร์บ และทำการพัฒนาอาวุธในโปรเจ็กต์ดังกล่าวที่โคโลนีเฮลิโอโปลิส ทั้งนี้มอร์แกนเรตเองก็ไม่ได้มีเจตนาเป็นรับเงินผลิตของให้เปล่าๆ เพราะพวกเขาต้องการข้อมูลจากทางสหพันธ์โลกเพื่อมาสร้างกองกำลังยานเกราะเพื่อปกป้องสหพันธรัฐออร์บด้วยเช่นเดียวกัน

กองทัพ ZAFT หน่วยของ 'ราอูล เลอ ครูเซ่' ที่ประกอบไปด้วย อัสรัน ซาล่า, อิซาค จูล, นิโคล อามัลฟี และเดียอัคก้า เอลส์แมน รวมถึงทหารหัวกะทิอีกจำนวนหนึ่ง ทำภารกิจที่ติดตามข่าวจี โปรเจ็กต์ของสหพันธ์โลก

คอสมิกอีร่า 71, เดือนมกราคม

(เนื้อเรื่องของ Mobile Suit Gundam SEED)

จี โปรเจ็กต์ ที่ประกอบไปด้วย 'ยานรบอาร์คแองเจิล (Archangel)' และโมบิลสูทอีก 5 ตัวผลิตจนเกือบเสร็จสิ้น ทำให้ 'มูว์ ลา ฟรากา', 'นาทาล บารจ์จิล', 'เมอร์ริว ราเมียส' และทหารของสหพันธ์โลกอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่โคโลนีเฮลิโอโปลิส เพื่อตรวจสอบการจัดส่งจี โปรเจ็กต์ ก่อนที่หน่วยครูเซ่ จะลอบบุกเข้าไปในโคโลนีเฮลิโอโปลิส และทำการชิงโมบิลสูท 4 ใน 5 ตัวไป**

**คิระที่เป็นพลเมืองในโคโลนีเฮลิโอโปลิสได้พบกับคาการิ ที่เดินทางไปโคโลนีเฮลิโอโปลิส เพื่อพิสูจน์ว่าออร์บร่วมสร้างอาวุธให้สหพันธ์โลกจริงหรือไม่ ก่อนจะหลบหนีจากการต่อสู้ของทหารสหพันธ์และ ZAFT และส่งคาการิไปยังยานลี้ภัยได้สำเร็จ ขณะที่ คิระก็จับพลัดจับผลู ขึ้นไปเป็นนักบินของสไตรค์โมบิลสูทตัวที่เหลืออยู่ และเรียกหุ่นดังกล่าวว่า 'กันดั้ม (GUNDAM)' ตามชื่อย่อของระบบปฏิบัติการ

หลังจากนั้น 'เมอร์ริว ราเมียส' ก็รับหน้าที่เป็นกัปตันยานอาร์คแองเจิล เนื่องจากเป็นผู้รอดชีวิตที่ยศสูงสุด โดยมีคิระ ยามาโตะและพลเรือนของโคโลนีเฮลิโอโปลิสอีกจำนวนหนึ่งขึ้นยานอาร์คแองเจิล เพื่ออพยพและติดร่างแหในการต่อสู้ไปด้วย และการปะทะกันระหว่างหน่วยครูเซ่และยานอาร์คแองเจิลก็ทำให้โคโลนีเฮลิโอโปลิสถูกทำลายลง ทำให้ยานอาร์คเแองเจิลเดินทางไปยังฐานทัพในอวกาศ 'อาร์เทมิส (Artemis)' แต่หน่วยครูเซ่บุกเข้าโจมตี ทำให้ยานรบต้องเดินทางหลบหนีต่อ

(เนื้อเรื่องของ Mobile Suit Gundam SEED Astray)

หลังจากโคโลนีเฮลิโอโปลิสถูกทำลาย 'โลว์ กิลล์' จากจังค์กิลด์ ได้เข้าไปสำรวจโคโลนีเฮลิโอโปลิส ขณะเดียวกัน 'ไก มุราคาโมะ' ทหารรับจ้างจากหน่วยเซอร์เพนท์เทล (Serpent Tail) รับงานเก็บกวาดและกำจัดพยานในพื้นที่เฮลิโอโปลิส ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะได้พบกับโมบิลสูท 'แอสเทรย์ (Astray)' ที่ทางมอร์แกนเรต ลอกเลียนเทคโนโลยีจากโมบิลสูทของสหพันธ์โลก และต้องร่วมมือเอาชีวิตรอดจากการตามล่าผู้ที่รู้ข้อมูลของแอสเทรย์ และผลลัพธ์จากเหตุการณ์ทำให้ ไกได้รับ 'แอสเทรย์ บลูเฟรม (Astray Blue Frame)' และโลว์ ได้รับ 'แอสเทรย์ เรดเฟรม (Astray Red Frame)' ไป

คอสมิกอีร่า 71, เดือนกุมภาพันธ์

ลักส์ ไคลน์ เป็นตัวแทนของ PLANT เดินทางไปความเคารพต่อการสูญเสียจากเหตุวาเลนไทน์เลือดในวันครบรอบ แต่ยานของเธอโดนโจมตี จนทำให้เธอต้องลี้ภัยด้วยยานหลบหนี และขณะเดียวกันนั้นเองอาร์คเแองเจิล ที่เดินทางไปพื้นที่ยูนิอุสเซเว่น เพื่อสกัดเอาน้ำแข็งจากบริเวณดังกล่าวมาใช้อุปโภคบริโภค ก็ได้เข้าช่วยเหลือลักส์ไว้โดยบังเอิญ

อาร์คเแองเจิล นัดพบกับกองเรือสนับสนุน แต่หน่วยครูเซ่เข้าโจมตี จนทำให้กองเรือสนับสนุนถูกทำลาย 'จอร์จ อัลสตาร์' พ่อของ 'เฟรย์ อัลสตาร์' เสียชีวิต และด้วยความโกรธแค้นเฟรย์จึงดึงเอาตัวลักส์มาเป็นข้อต่อรองในการหยุดยิง ทำให้คิระไม่พึงพอใจกับการกระทำของเฟรย์กับทหารบนอาร์คแองเจิล จึงได้ลอบพาลักส์ไปส่งให้อัสรัน ที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กของตนเอง

อาร์คเแองเจิลเดินทางลงสู่พื้นโลก พร้อมกับคิระและเพื่อนๆ ถูกลงทะเบียนเป็นทหารอาสา และมีเป้าหมายต่อไปคือฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพสหพันธ์ โดยที่ระหว่างก็ถูกกองทัพ ZAFT ไล่ล่าอย่างไม่ลดละ หนึ่งในนั้นคือหน่วยของ 'แอนดรูว์ วอลท์เฟลด์' พยัคฆ์ทะเลทราย และในจังหวะที่อาร์คแองเจิลกำลังจะพลาด คาการิกับหน่วยรุ่งอรุณแห่งทะเลทรายก็ได้เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้อาร์คแองเจิลเอาชนะหน่วยพยัคฆ์ทะเลทรายมาได้ โดยมี คาการิ ร่วมทางไปด้วย**

คอสมิกอีร่า 71, เดือนมีนาคม**

(เนื้อเรื่องของ Mobile Suit Gundam SEED)

อัสรันเดินทางมาสมทบหน่อยย่อยของตัวเองบนโลก แต่ระหว่างเดินทางยานขนส่งของอัสรันถูกโจมตี ทำให้อัสรันติดอยู่ที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันกับ คาการิที่ขับเครื่องบินรบสนับสนุน ถูกโจมตีจนยานตกไปที่เกาะแห่งหนึ่ง ทำให้ทั้ง 2 คน ได้พบกันบนเกาะร้างเป็นครั้งแรก ก่อนที่ท้ังสองคนจะได้รับการช่วยเหลือจากพรรคพวกของตนเองในภายหลัง

หลังจากนั้นอาร์คเแองเจิลก็ได้ถูกไล่ล่าจนได้รับความเสียหาย จนเข้าใกล้ชายแดนของออร์บ ทำให้คาการิเปิดเผยตัวว่าเป็นลูกสาวของผู้นำสูงสุดทางสหพันธรัฐออร์บ ก่อนที่ยานอาร์คแองเจิลจะโดนยิงถล่ม และ ZAFT ตัดสินใจถอยทัพ โดยเหตุผลที่กองทัพออร์บ ตั้งใจจะช่วยเหลือยานอาร์คแองเจิล นั้นก็เพราะพวกเขา ต้องการความร่วมมือจากคิระ เพื่อพัฒนาโปรแกรมให้กับ 'เอ็มวัน แอสเทรย์ (M1-Astray)' โมบิลสูทของออร์บ โดยมีหน่วยของอัสรันที่ลักลอบตามเข้ามาสืบข้อมูลยานอาร์คแองเจิล ทำให้อัสรันได้พบกับคิระกับคาการิอีกครั้ง

(เนื้อเรื่องของ Mobile Suit Gundam Astray)

โลว์นำเอายานของพวกเขามาถึง บริษัท มอร์แกนเรต ในออร์บ ซึ่งเป็นผู้ผลิต แอสเทรย์ เรดเฟรม และช่วยพัฒนา เอ็มวันแอสเทรย์

คอสมิกอีร่า 71, เดือนเมษายน

อาร์คแอคเจิล ออกเดินทางอีกครั้งหลังจากซ่อมแซมจนเสร็จสิ้น และถูกหน่วยของอัสรันเข้าประกบแทบจะทันที การต่อสู้ลงเอยด้วยการที่ อัสรัน ตัดสินใจระเบิดเพื่อโจมตีคิระทำให้ทุกคนคาดว่า ทั้งคู่อาจจะจบชีวิตลงไปแล้ว แต่โลว์ กิลล์ที่บังเอิญอยู่ในพื้นที่ใกล้กับการต่อสู้ ได้พบคิระและนำไปส่งตัวเพื่อรักษาพยาบาล ก่อนที่คิระตะถูกส่งตัวขึ้นไปอยู่กับตระกูลไคลน์ บน PLANT ด้านของอัสรันก็เป็นคาการิที่ไปพบและนำเขาไปรักษาตัว

คอสมิกอีร่า 71, เดือนพฤษภาคม

อาร์คแองเจิลเดินทางถึงฐานทัพใหญ่สหพันธ์โลกที่ตั้งอยู่ในอลาสก้า ด้วยเหตุนี้จึงมีการสั่งให้ นาทาล, มูว์ และเฟรย์ ย้ายสังกัดจากอาร์คแองเจิลไปหน่วยอื่น ขณะนั้นแพทริค ซาล่า ที่ได้ขึ้นเป็นประธานสภาสูงของ PLANT ก็ได้ดำเนินนโยบายต่อสู้แบบเด็ดขาด ทำให้ ZAFT เตรียมปฏิบัติสปิตเบรค (Spitbreak) โจมตีกองทัพสหพันธ์โลก แต่สหพันธ์โลกเองก็ได้วางแผนโต้กลับด้วยการใช้ไซคลอปส์ (Cyclops) อาวุธทำลายล้างที่จะทำลายทั้งฐานทัพกับกองกำลังโดยรอบของตนเอง โดยตั้งใจใช้อาร์คแองเจิลเป็นเหยื่อล่อ**

**และด้วยเหตุนี้ทำให้คิระที่พักฟื้นอยู่กับลักส์ ได้ตัดสินใจจะสู้เพื่อเจตจำนงค์ของตัวเอง ลักส์ จึงได้มอบ 'ฟรีด้อมกันดั้ม (Freedom Gundam)' โมบิลสูทรุ่นใหม่ที่ติดตั้ง 'นิวตรอนแจมเมอร์แคนเซิลเลอร์ (Neutron Jammer Canceller)' ทำให้หุ่นดังกล่าวมีพลังมากพอจะใช้อาวุธจำนวนมากกว่าหุ่นรุ่นปกติ โดยที่คิระก็ได้นำฟรีด้อมเข้าสู่สนามรบ ก่อนจะช่วยเหลือให้กองกำลังที่อยู่ใกล้พื้นที่อลาสก้ารอดตายจากการทำลายล้าง และด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้อาร์คแองเจิลทำการแปรพักตร์ไปสู่ฝั่งสหพันธรัฐออร์บ

ด้านสหพันธ์โลก 'มุราตะ อัสราเอล' สมาชิกระดับสูงของสหพันธ์โลกที่แท้จริงเป็นผู้นำของกลุ่มบลูคอสมอส ออกหน้ากดดันให้ออร์บเข้ามาสนับสนุนสหพันธ์โลก เนื่องจากตอนนี้เหลือแค่ออร์บเท่านั้นที่ยังมีแมสไดรเวอร์ที่ใช้การได้ หลังสหพันธ์โลกถูกกองทัพ ZAFT บุกไปทำลายแมสไดรเวอร์ที่ปานามา

ส่วนอัสรันที่บาดเจ็บและเดินทางกลับไปยัง PLANT ก็ได้ทราบว่า ลักส์ทรยศ PLANT กับ ZAFT ด้วยการมอบหุ่นให้คนภายนอก เขาได้รับคำสั่งให้ขับ 'จัสติสกันดั้ม (Justice Gundam)' หุ่นรุ่นเดียวกับฟรีด้อม และทำภารกิจตามล่าฟรีด้อมกับคนตระกูลไคลน์

คอสมิกอีร่า 71, เดือนมิถุนายน

สหพันธ์โลกเคลื่อนทัพเข้าใกล้ชายแดนออร์บ และกดดันให้ผู้นำของสหพันธรัฐออร์บยอมจำนน แต่แน่นอนว่าออร์บปฏิเสธเงื่อนไข ทำให้เกิดการปะทะกันในที่สุด

โดยฝั่งสหพันธ์โลกได้นำเอาโมบิลสูทรุ่นใหม่ 3 เครื่องมาใช้งาน โดยมี 'บูสท์เต็ดแมน (Boosted Man)' มนุษย์ปกติที่ผ่านการดัดแปลงเป็นนักบิน ส่วนสหพันธรัฐออร์บก็ใช้โมบิลสูทหลักอย่างฟรีด้อมกันดั้มที่ขับโดยคิระ สไตรค์กันดั้มที่เปลี่ยนนักบินเป็นมูว์ ลา ฟราก้าที่ย้อนกลับมาแจ้งข่าวเรื่องการใช้ไซคลอปส์ ณ การต่อสู้ในอลาสก้า และเอ็มวันแอสเทรย์ กลุ่มโมบิลสูทที่พัฒนาแล้วของสหพันธรัฐออร์บ และมีเดียวอัคก้าและอัสรันที่ตัดสินใจเข้าช่วยเหลืออาร์คแองเจิลในภายหลัง

แต่เพราะกำลังพลที่น้อยกว่าทำให้ในทางที่สุด อาร์คแองเจิลก็ถูกสั่งการให้มุ่งไปยังอวกาศ โดยที่มีอุซุมิ นาระ อัธฮา กับเหล่าผู้นำหลักของสหพันธรัฐออร์บสละชีวิตตัวเองถ่วงเวลาให้

ด้านพลเรือนของสหพันธรัฐออร์บ 'ชิน อาสึกะ' และครอบครัวที่กำลังอพยบก็ถูกลูกหลงจากการต่อสู้ระหว่างฟรีด้อมและโมบิลสูทของสหพันธ์โลก รอดชีวิตจากการโจมตีของสหพันธ์โลก โดยชินสามารถรอดชีวิตมาได้แต่พ่อ, แม่ และน้องสาวของเขาได้เสียชีวิตลง ภายหลัง ชิน อพยพไปอยู่ที่ PLANT ก่อนทำการสมัครเป็นนักเรียนนายร้อยของ ZAFT**

คอสมิกอีร่า 71, เดือนกรกฎาคม**

อาร์คแองเจิลกับยานรบคุซานางิของออร์บขึ้นไปสู่อวกาศอย่างปลอดภัย และไปตั้งหลักอยู่ที่โคโลนีเมนเดล (Mendel) ซึ่งเป็นโคโลนี่ร้าง ก่อนที่อัสรัน แยกตัวจากกลุ่มของคิระ กลับไปยัง PLANT เพื่อเผชิญหน้ากับพ่อของตนเอง และได้ลักส์กับแอนดรูว์ วอล์ทเฟลด์ที่รอดชีวิตมาได้ ช่วยเหลือแล้วเข้าไปชิง 'ยานรบอีเทอร์นอล (Eternal)' มาจาก ZAFT แล้วตามไปสมทบกันที่โคโลนีเมนเดล กลายเป็นพันธมิตรยานสามลำ (Three Ship Alliance)

ด้านนาทาลที่ไดนย้ายสังกัดไป เธอได้กลายเป็นกัปตันของ 'ยานรบโดมิเนียน (Dominion)' ที่มีมูราตะ อัซราเอลกับกันดั้มรุ่นใหม่สามเครื่องอยู่ด้วย ก่อนที่ทั้งหมดจะเข้าปะทะกันที่บริเวณโคโลนีเมนเดล และหลังจากการต่อสู้ที่โคโลนีเมนเดลจบลง ราอูล เลอ ครูเซ่ ได้มอบข้อมูล ฟรีด้อมกันดั้ม, จัสติสกันดั้ม และนิวตรอนแจมเมอร์แคนเซิลเลอร์ กับเฟรย์ก่อนจะส่งเธอออกไปในแคปซูลฉุกเฉิน เพื่อส่งมอบข้อมูลให้กับยานโดมิเนียนและอัสราเอล

คอสมิกอีร่า 71, เดือนกันยายน

มูราตะ อัสราเอลนำเอาข้อมูลที่ได้ไปมอบให้กองทัพสหพันธ์โลก และสั่งการให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์โจมตีกองทัพ ZAFT และ PLANT ทำให้แพทริค ซาล่าที่รับทราบการใช้งานนิวเคลียร์ก็ได้ตอบโต้ด้วยการใช้ 'เจเนซิส (GENESIS)' ปืนรังสีแกรม่าที่ตั้งอยู่ใน กองบัญชาการ ยาคิน ดูเอ้ โดยการยินเจเนซิสสามารถทำลายกองทัพของสหพันธ์โลกไรวมถึงทำลายฐานทัพบนดวงจันทร์ลงได้

ด้านราอูล เลอ ครูเซ่ ขึ้นขับ 'โพรวิเดนซ์กันดั้ม (Providence)' เพื่อเข้าร่วมสงครามระหว่างกลุ่มพันธมิตรยานสามลำ กองทัพ ZAFT และกองทัพสหพันธ์โลก โดยการต่อสู้ในแต่ละจุดจะนำมาซึ่งความสูญเสียมากมายไม่ว่าจะเป็นผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างมูราตะ อัสราเอล และแพทริค ซาล่า หรือการเสียชีวิตของนาทาลกับเฟรย์ และมูว์ที่สูญหายในภารกิจ

โดยสงครามในครั้งนี้ก็ได้จบลงเมื่ออัสรันได้นำเอาจัสติสกันดั้มไประเบิดที่ใจกลางของเจเนซิสเพื่อทำลายสถานที่ดังกล่าวเสีย ก่อนที่ครูเซ่จะเสียชีวิตไปพร้อมกับแรงระเบิดของเจเนซิส และกลุ่มสมาชิกสภาสูงที่สนับสนุนตระกูลไคลน์ กลับมารวมตัวกันยึดอำนาจปกครองให้สภาสูง นำพาไปสู่การเจรจาสงบศึก

คอสมิกอีร่า 72, เดือนมีนาคม

การลงนาม 'สนธิสัญญายูนิอุส (Junius Treaty)' ทำให้สงครามระหว่าง สหพันธ์โลก-PLANT ดำเนินมาถึงจุดจบอย่างเป็นทางการ ซึ่งสนธิสัญญานี้นอกจากจะคืนอธิปไตยให้หลายชาติที่ถูกยึดครองเนื่องจากการบุกโจมตีของแต่ละฝ่ายใด สนธิสัญญานี้ยังออกการควบคุมการใช้เทคโนโลยีประเภทต่างๆ ทั้ง เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ รวมถึง 'มิราจคอลลอยด์' ที่เป็นระบบพรางตัว ไม่ให้ถูกใช้ในด้านการสงคราม รวมถึงการกำหนดจำนวนโมบิลสูทและยานรบของแต่ชาติอีกด้วย

และภายหลังสงครามคาการิก็ได้กลายเป็นตัวแทนผู้นำสูงสุดของสหพันธรัฐออร์บ และฝั่ง PLANT ก็ได้ 'กิลเบิร์ค ดูรันดัล' นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการของ PLANT ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสภาสภาสูง PLANT

คอสมิกอีร่า 73, เดือนตุลาคม

(เนื้อเรื่องของ Mobile Suit Gundam SEED Destiny)

หน่วยแฟนธอมเพน (Phantom Pain) ของสหพันธ์โลกที่นำโดย นีโอ โรอาโนค และ 'เอกซ์เทนด์ (Extended)' ทหารดัดแปลงบุกเข้าชิงโมบิลสูทรุ่นใหม่ 3 เครื่องของ ZAFT ขณะที่คาการิกับอัสรันกำลังเข้าพบประธานดูรันดัล เพื่อตรวจสอบการพัฒนาโมบิลสูทในฝั่ง ZAFT ที่โคโลนีอาโมรีวัน (Armory One) ทำให้กองยานมิเนอร์วา (Minerva) ที่มี 'ทาเลีย กลาดิส' เป็นกัปตันต้องออกปฏิบัติการณ์ โดยให้ ชิน อาสึกะที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยของ ZAFT และถูกบรรจุดให้เป็นลูกเรือของยานมิเนอร์วา ทำการขับ 'อิมพัลส์กันด้ัม (Impulse Gundam)' เข้าโจมตีกลุ่มคนที่เข้ามาแย่งโมบิลสูททั้ง 3 ตัว

และระหว่างภารกิจไล่ล่าผู้ขโมยหุ่นรุ่นใหม่นั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เมื่อซากของโคโลนียูนิอุสเซเว่น เกิดเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงเข้าสู่เส้นทางที่จะพุ่งหล่นลงใส่โลก ทำให้มิเนอร์วาจึงเดินเครื่องไปหาทางสกัดเหตุดังกล่าว โดยทำการสนับสนุนหน่วยของหน่วยของอิซาคกับเดียอัคก้า ก่อนที่พวกเขาจะพบว่า ซากดังกล่าวเครื่องที่ได้ก็เพราะกลุ่มอดีตทหารของ ZAFT ที่ไม่เห็นด้วยกับการสงบศึกเป็นผู้ก่อเหตุ เกิดเป็นการปะทะกันของ 3 ฝ่ายจนทำให้การทำลายซากยูนิอุสเซเว่นไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก และเศษซากส่วนหนึ่งตกลงสร้างความเสียหายต่อโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเรียกในภายหลังด้วยนชื่อ 'เบรค เดอะ เวิล์ด (Break The World)'**

**ช่วงเวลาเดียวกันนั้น 'ลอร์ด จิบริล (Lord Djibril)' หัวเรือใหญ่ของกลุ่มโลกอส (Logos) ที่คอยขับเคลื่อนโลกด้วยธุรกิจสงคราม และเป็นผู้นำคนปัจจุบันของบลูคอสมอส ได้คิดจะเอาสถานการณ์นี้มาใช้ทำลาย PLANT โดยการนำเอาหลักฐานมาเปิดเผยว่าเป็นโคออดิเนเตอร์กลุ่มหนึ่งทำให้ยูนิอุสเซเว่นหล่นใส่โลก สงครามสหพันธ์-PLANT ครั้งที่ 2

มิเนอร์วาร่อนลงสู่โลกและเดินทางเข้าสู่สหพันธรัฐออร์บ แต่สภาวะการเมืองของออร์บเปลี่ยนไป เนื่องจากห้าตระกูลใหญ่ที่เป็นผู้ร่วมดำเนินการนโยบายการปกครอง มีตระกูลเซย์รันเข้ามามีอำนาจมากขึ้น และตระกูลดังกล่าวได้ทำสนธิสัญญากับสหพันธ์แอตแลนติก ทั้งที่สหพันธรัฐออร์บเคยตั้งเจตนารมณ์วางตัวเป็นกลาง

คอสมิกอีร่า 73, เดือนพฤศจิกายน

กองทัพสหพันธ์โลกยกทัพไปตีเมืองหลวงของ PLANT อีกครั้ง ซึ่งมีการใช้จรวดนิวเคลียร์อีกครั้ง โดย ZAFT ก็ได้เตรียมอาวุธใหม่ นิวตรอนสแตมพีดเดอร์ (Neutron Stampeder) ที่ใช้ป้องกันจรวดนิวเคลียร์ได้ทั้งหมด จนทำให้กองทัพสหพันธ์โลกต้องถอยทัพไป

และในสถานการณ์ที่ผู้คนกำลังสับสนวุ่นวายอยู่นี้ จู่ ๆ 'ลักส์ ไคลน์' ก็ออกโทรทัศน์เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ประชาชนยังอยู่ในความสงบ อัสรันที่กลับไปพูดคุยกับประธานดูรันดัล ได้รับทราบว่า ลักส์คนดังกล่าวเป็น 'ตัวปลอม' และประธานดูรันดัลก็ยอมรับว่าเขาจำเป็นต้องใช้ตัวปลอมเพื่อรักษาเสถียรภาพในสังคม ก่อนที่อัสรันจะรับข้อเสนอของประธานดูรันดัลในการกลับมาเป็นทหารของ ZAFT และได้รับมอบหุ่น 'เซเวียร์กันดั้ม (Savior Gundam)'

ขณะที่คาการิจำยอมต้องจับมือกับสหพันธ์แอตแลนติก ตามการบีบบังคับของที่ประชุมตระกูลใหญ่ และโดน 'ยูน่า โรม่า เซย์รัน' ขอแต่งงาน และเมื่อสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้ยานมิเนอร์วาต้องเคลื่อนลำโดยถูกบีบล้อมจากด้านหน้าด้วยทัพของสหพันธ์โลกและทัพของสหพันธ์ออร์บ

คอสมิกอีร่า 73, เดือนธันวาคม

บ้านพักของคิระและลักส์ในสหพันธ์ออร์บ ถูกโจมตีโดยกลุ่มบุคคลลึกลับ ทำให้ทุกคนในบ้านต้องหลบหนีไปยังที่หลบภัยใต้ดิน ก่อนที่คิระ ยามาโตะจะกลับไปขับฟรีด้อมกันดั้มอีกครั้ง และเพราะเหตุการณ์นี้เองทำให้คิระเริ่มแคลงใจในตัวของกิลเบิร์ต ดูรันดัล พวกคิระจึงกลับไปขึ้นยานอาร์คแองเจิล และบุกไปชิงตัวคาการิจากงานแต่งงาน โดยได้รับช่วยเหลือส่วนหนึ่งจากผู้พันโทดากะทหารของออร์บที่เจตนายิงพลาด

ด้านอัสรันที่เข้าร่วมหน่วยเฟธ (FAITH) และเข้าประจำการยานมิเนอร์วาอย่างเป็นทางการ ก็ได้ปะทะกับหน่วยแฟนธอมเพนของ นีโอ โรอาโนค อีกครั้ง การต่อสู้ครั้งนี้จบลงด้วยการถอยทัพของสหพันธ์โลก และยานมิเนอร์วาเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพในพื้นที่ทะเลดำและลูกเรือได้เข้าพบกับ กิลเบิร์ต ดูรันดัล ที่เปิดเผยข้อมูลว่าโลกอสเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสงครามครั้งใหม่นี้

ในระหว่างการพักผ่อนที่บริเวณทะเลดำ ชินก็ได้พบกับ 'สเตลล่า ลูเซียร์' 1 ในเอกซ์เทนด์ของสหพันธ์โลก ที่ประสบอุบัติเหตุและช่วยเหลือเธอเอาไว้ ทั้งคู่จึงใช้เวลาร่วมกันสักพัก ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือ ต่อมามิเนอร์วาต้องต่อสู้กับกองทัพของออร์บและสหพันธ์โลกอีกครั้ง และการรบในครั้งนั้นอาร์คแองเจิลก็ได้เข้ามากลางสนามรบ เพื่อห้ามกองทัพออร์บแต่ก็ไม่เป็นผล**

**หลังการต่อสู้อันสับสน อัสรันตัดสินใจขอลงจากยานมิเนอร์วาเพื่อไปพูดคุยกับทั้งพวกคิระ โดยมี 'ลูน่ามาเรีย ฮอว์ค' นักบินในยานมิเนอร์วาแอบตามมาดักฟังการสนทนา หลังการพูดคุยกับอัสรันนั้น ลักส์ได้ตัดสินใจเดินทางกลับไป PLANT โดยมีฟรีด้อมเข้ามาช่วยเหลือในการขึ้นไปยังอวกาศ

ฝั่งชินกับยานมิเนอร์วาก็ได้พบกับเจอศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งที่มีการใช้เด็กในการทดลองบริเวณโดโรเนีย ซึ่งศูนย์วิจัยนี้คือศูนย์วิจัยเอกซ์เทนด์ของสหพันธ์โลก ที่นำเด็กมาทดลองฉีดสารบางอย่างเพื่อให้กลายเป็นอาวุธชีวภาพ และการค้นพบศูนย์วิจัยนี้ของมิเนอร์วา ก็ทำให้สเตลล่าบุกเข้ามาโจมตีกองยานมิเนอร์วา ชินจึงได้พบว่า สเตลล่าคือนักบินเอกซ์เทนด์ของไกอา

คอสมิกอีร่า 74

ชินที่ได้ยินข้อมูลว่าไม่สามารถยื้อชีวิตสเตลล่าเอาไว้ได้ ตัดสินใจชิงตัวเด็กสาวไปคืนให้กับทางสหพันธ์โลก และได้รับความข่วยเหลือแบบบไม่คาดคิดจาก 'เรย์ ซาบาร์เรล' อีก 1 นักบินของยานมิเนอร์วา โดยมี นีโอ โรอาโนคมารับตัวเธอไป แม้จะมีการคาดว่า ชินกับเรย์ ควรได้รับการลงโทษหนัก แต่กลับไม่มีการลงโทษใดๆ แบบชัดเจน

ด้านสเตลล่าที่ได้กลับไปอยู่กับสหพันธ์โลก ก็ถูกพาไปขับหุ่นยนต์ตัวใหม่อย่าง 'เดสทรอยกันดั้ม (Destroy Gundam)' และเข้าโจมตีฐานทัพของ ZAFT ในพื้นที่ทวีปยูเรเชีย ซึ่งระหว่างที่เดสทรอยเดินทางเข้าเมืองเบอร์ลิน คิระและยานอาร์คแองเจิลก็ได้เข้าสกัดเอาไว้ พร้อมกับยานมิเนอร์วาที่เดินทางมาสมทบในภายหลัง

ในการต่อสู้ชินก็ได้รับทราบจากนีโอว่า นักบินของหุ่นยักษ์คือสเตลล่า เขาจึงต้องการจะช่วยชีวิตเธอ แต่สนามรบไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น สเตลล่าเกิดคุ้มคลั่งเมื่อคิระเข้าจัดการโมบิลสูทของนีโอ จากนั้นเขาก็เข้าทำลายปืนใหญ่บนตัวหุ่นยักษ์เป็นเหตุให้สเตลล่าเสียชีวิต ด้านนีโอก็ได้รับความช่วยเหลือจากเมอร์ริว และยานอาร์คแองเจิล จนได้พบว่าเขาคือมูว์ ลา ฟราก้า ที่สูญหายในภารกิจสงครามยานยาคิน ดูเอ้

หลังการต่อสู้ที่เบอร์ลินจบลงกิลเบิร์ต ดูรันดัล ประธานสภา PLANT ได้แถลงการณ์พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพการทำลายล้างของเดสทรอยกันดั้ม และเรียกร้องให้ทุกประเทศหยุดการสู้รบ ทั้งยังเปิดเผยตัวตนของโลกอสให้ประชาชนทั่วโลกให้รับทราบ นำมาซึ่งการตามล่าหาสมาชิกของโลกอส และทำให้สมาชิกที่ยังมีชีวิตรอดหนีตายไปอยู่ที่ฐานเฮฟเว่นเบส

ไม่เพียงเท่านั้นประธานสภา PLANT ยังทำการสั่งการให้ ZAFT ไล่ล่าคิระกับยานอาร์คแองเจิล โดยให้เหตุผลว่าการปรากฎตัวของคิระในสนามรบเป็นบ่อเกิดของความวุ่นวาย ขณะที่อาร์คแองเจิลมีเจตนาจะพาคาการิกลับไปสู่ออร์บ จึงมีเจตนาไม่ยิงฝ่ายตรงข้ามถ้าไม่จำเป็น ชินที่อาศัยเจตนาไม่คิดจะสังหารของคิระ พลิกเอาชนะฟรีด้อมมาได้แม้จะได้รับความเสียหายมากเช่นกัน ขณะที่คิระรอดชีวิตมาได้เพราะสามารถปิดเตาพลังงานนิวเคลียร์ได้ทันเวลา**

**ชินกับอัสรันถูกเชิญตัวไปพบกับประธานดูรันดัล ที่แนะนำหุ่นตัวใหม่ เดสตินี่กันดั้ม (Destiny Gundam) กับ เลเจนด์กันดั้ม (Legend Gundam) ให้กับพวกเขา และด้วยท่าทีนี้เองทำให้อัสรันเกิดคลางแคลงใจอีกครั้งหนึ่ง จนอัสรันตัดสินใจหลบหนี โดยได้รับความช่วยเหลือจาก 'เมย์ริน ฮอว์ค' ออเปอร์เรเตอร์ของยานมิเนอวาในการหลบหนี ก่อนจะถูกเรย์กับชินไล่ล่า จนโมบิลสูทที่อัสรันขับตกไปจนทุกคนเชื่อว่า ทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตแล้ว แต่ความจริงพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากยานอาร์คแองเจิล

หลังจากนั้น กองทัพของ ZAFT และกองทัพบนโลกที่ต่อต้านโลกอส ก็ได้เข้าโจมตีฐานเฮฟเว่นเบส ฐานที่มั่นสุดท้ายของโลกอสจนสำเร็จ แม้ลอร์ด จิบริล กลับทำการหลบหนีไปยังสหพัธรัฐออร์บ ด้วยความช่วยเหลือและอ้านแขนรับของยูน่า โรม่า เซย์รันที่เป็นผู้นำของออร์บอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

ฝั่งลักส์ที่อยู่บนอวกาศ ก็ได้พบกับข้อมูลว่าดูกิลเบิร์ต รันดัลต้องการจะดำเนินแผนการที่ชื่อ 'เดสตินี่แพลน (Destiny Plan)' และถูกตามพบโดยกองกำลัง ZAFT ของประธานดูรันดัล คิระจึงได้เอาสไตร์ครูจเดินทางไปขึ้นไปบนอวกาศ เพื่อช่วยเหลือลักส์ และได้รับหุ่นตัวใหม่ 'สไตรค์ฟรีด้อมกันดั้ม (Strike Freedom Gundam)' ที่มีทั้งระบบขับเคลื่อนวอยทัวร์ลูเมียร์ (Voiture Lumiere) ซึ่งใช้พลังแสงในการช่วยเคลื่อนไหว รวมถึงใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว และระบบอาวุธไร้สายดรากูนติดตั้งอยู่

ด้าน PLANT ที่ได้รับข้อมูลว่า ลอร์ด จิบริลได้อพยพไปอยู่ในสหพัธรัฐออร์บ ก็ได้เรียกร้องให้ออร์บส่งตัว จิบริลมาให้ แต่ยูน่าได้ประกาศว่าจิบริลไม่ได้อยู่ในประเทศ ส่งผลให้ ZAFT กับ ออร์บ ต้องปะทะกันในที่สุด ในระหว่างที่การรบกำลังคุกรุ่น กองทัพออร์บเสียกำลังใจ คาการิก็ได้ขับ 'อาคาสึกิ (Akatsuki)' โมบิลสูทสีทองที่ถูกซุ่มพัฒนาไว้ และมีเทคโนโลยีสะท้อนการโจมตีด้วยบีมระดับแข็งแกร่งขั้นสุด ซึ่งเป็นมรดกที่อุซุมิ นาระ อัธฮาลงเหลือไว้ให้เข้าสู่สนามรบ และหลังได้รับการยอมรับจากยูน่าว่าเธอเป็นผู้แทนของสหพันธรัฐออร์บตัวจริง เธอก็สั่งให้ทำการจับกุมยูน่าในฐานะกบฎทันที

ไม่เพียงเท่านั้นคิระที่ได้กลับมายังพื้นโลกพร้อมโมบิลสูทตัวใหม่ก็ได้พา 'อินฟินิตจัสติส (Infinite Justice)' รวมถึงหุ่นประจัญบาน 'ดอม ทรูปเปอร์ (Dom Tropper)' เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย อีกทั้งนีโอ โรอาโนค ที่ถูกปล่อยตัวไป ก็ได้บินกลับมาช่วยเหลือเมอร์ริวและอาร์คแองเจิล ซึ่งความวุ่นวานของสนามรบก็ทำให้ลอร์ด จิบริล ทำการหลบหนีขึ้นไปบนอวกาศได้สำเร็จ ก่อนที่กองกำลัง ZAFT ตัดสินใจถอยทัพกลับไป**

**คาการิตัดสินใจทำการแถลงการณ์เพื่อโจมตีการกระทำของประธานดูรันดัล โดยมีลักส์ตัวจริงเข้าร่วมแถลงการณ์ หักล้างการมีอยู่ของลักส์ตัวปลอมและเครดิตของทางดูรันดัลไปมาก ขณะที่ลอร์ด จิบริล ได้ย้ายไปอยู่ที่ฐานด้านหลังดวงจันทร์ แล้วใช้ 'เรเควี่ยม (Requiem)' อาวุธทำลายล้างที่มีอุปกรณ์หักเหลำแสง ยิงไปยังเมืองหลวงของ PLANT ทำให้กองกำลัง ZAFT เดินทัพไปยังดวงจันทร์ และจัดการกับลอร์ด จิบริล รวมถึงยึดเรเควี่ยมมาเป็นของตัวเอง

ด้านกลุ่มพันธมิตรยานสามลำ ได้รับทราบว่า เดสตินี่แพลน ของกิลเบิร์ต ดูรันดัลก็คือการจัดสรรคนให้ทำงานตามที่ตรวจพบในพันธุกรรม แต่ด้วยความเชื่อในเจตจำนงเสรี พวกคิระเลยเดินทางขึ้นไปบนอวกาศเพื่อหยุดแผนการนี้ โดยที่คาการิส่งมอบอาคาสึกิให้นีโอเป็นนักบินแทน ส่วนประธานดูรันดัล ที่ตอนนี้ไปตั้งรับอยู่ที่ป้อมปราการเมสไซอา (Messiah) เปิดเผยเดสตินี่แพลน และเริ่มเจรจาให้คนทั่วโลกเห็นด้วยกับแผนการนี้ โดยมีออร์บ ราชอาณาจักรสแกนดิเนเวีย และสหพันธ์แอตแลนติกที่ปฏิเสธแผนการดังกล่าวอย่างแรงกล้า

กองกำลังของ ZAFT ที่สนับสนุนแนวคิดของดูรันดัล จึงได้เข้าปะทะกับกลุ่มพันธมิตรยานสามลำที่เคลื่อนทัพไปโจมตีเรเควี่ยมกับเมสไซอา โดยในการต่อสู้มิเนอร์วาทำการยิงใส่อาร์คแองเจิล แต่ได้อาคาสึกิมาป้องกันไว้ และทำให้ มูว์ ลา ฟรากา ได้รับความทรงจำคืนกลับมา ส่วนกองกำลัง ZAFT ที่เห็นด้วยกับแนวทางของ ลักส์ ไคลน์ เข้ามาสนับสนุนพวกของคิระ ได้เข้าโจมตีป้อมปราการเมสไซอาที่ติดตั้ง 'นีโอเจเนซิส' เอาไว้ ก่อนที่พวกคิระกับอัสรันจะจัดการทำลายเรเควี่ยมและเมไซอาได้สำเร็จ นำไปสู่การเสียชีวิตของกัปตันทาเลีย เรย์ และดูรันดัล ภายในเมไซอาที่กำลังถูกทำลาย โดยมีลักส์ ไคลน์ ทำการเจรจาให้ทุกฝ่ายยุติการต่อสู้ และเธอก็ได้เดินทางกลับสู่ PLANT ตามคำร้องของสภาสูง PLANT

เหตุการณ์หลังจากสงครามสหพันธ์-PLANT ครั้งที่ 2

คอมพาส (COMPS - Compulsory Observational Making Peace Service) หน่วยงานรักษาสันติที่ทำการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอย่างบลูคอสมอส ถูกก่อตั้งขึ้นโดยหน่วยงานนี้ได้รับสนับสนุนเงินทุนกับกองกำลังจากมหาอำนาจทั้งสามฝ่าย และหน่วยดังกล่าวได้เชิญให้ ลักส์ ไคลน์ รับหน้าที่เป็นประธานของหน่วย ด้านอัสรันกับเมย์รินได้ย้ายไปทำงานกับเทอร์มินอล (Terminal) องค์กรข่าวกรองที่คอยสอดส่องดูแลข้อมูลต่างๆ จากทุกฝากฝั่ง

และมีการเกิดประเทศใหม่อย่างราชอาณาจักรฟาวน์เดชั่น (Kingdom Of Foundation) ประเทศขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของทวีปยูเรเซีย เพิ่งประกาศเอกราชหลังจากที่สหพันธ์ยูเรเชียเสียอำนาจเดิมไป และประเทศนี้ก็มีเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเข้มแข็ง จนต่อรองกับชาติอื่นๆ ได้อย่างสูสี ทั้งยังมีกองกำลังฝีมือฉกาจชื่อ 'แบล็คไนท์สควอด (Black Knight Squad)' อยู่ด้วย

ก่อนที่ในปีคอสมิคอีร่า 75 หน่วยคอมพาสซึ่งต่อสู้กับกองกำลังบลูคอสมอสที่หลงเหลืออยู่ จะได้ข้อมูลของผู้นำของกลุ่มพ่อค้าความตาย จากราชอาณาจักรฟาวน์เดชั่น และกลับกลายเป็นการเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ Mobile Suit Gundam SEED Freedom ซึ่งรอให้ทุกคนไปติดตามกันในโรงภาพยนตร์
Graphic Designer: Kotchamon Anupoolmanee
Editorial Staff: Paranee Srikham**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...