ท่องเที่ยวจ่อเก็บต่างชาติ 450 ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ลุยเปิดรับฟังความเห็น
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุม ท.ท.ช. ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน”
ที่ประชุมเห็นชอบให้นำแนวทางการจัดเก็บ รวมถึงกรอบอัตราค่าธรรมเนียม เข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำหนดอัตราและระบบจัดเก็บสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เบื้องต้นกำหนดกรอบอัตราไว้ที่ 400-450 บาทต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังไม่ใช่อัตราที่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น ทบทวนรายละเอียด และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาตามขั้นตอนก่อน
“เรื่องดังกล่าวยังต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน โดยจะนำกรอบเดิมกลับมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม วิธีการจัดเก็บ และเปรียบเทียบกับแนวทางของต่างประเทศ ก่อนรวบรวมผลประชาพิจารณ์กลับเข้าสู่ที่ประชุม ท.ท.ช. และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป” นายสุรศักดิ์กล่าว
ผลศึกษาชี้อัตราฐานเหมาะสมกว่า 490 บาท
น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม เมื่อพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง พบว่าอัตราฐานที่เหมาะสมอยู่ที่ มากกว่า 490 บาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับต้นทุนของนักท่องเที่ยวและความเหมาะสมในทางปฏิบัติ กระทรวงฯ ประเมินว่า 450 บาท หรือประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสม โดยไม่สร้างภาระให้กับนักท่องเที่ยวมากจนเกินไป
ดังนั้น กรอบ 400-450 บาทที่นำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องเปิดให้ภาคธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น ก่อนสรุปอัตราที่เหมาะสมและนำเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐบาล
เตรียมเก็บทางอากาศภายใน 180 วัน
ในส่วนของกรอบเวลาการจัดเก็บ หากหลักเกณฑ์ได้รับความเห็นชอบและมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระทรวงฯ ประเมินว่าจะสามารถเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ ทางอากาศภายใน 180 วัน
ส่วนการเดินทางเข้าประเทศ ทางบกและทางน้ำ จะใช้เวลาเตรียมระบบประมาณ 360 วัน เนื่องจากมีรายละเอียดและความซับซ้อนในการบริหารจัดการมากกว่า โดยเฉพาะบริเวณด่านชายแดนที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านจำนวนมาก
หนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเตรียมระบบอย่างรอบคอบคือ ด่านสะเดา ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญและมีปริมาณการเดินทางเข้า-ออกจำนวนมาก การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจึงต้องออกแบบระบบให้สามารถรองรับปริมาณผู้เดินทางได้โดยไม่กระทบต่อความคล่องตัวของการเดินทางและการค้าชายแดน
ศึกษาหลายช่องทางจัดเก็บ
สำหรับระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะศึกษาการจัดเก็บผ่านหลายช่องทาง เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งการจัดเก็บผ่าน สายการบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน จุดชำระเงิน และการเชื่อมโยงกับระบบที่พัก
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว สามารถชำระค่าธรรมเนียมได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางหรือผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับรูปแบบการเดินทาง โดยลดขั้นตอนการดำเนินการเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการจัดเก็บยังต้องผ่านการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนระบบ การเชื่อมโยงข้อมูล และการบริหารจัดการในแต่ละช่องทาง
เงินเข้ากองทุน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว-ยกระดับความปลอดภัย
สำหรับรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าจะนำเข้าสู่กองทุน เพื่อใช้สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศในหลายด้าน
ทั้งการ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการประกันภัย การดูแลความปลอดภัย และการดูแลด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยว
กระทรวงฯ มองว่า การมีกลไกเงินนอกงบประมาณจะทำให้ภาครัฐมีแหล่งรายได้สำหรับนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และสามารถวางแผนการลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวได้ในระยะยาว
เป้าหมายสำคัญคือการนำรายได้จากนักท่องเที่ยวกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มคุณภาพบุคลากร ยกระดับความปลอดภัย และสร้างความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ยังไม่เริ่มเก็บทันที ต้องผ่าน ครม.
ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามคือ กรอบอัตรา 400-450 บาทยังไม่ใช่อัตราที่มีผลบังคับใช้ในขณะนี้ โดยจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายก่อน จากนั้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำผลการรับฟังความคิดเห็นกลับมาทบทวนรายละเอียด ทั้งอัตราค่าธรรมเนียม รูปแบบการจัดเก็บ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
จากนั้นจะเสนอที่ประชุม ท.ท.ช. พิจารณาอีกครั้ง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามขั้นตอน และจึงเข้าสู่กระบวนการประกาศหลักเกณฑ์ในราชกิจจานุเบกษา
หากกระบวนการดังกล่าวเดินหน้าได้ตามกรอบที่วางไว้ การจัดเก็บทางอากาศจะต้องมีระยะเวลาเตรียมระบบประมาณ 180 วัน ขณะที่ช่องทางทางบกและทางน้ำจะใช้เวลาประมาณ 360 วัน