โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อำนาจ/ความรู้ : มหาวิทยาลัยแห่งมนุษยธรรม (มธก.) (4) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 08.14 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2567 เวลา 02.33 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

อำนาจ/ความรู้

: มหาวิทยาลัยแห่งมนุษยธรรม (มธก.) (4)

ร่องรอยของแนวคิดการศึกษาแบบศิลปศาสตร์พบเป็นครั้งแรกใน “รายงานความเห็นในเรื่องการสำรวจการศึกษาเพื่อประกอบพระบรมราโชบายเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัย” (2471) เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์เป็นผู้ถวายความเห็นนั้น

รายงานฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอความคิดเรื่องมหาวิทยาลัยที่รอบด้านและให้น้ำหนักแก่ความคิดปรัชญาเบื้องหลังมหาวิทยาลัยที่เรียกกันต่อมาว่า “ศิลปศาสตร์” ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าได้รับอิทธิพลจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน

รายงานนี้ตั้งประเด็นที่การสำรวจต้องตอบ ได้แก่

1) โครงการศึกษาสำหรับชาติมีวิธีการศึกษาอย่างใดบ้าง

2) ในวิธีการอุดมศึกษา ควรใช้วิธีตั้งมหาวิทยาลัยหรือไม่

3) เมื่อเราเห็นควรให้มีมหาวิทยาลัยแล้ว จะคิดโครงการอย่างไร และจะประกอบการติดต่อกับคณะอุดมศึกษาอย่างอื่นได้อย่างไร

4) ควรมีมหาวิทยาลัยในสมัยนี้หรือในอนาคต ขณะใดจึงควรมี

5) เมื่อถึงเวลาจะตั้ง การลงทุนเท่าใด

6) ผลได้

7) มหาวิทยาลัยใช้อะไรเป็นแก่นของโครงการสร้าง

แนวความคิดดังกล่าวน่าได้มาจากประสบการณ์ของพระองค์ท่านในโครงการแพทยศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นแห่งเดียวที่ดำเนินการการศึกษาที่เป็นแบบมหาวิทยาลัยได้ตามมาตรฐานตะวันตก โดยเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงรับผิดชอบและดำเนินการเอง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือและร่วมมือกับร็อกกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ ให้เงินทุนมาสร้างห้องทดลองและค่าเงินเดือนศาสตราจารย์อเมริกัน 6 คน

ในขณะที่แผนการสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้านอื่นๆ นั้นตกในสภาวะที่เรียกว่า “หยุดนิ่ง” ไม่มีการขยายออกไปตามแผน หลักสูตรไม่ประสบผลสำเร็จ หลักสูตรอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (เคมี ฟิสิกส์) ไม่มีนักเรียนสมัครเข้าเรียน จนต้องระงับไป

น่าสังเกตว่าแนวคิดแบบเรียนรู้รอบยังมีเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีอีกท่านที่เห็นด้วย และทำรายงานการจัดมหาวิทยาลัยถวาย

รายงานนี้เริ่มระบุถึงการจัดการศึกษามหาวิทยาลัยที่มากไปกว่าด้านวิชาชีพ ด้วยการระบุว่า ควรจัดให้ได้ผลทั้งทาง “อบรมมนุษยธรรม” (cultural training) แบบมหาวิทยาลัยเก่าของอังกฤษและทางวิชาชีพ (professional training) ซึ่งเป็นจุดหมายของมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เช่น ในเมืองอาณานิคม

หลักสูตรสำหรับจุดมุ่งหมายการอบรมทางมนุษยธรรมและหลักสูตรสำหรับผู้มุ่งทางอาชีพ แบ่งออกเป็น 2 แผนกใหญ่คือหนึ่งอักษรศาสตร์ ซึ่งแบ่งออกไปได้สี่คณะคือ 1) ทางอักษรศาสตร์ (General Course) 2) ทางศึกษาศาสตร์ 3) ทางนิติศาสตร์ 4) ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วนแผนกทางวิทยาศาสตร์ จัดเป็นกิ่งได้แก่ 1) ทางวิทยาศาสตร์กลางๆ 2) ทางศึกษาศาสตร์ 3) ทางแพทยศาสตร์ 4) ทางวิศวกรรมศาสตร์

นำไปสู่การอภิปรายถึงปัญหาและแนวทางในอนาคตของการสร้างมหาวิทยาลัยซึ่งยังไม่มีการดำเนินการอะไรอย่างเป็นระบบจนถึงปี 2475

กล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยในระยะเปลี่ยนผ่านของระบอบการปกครองสยามยังไม่มีการอภิปรายและค้นคว้าในเชิงลึกโดยเฉพาะจากสภาพทางสังคมของสังคมสยามเอง

ที่สำคัญคือสภาพทางระบบการเมืองและโครงสร้างอำนาจ ซึ่งยังรวมศูนย์อำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้การเติบใหญ่ของตลาดและกลุ่มคนชั้นกลางจากการประกอบธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมไม่เกิดอย่างจริงจัง

ปัจจัยของการมีผู้ประกอบการและช่างฝีมือที่มีบทบาททางสังคม เป็นฐานรองรับความต้องการในความรู้แบบเสรีและมีมนุษยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบศึกษาแบบศิลปศาสตร์ที่ได้ทำสำเร็จมาก่อนแล้วในสหรัฐอเมริกา

จุดอ่อนของสยามคือที่ผ่านมาการจัดตั้งและสร้างระบบอุดมศึกษาก็คิดเหมือนกับการนำเข้าสินค้าใหม่ชนิดหนึ่งที่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งก็จะคุ้นเคยและทำเองได้ต่อไป

กระนั้นก็ตามยังมีคนจำนวนน้อยที่เริ่มคิดและเสนอแนวทางในการสร้างระบบการศึกษาใหม่ในสยามที่ต้องคำนึงถึงการสร้างพื้นฐานอันกว้างใหญ่และมั่นคง

เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีซึ่งมองไกลไปถึงอนาคตของประเทศเห็นว่าปัญหาสำคัญในการจัดการศึกษาของประเทศสยาม อยู่ที่ว่าจะจัดแผนเส้นราบหรือแผนเส้นตั้ง คือสร้างคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่ให้ได้รับการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา

“ปัญหาสำคัญในการจัดการศึกษาของประเทศสยามซึ่งทางการจะต้องตัดสินใจแต่เบื้องต้นนั้น อยู่ที่ว่าจะจัดแผนเส้นราบหรือแผนเส้นตั้ง ความเร่งร้อนที่ต้องการคนเข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ และในงานเทคนิคซึ่งประเทศจัดใหม่จะต้องรีบจ้ำ กับความรักสงบของประชาชนทั่วไปสนับสนุนให้ใช้แผนเส้นตั้ง แต่วิทยาลัยและโรงเรียนอุดมศึกษาจัดได้แพง ทั้งจะต้องตั้งฐานรับให้แข็งแรงคือมีโรงเรียนประถมมัธยมเลี้ยงเพียงพอ การเงินซึ่งอัตคัดอยู่มากเข้ามาหักล้างให้จัดไปในทางแผนเส้นราบ พร้อมด้วยคติที่ว่า ไม่ต้องปั้นเทวดาก็ได้ เมื่อยกมนุษย์ขึ้นทั้งกะบิก็ได้เทวดาเอง คำตัดสินใจจึงเป็นไปในทางเลือกจัดแผนเส้นราบ ให้ได้รูปเป็นการศึกษาชาติที่เรียกว่า national education…” (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ 2462)

มองย้อนกลับไป น่าคิดว่าแนวคิดในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแต่แรกของสยามนั้น ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมา ที่รับมาจากอิทธิพลของอุดมศึกษาตะวันตกได้เริ่มถกเถียงปัญหาอันเป็นแกนกลางของอุดมศึกษาคือระหว่างวิชาชีพเฉพาะกับที่เน้นการเรียนแบบรู้รอบและความแตกฉานทางสติปัญญามากกว่าความรู้ในทางวิชาชีพอย่างเดียว

ที่ต่อมาเรียกว่าความขัดแย้งในสองวัฒนธรรม (The Two Cultures) ระหว่างวิทยาศาสตร์กับมนุษยศาสตร์ เห็นได้จากการที่คณะอักษรศาสตร์ยุคแรกนั้นมีชื่อว่า “คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์” แต่สยามติดขัดในเรื่องอาจารย์และนักศึกษา จึงไม่อาจปฏิบัติได้ตามความมุ่งหมายดั้งเดิมหากหันไปหาการส่งเสริมวิชาชีพและเฉพาะทางแทนซึ่งให้ผลสัมฤทธิ์ในเวลาไม่นานนัก

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยที่ตั้งปณิธานในการสร้างความรู้แบบมนุษยธรรมเป็นแกนหลักในที่สุดก็ถือกำเนิดออกมาในปี พ.ศ.2477 คือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร แต่ไม่ได้สืบทอดแนวความคิดศิลปศาสตร์ของเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์เลย

โดยในวันเปิดมหาวิทยาลัยประธานในงานระบุว่า “เพราะประเทศปกครองโดยรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องเผยแพร่วิชาธรรมศาสตร์และการเมืองให้แพร่หลาย เพื่อปวงชนจะได้รับทราบความเป็นไปในบ้านเมืองซึ่งทุกๆ คนเป็นเจ้าของ”

และเพื่อให้เป็นแบบแนวนอน “ยกมนุษย์ทั้งกระบิ” ขึ้น จึงได้เปิดเป็น “ตลาดวิชา” คือรับนักศึกษาอย่างกว้างขวางและมีคุณสมบัติการเข้าศึกษาที่ไม่กีดกัน

นี่จึงเป็นนโยบายการศึกษาในระบอบประชาธิปไตยครั้งแรก “ที่เปิดโอกาสแก่พลเมืองที่จะใช้ เสรีภาพในการศึกษา ให้กว้างขวางขึ้น” มีเพียงคณะนิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรี หลักสูตรแบ่งเป็นวิชากฎหมาย วิชาการเมือง วิชาเศรษฐการและอื่นๆ กฎหมายเป็นหลักแต่ครอบคลุมถึงวิชาอื่นๆ ด้วย คือเน้นความรอบรู้ วิชาที่นักศึกษาต้องสอบมี 4 วิชาคือ ธรรมศาสตร์ (วิทยาศาสตร์) วิชาการงาน (เศรษฐศาสตร์) วิชาประชาคม (การเมืองและกฎหมาย) และวิชาศีลธรรม (ปรัชญา-ศาสนา)

นี่เป็นแนวคิดอุดมศึกษาแบบยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสโดยแท้ และให้มีระดับปริญญาโทและเอกในวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และการทูต

ในปี 2481 เปิดสอนวิชาการบัญชีในระดับปริญญาตรีและโท โดยให้ประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชีแทน ไม่ใช้คำว่า “ปริญญา” เพราะความหมายของปริญญาในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยหมายรวมเฉพาะความรู้รอบทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และการเพิ่มสติปัญญามากกว่าความรู้ในทางวิชาชีพ

“แนวความคิดเช่นนี้ต้องการวางรากฐานการศึกษาให้คนสามารถรู้และเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆ อย่างรอบด้าน เข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล หรืออย่างใช้ความสามารถทางปัญญา การเป็นผู้เข้าใจในสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบคือเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาตามแนวปรัชญาอันนี้” (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ 2535, 79)

โครงสร้างและปรัชญาการศึกษามหาวิทยาลัยดังกล่าวถึงจุดจบและสลายไปแทบหมดสิ้นหลังการรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 โดยคณะทหารบก ซึ่งในระยะยาวจะเข้ามาแทนที่คณะราษฎรในการปกครองและบริหารประเทศ โครงสร้างและหลักสูตรรวมถึงชื่อของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาเป็น “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ไม่มีวิชาและการเมือง

จัดตั้งปรับโครงสร้างคณะต่างๆ ให้เป็นแบบวิชาชีพที่แยกส่วนออกจากกัน ได้แก่ กำเนิดคณะนิติศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะรัฐศาสตร์และคณะเศรษฐศาสตร์ในปี 2492

ต่อมาในปี 2497 ภายหลังจากที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม มาดำรงตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ ได้ผลักดันให้จัดตั้งคณะสังคมสงเคราะศาสตร์ขึ้นมา จากความต้องการและความเชื่อในเรื่องการประชาสงเคราะห์ของท่านเอง

สุดท้ายในปี 2498 รัฐบาลอเมริกันผลักดันให้ตั้งคณะรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ความสนับสนุนทั้งหมดไม่ว่าด้านเงินทุนและบุคลากรผู้สอน

น่าสนใจว่าพัฒนาการระยะนี้ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ตกอยู่ใต้อำนาจบีบบังคับทางการเมืองของรัฐบาลสูงมากและต้องดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายอันเป็นความต้องการของฝ่ายผู้มีอำนาจการเมืองทั้งจากในและต่างประเทศ

การจะรักษาและสานต่ออุดมการณ์และปรัชญาการศึกษาแบบความรู้รอบแต่เดิมนั้นแทบจะไม่มีพื้นที่และความคิดอะไรที่จะมาผลักดันต่อไปได้

บรรณานุกรม

กองจดหมายเหตุแห่งชาติ 2462. เอกสาร ร. 6 ศธ. 42/13 การประชุมอุปราชและสมุหเทศาภิบาล พ.ศ.2462 หน้า 5-6.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ. 2535. สำนักนั้น ธรรมศาสตร์และการเมือง กรุงเทพฯ ดอกหญ้า.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อำนาจ/ความรู้ : มหาวิทยาลัยแห่งมนุษยธรรม (มธก.) (4) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...