โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมสิ่งที่เกิดกับ 'เงินเยน' จึงเป็นคำเตือนให้ไทยต้องเลิกตามรอยญี่ปุ่น และเร่งปฏิวัติพลังงานใหม่?

The Better

อัพเดต 17 ส.ค. เวลา 00.01 น. • เผยแพร่ 16 ส.ค. เวลา 10.40 น. • THE BETTER

สองสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วมันกลับเกี่ยวกันอย่างที่สุด

นั่นคือ การอ่อนค่าของเงินเยนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี และความจำเป็นในการปฏิวัติพลังงานโดยหันมาพัฒนาพลังงานใหม่ และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

สิ่งที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น คือคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงไทย

สัปดาห์นี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องประกาศช่วยเหลือญี่ปุ่นด้วยการซื้อเงินเยน โดยฉากหน้าแล้วก็เพื่อไม่ให้เงินเยนอ่อนค่า และอ้างว่าทำเพื่อมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน

แต่ความจริงแล้ว หากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ช่วยซื้อเงินเยน (ซึ่งจะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นมา) สิ่งที่จะตามมาก็คือ ญี่ปุ่นจะเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และจะทำให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรพุ่งขึ้นมา ยิ่งในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ มีหนี้ถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยแล้ว ย่อมไม่อาจปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้

ดังนั้น การช่วยญี่ปุ่นก็คือการช่วยสหรัฐฯ เอง

แต่เงินเยนและญี่ปุ่นมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

เราจะมาถึงเรื่องการปฏิวัติพลังงานกันเสียที

สาเหตุที่เงินเยนอ่อนค่าไม่หยุดก็เพราะญี่ปุ่นต้องทุ่มเงินมหาศาลไปกับการซื้อน้ำมัน เนื่องจากเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันถึง 97% โดยประมาณ

ในสถานการณ์ปกติก็นับว่าเป็นภาระมากอยู่แล้ว แต่พอเกิดสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงเอาๆ ญี่ปุ่นยิ่งแบกไม่ไหว

เนื่องจากเงินที่ใช้ซื้อน้ำมันต้องเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้ได้เงินดอลลาร์มา ญี่ปุ่นจึงต้องขายเงินเยน

แต่การขายเงินเยนจะทำให้ค่าเงินเยนตกต่ำลง เนื่องจากนี่เป็นการเสนอขายที่มากกว่าขณะที่ที่ความต้องการซื้อน้อยกว่า

เมื่อเงินเยนอ่อนค่าลง สิ่งที่ตามมาคือญี่ปุ่นยิ่งต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันแพงขึ้น และเพื่อน้ำมันแพงขึ้น ญี่ปุ่นยิ่งต้องการเงินดอลลาร์มากขึ้น เมื่อต้องการดอลลาร์มากขึ้น ความต้องการขายเงินเยนก็มากขึ้น และยิ่งทำให้เงินเยนอ่อนลง

นี่คือวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เงินเยนยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ

เมื่อเงินเยนตกอยู่ในวงจรอุบาทว์แบบนี้ วิธีแก้ปัญหาก็คือธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งขึ้นดอกเบี้ยมากเท่าไร ความต้องการถือเงินเยนก็จะยิ่งมาก และจะทำให้เงินเยนไม่อ่อนค่าลง

เพียงแต่ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ไว้นานหลายปีแล้ว ที่จริงเคยกดไว้ที่ต่ำกว่า 1% มาหลายปีด้วยซ้ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาและภาวะเงินฝือที่ยืดเยื้อมาหลายปี เพียงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้แย่ลงไปกว่านี้

จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์พลังงานจากสงครามอิหร่าน

เงินเฟ้อในญี่ปุ่นก็เริ่มเพิ่มขึ้นมา โดยเพิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยที่ 1% ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นควรจะขึ้นดอกเบี้ยใช่ไหม?

มันไม่ง่ายขนาดนั้น

เดือนมิถุนายนปีนี้ ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยขึ้นมาจาก 0.75% มาอยู่ที่ 1% นับว่าสูงที่สุดในรอบ 31 ปี (ในปี 2023 เคยต่ำถึง -0.1% ด้วยซ้ำ)

แทนที่เงินเยนจะแข็งค่าขึ้น มันกลับเกิดผลตรงกันข้าม

เมื่อญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย ผู้ที่ได้รับผลกระทบรายแรกคือนักลงทุนที่ทำ Carry trade นั่นคือการที่นักลงทุนกู้เงินจากประเทศที่ดอกเบี้ยต่ำเอาไปลงทุนกับผลิตภัณฑ์การเงินดอกเบี้ยสูงในประเทศอื่น โดยเฉพาะเงินเยนนั้นดอกเบี้ยต่ำมาช้านานทำให้เงินเยนเป็นเป้าหมายในการทำ Carry trade ตัวหลักๆ ของโลก

เมื่อดอกเบี้ยขึ้นมา นักลงทุน Carry trade จึงเริ่มผวาและพากันขายพันธบัตรและหุ้นเพื่อซื้อเงินเยนคืนมาใช้หนี้ ผลก็คือทำให่้ตลาดหุ้นในญี่ปุ่นดิ่งลง เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในสหรัฐฯ แต่เงินเงินเยนก็ยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นมา

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ทำให้ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นต้องระวังให้มากกับการขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ขึ้นก็ไม่ได้เพราะเงินเยนยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ และเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องนี้จึงทำให้สหรัฐฯ ต้องยื่นมือเข้ามา "ช่วย"

สหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างมากในเรื่อง Carry trade เพราะนักลงทุนจะยืมเงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ดอกเบี้ยสูง เป็นเต้น

แต่ย้อนกลับไปตอนที่เราพูดถึงเงินเยนต่ำจนติดวงจรอุบาทว์และการขึ้นดอกเบี้ยก็แก้ไม่ได้ สิ่งที่ญี่ปุ่นทำเพื่อแก้ปัญหาอีกอย่างคือ การขายพันธบัตรสหรัฐฯ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถือครองพันบัตรสหรัฐฯ มากที่สุดในโลก ที่ 1.143 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อญี่ปุ่นขายเงินเยนออกไปเพื่อซื้อดอลลาร์มาซื้อน้ำมัน เงินเยนกลับอ่อนค่าลง สิ่งที่ทางการญี่ปุ่นทำคือต้องซื้อเงินเยนเสียเองให้มากๆ เพื่อไม่ให้เงินอ่อนค่า การจะซื้อเงินของตัวเองจะต้องใช้เงินดอลลาร์ และที่มาของเงินดอลลาร์คือการลงทุนในพันบัตรสหรัฐฯ

ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงต้องการขายพันบัตรสหรัฐฯอย่างมาก เพื่อนำเงินดอลลาร์มาพยุงเงินเยนและซื้อพลังงาน

สิ่งที่ตามมากระทบสหรัฐฯ เข้าจังๆ

กล่าวคือ เมื่อญี่ปุ่นเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ จะทำให้ราคาพันธบัตรลดลงในเวลาเดียวกันดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐฯ ก็จะปรับขึ้นมา (เพราะความเชื่อมั่นในพันธบัตรลดลง ผู้ออกพันธบัตรจึงต้องเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความดึงดูดใจ) เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นมา ภาระหนี้ก็จะตกไปอยู่ที่สหรัฐฯ

แต่ละปีรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายผลตอบแทนพันธมิตรถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลทาร์อยู่แล้ว ไม่นับหนี้สะสมที่สูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์ และยังไม่การะทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน

รัฐบาลทรัมป์ไม่อาจปล่อยให้ญี่ปุ่นเอาตัวรอดด้วยการบ่อนเซาะเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ได้

รัฐบาลทรัมป์จึงต้อง "ช่วย" ด้วยการประกาศว่า จะช่วยรัฐบาลญี่ปุ่นซื้อเงินเยน วิธีการก็คือ จะอนุญาตให้ญี่ปุ่นนำพันธมิตรสหรัฐฯ มา "จำนำ" เอาไว้กับธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อแบกกัลเงินจำนวนหนึ่งโดยไม่มีดอกเบี้ย เมื่อชดใช้เงินเต็มจำนวนแล้วก็นำพันธมิตรกลับไป ด้วยวิธีการนี้ญี่ปุ่นก็จะได้เงินจากสหรัฐฯ กลับไปซื้อเยน และสหรัฐฯ ก็ไม่ต้องกังวลว่าหนี้จกพุ่งพรวด

นี่คือการพึ่งพากันของเศรษฐกิจอันดับที่ 1 และ 3 ของโลก ซึ่งคนอาจจะมองว่าเป็น "ความสวยงามของระบอบทุนนิยม"

แต่ผมเห็นว่านี่เป็นการพัวพันที่อันตรายเกินไป และหากไม่ใช่ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ไม่มีทาง "ช่วย" แน่ๆ ไม่ใช่เพราะญี่ปุ่นเป็น "เพื่อนที่ดี" แต่เพราะญี่ปุ่นพร้อมจะเทบอนด์สหรัฐฯ เพื่อเอาตัวเองให้รอดก่อน

ญี่ปุ่นจะเกรงใจสหรัฐฯ ทำไมในเมื่อสหรัฐฯ เป็นผู้เปิดฉากสงครามกับอิหร่านจนทำให้ญี่ปุ่นต้องซื้อน้ำมันแพงๆ และเงินเยนก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะสาเหตุนี้?

วิกฤตน้ำมันแพงยังทำให้ผู้คนทั่วโลกแห่กันมาซื้อรถยนต์พลังงานใหม่ เช่น EV และบางประเทศริเริ่มการปฏิวัติพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

ไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยรัฐบาลเริ่งการปฏิวัติพลังงานอย่างขมีขมัน และผู้คนก็หันมาใช้ EV กันมากขึ้น

บางประเทศถึงขนาดเลิกซื้อน้ำมันด้วยดอลลาร์ ไม่ใช่เพราะต้องการบั่นทอนอำนาจของดอลลาร์ แต่เห็นแล้วว่าหากซื้อด้วยดอลลาร์ต่อไปมีหวังการคลังของประเทศจะล่มจมเอา

แต่ญี่ปุ่นนั้นมีเงื่อนไขที่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะเป็นเมืองขึ้นทางการเงินและการอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ทำให้ต้องติดกับทั้งน้ำมันแพง ยังคิดกับการผลิตรถยนต์สันดาบ และยิ่งติดกับกับทุนนิยมที่ผูกขาดโดยดอลลาร์

การยึดมั่นในรถยนต์พลังงานฟอสซิลเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุด เพราะเห็นชัดว่าน้ำมันแพงกำลังทำลายเงินเยนและสูบความมั่งคั่งของญี่ปุ่น อีกทั้งยังทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นถูกชิงส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ โดยถูก EV ของจีนเข้ามาแทนที่

แต่แทนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะปฏิวัติพลังงาน ตรงกันข้าม "ในเดือนกรกฎาคม กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะเกี่ยวกับข้อเสนอสองฉบับด้านความมั่นคงทางพลังงาน ได้แก่ “ร่างสรุปประเด็นเกี่ยวกับมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรและพลังงานในบริบทของสถานการณ์ระหว่างประเทศ” (จนถึงวันที่ 22 สิงหาคม) และการแก้ไขการประมูลแหล่งพลังงานปลอดคาร์บอนระยะยาว (จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม) ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซ ข้อเสนอทั้งสองฉบับนี้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมากในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่น ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการขยายการใช้พลังงานสะอาดน้อยกว่า" (จากข้อมูลของ InfluenceMap องค์กรไม่หวังผลกำไรเพื่อติดตามความคืบหน้าของความตกลงปารีส)

นั่นหมายความว่ารัฐบาลญี่ปุุ่นยังศรัทธาในพลังงานฟอสซิลดังเดิม ทั้งๆ ที่ลำบากลำบนเพราะมันแท้ๆ

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นยังคงผลักดันแนวคิดต่อต้านรถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าคู่แข่งจากจีนจะลดช่องว่างด้านยอดขายลงได้แล้วก็ตาม โดย "ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะ Toyota รวมถึงสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (JAMA) มักส่งเสริมแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานแบบ "หลายแนวทาง" ซึ่งให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) น้อยลง" แต่ "หลายแนวทาง" ที่ว่าได้ก็ไม่ได้เป็นทางที่ช่วยประหยัดพลังงานเลย เพราะ "กลับส่งเสริมทางเลือกอื่นที่ไม่ได้สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ในการลดการปล่อยมลพิษ หรือเป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาในระยะสั้น เช่น เชื้อเพลิงทางเลือกและรถยนต์ไฮบริดที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นทางเลือกที่ใช้ได้จริง" (จากข้อมูลของ The Driven IO และ InfluenceMap)

นี่เรายังไม่ได้พูดถึงโครงการ POWERR Asia ที่ญี่ปุ่นลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมุ่งเป้าสร้างการพึงพาตัวเองด้านพลังงานกับอาเซียนจากเหตุสงครามในอิหร่าน แต่ไปๆ มาๆ แทนที่จะเน้นพลังงานใหม่ กลับยังเน้น LNG เสียอย่างนั้น

การยึดมั่นถือมั่นของญี่ปุ่นแบบนี้และการไม่ยอม "ปฏิวัติ" หรือแม้แต่ปฏิรูปอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็ตาม ยังเป็นปริศนาที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในญี่ปุ่นเองก็ยังตอบไม่ได้

ความยึดมั่นโดยไม่เปลี่ยนแปลงกำลังจะทำลายญี่ปุ่นลง

และเป็นสิ่งที่ประเทศอื่นไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะไทยซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นในแง่เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยก็พึ่งพาอุตฯ ของญี่ปุ่นจนแทบจะแยกกันไม่ออก เพียงแต่ในระยะหลังไทยปฏิวัติพลังงานโดยความจำเป็น ทำให้ไทยเริ่ม "ตีห่างโดยความจำเป็น" จากญี่ปุ่นเรื่อยๆ

หากไทยไม่ปฏิวัติตัวเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก หากยังซื้อรถสัยดาบกันต่อไป หากยังดันทุรังนำเข้าพลังงานฟอสซิลอย่างหนักต่อไป เศรษฐกิจไทย (ที่แย่อยู่แล้ว) เห็นทีต้องพังพินาศอย่างแน่นอน

ไทยไม่มีกระสุนทางการเงินมากมายเหมือนญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ก็ไม่มีวันช่วยไทยแบบนั้น ตรงกันข้าม วิกฤตการเงินที่เคยเกิดขึ้นในไทยก็เป็นบทเรียนมาแล้วว่า "ไม่มีมิตรแท้ของเราเลยในโลกทุนนิยม"

ญี่ปุ่นนั้นยังไม่พังเพราะเป็นตัวจักรสำคัญของจักรวรรดิอเมริกัน และญี่ปุ่นเองก็ยังมีวาสนาบารอยู่บ้าง แต่วาสนาก็มีวันหมดลงได้เหมือนกัน

เศรษฐกิจมหาภาคและระดับครัวเรือนของญี่ปุ่นยังคงกินบุญเก่า ซึ่งเป็นบุญที่กำลังพร่องลงอย่างรวดเร็ว

การเงินการคลังของญี่ปุ่นนั้นตั้งอยู่บนเสาหลักสองเสา คือ ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และเงินออมของคนญี่ปุ่น

ความเชื่อมั่นต่อญี่ปุ่นยังอิงกับความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นในภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นถูกแทนที่โดยจีนเกือบจะเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงอุตสาหกรรมรถยนต์ที่แม้จะถูกจีนแซงไปแล้วในแง่ยอดขาย แต่ก็ยังพอมีหวังที่จะกู้สถานการณ์ได้ หากญี่ปุ่นปฏิวัติพลังงานและเลิกผลิตรถยนต์สับดาบเป็นหลัก

แต่ก็ย้อนกลับไปข้างต้นที่ผมชี้ไว้ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นยังดื้อดึงกับการต่อต้านรถยนต์พลังงานใหม่

มาที่ภาคครัวเรือน ครัวเรือนญี่ปุ่นเป็นผู้ค้ำชูประเทศที่แท้จริงอีกภาค เพราะเป็นภาคที่สะสมเงินออมเอาไว้มหาศาล และทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราออมเงินสูงที่สุดในโลก โดยภาคครัวเรือนมีสินทรัพย์ถึง 14 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากในอนาคาร

เพราะเงินออมเหล่านี้ทำให้ธนาคารญี่ปุ่นและรัฐบาลญี่ปุ่น (ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลักของสถานออมเงินหลักๆ ของประเทศ คือ Japan Post Bank) จึงมีเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐได้มากๆ

แต่ย้อนกลับไปที่อธิบายไว้ตั้งแต่แรก เงินออม เงินเยน และพันธบัตรสหรัฐฯ พัวพันกันในระบบที่พร้อมจะพังได้ง่ายๆ หากไม่มีการแทรกแซง

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเงินเยนอ่อนลง และพร้อมๆ กับเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเพราะน้ำมันแพง ทำให้มูลค่าของเงินออมของชาวญี่ปุ่นยิ่งถดถอยลง โดยที่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่นิยมเอาเงินไปลงทุนอะไรเสี่ยงๆ เพระาะการออมเงินอย่างมหาศาลนี้เกิดขึ้นจากความไม่เชื่อมั่นในภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอยยืดเยื้อของประเทศ ยิ่งประเทศอยู่ในภาวะไม่น่าไว้ใจ คนก็ยิ่งออมเงินมากขึ้น และยิ่งไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงๆ

การที่ญี่ปุ่นยังรักษาตำแหน่งเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกเอาไว้ได้นั้น เป็นเพราะประเทศอื่นยังไม่มีศักยภาพที่จะเบียดขึ้นมา และสหรัฐฯ เองก็ยังคอยพยุงเอาไว้ในฐานะ "รัฐบริวาร" ของจักรวรรดิทุนนิยมอเมริกัน

แต่การที่ญี่ปุ่นตกจากอันดับ 2 แล้วแทนที่โดยจีนนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ "การย่ำอยู่กับที่" ของญี่ปุ่นนั่นเอง

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา พบกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026 (Photo by Jim WATSON / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...