โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวมกลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลก 2026 ที่ควรค่าแก่การจดจำ

Capital

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

ไม่รู้ว่าทีมที่คุณเชียร์จะสมหวังหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าศึกฟุตบอลโลกหนนี้สนุกกว่าที่คาดหวังเอาไว้มากเลยทีเดียวสำหรับเกมในสนาม เราได้เห็นการทำผลงานระดับสุดยอดของเหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ในตำนาน ไปจนถึงทีมที่มาเพื่อฝากร่องรอยไว้ในความทรงจำอย่างทีมชาติกาบูเวร์ดี

แต่ฟุตบอลโลกไม่ได้มีแค่มิติของเกมการแข่งขัน ยังมีเรื่อง ‘นอกสนาม’ ที่เขยิบออกมาจากการไล่หวดลูกกลมๆ ในสนามอีกนิดหน่อย ซึ่งความสนุกและความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย

วันนี้เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลาฟุตบอลโลก 2026 เลยรวบรวมเอากลเม็ดแท็กติกลูกหนังนอกสนามฟุตบอลโลกที่ควรค่าแก่การจดจำเอามาฝากชาว Capital กันอีกที

🏆 Overload : ให้มันเป็นสีชมพู

ภาพความทรงจำของฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ฟอร์มการเล่นสุดมหัศจรรย์ หรือการแก้เกมระดับตำนาน

เพราะหนึ่งในเรื่องที่เราจะจดจำฟุตบอลโลกหนนี้ได้อย่างแน่นอนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปีคือฟุตบอลโลกหนนี้มันเป็นฟุตบอลโลกสีชมพู

สีชมพูที่ว่าไม่ได้มาจากชุดแข่งหรืออะไร แต่มาจากรองเท้าฟุตบอล หรือที่เรียกติดปากคนไทยว่ารองเท้าสตั๊ด (จริงๆ สตั๊ดหมายถึงปุ่มเหล็กที่ขันยึดติดกับพื้นรองเท้า) ซึ่งนักฟุตบอลแทบทุกคนจะใส่รองเท้าสีชมพูกันไปหมดเลย

เรื่องนี้ไม่ได้มาจากความตั้งใจทั้งหมด มันเป็นความตั้งใจด้วยครึ่งหนึ่งและความบังเอิญอีกครึ่งหนึ่ง เพราะผู้ผลิตรองเท้าฟุตบอลรายใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็น Nike, adidas หรือ PUMA ต่างออก ‘แพ็ก’ หรือคอลเลกชั่นรองเท้าฟุตบอลด้วยสีทางเดียวกันเป๊ะๆ คือสีชมพู

โดยที่แต่ละแบรนด์เองใช้แนวทางใกล้เคียงกัน คือหากเลือกสีใดเป็นหลักแล้วก็จะใช้สีนั้นล้อไปกับการดีไซน์ของรองเท้าแต่ละรุ่นที่ออกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น Nike Mercurial, adidas F50, adidas Predator ไปจนถึง Puma Ultra 6 ยังไม่นับแบรนด์รองอย่าง New Balance หรือ Skechers ที่ก็ออกสีใกล้ๆ กันมาด้วย!

แต่อย่างที่บอก แต่ละแบรนด์คงไม่ได้มาคุยกันหลังบ้านอยู่แล้ว มันถูกมองว่าเป็นความบังเอิญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ WGSN ผู้ทำนายเทรนด์ผู้บริโภคเคยทำนายเอาไว้ในปี 2024 ว่าสีสดใสระหว่างชมพูและม่วงจะเป็นสีของปี 2026

อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือเพราะสีชมพูมันจะตัดกับสีเขียวของหญ้าได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดเจน (highly visible) ก็เป็นเหตุผลพื้นๆ ที่ทำให้ทุกคนเลือกสีนี้กันหมด

คนที่ลำบากที่สุดคือผู้บรรยายเกมที่บ่นอุบ ดูไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร รองเท้าเหมือนกันไปหมด!

🏆 Counter-pressing : ลักปิดลักเปิด

ด้วยความที่ฟุตบอลโลกเป็นสุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้น้อยหน้ากีฬาโอลิมปิก รายการระดับนี้ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ (official sponsor) ต้องจ่ายเงินมากมายมหาศาลให้กับ FIFA

และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ FIFA จำเป็นที่จะต้องปกป้องแบรนด์ที่มาให้การสนับสนุนอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งหมายถึงการห้ามไม่ให้มีแบรนด์อื่นที่ไม่ได้จ่ายเงินมา ‘ขโมยซีน’ หรือใช้กลยุทธ์การตลาดกองโจรเพื่อช่วงชิงสายตามหาชนคนบ้าบอล

สิ่งที่ FIFA เลือกทำคือ ‘ปิด-บัง-ซ่อนเร้น’ แบรนด์อื่นๆ ให้หมดสิ้น แต่มันกลับกลายเป็นการส่งเสริมบางแบรนด์ให้ได้ซีนไปแบบเต็มๆ แทนเฉยเลย

2 แบรนด์ใหญ่ที่ได้ซีนจากเรื่องนี้มากที่สุดคือ Levi’s และ Gillette ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนชื่อ (naming rights) ของสนามฟุตบอลในเมืองซานฟรานซิสโก และแมสซาชูเซตส์ ที่ปิดบังชื่อด้วยการนำผืนผ้าขนาดใหญ่ไปปิด แต่กลายเป็นยิ่งส่งเสริมให้เด่นขึ้นไปอีก

เพราะตัวโลโก้ของแบรนด์ทั้ง Levi’s และ Gillette ที่อยู่ในสนามนั้นมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนทำให้แม้จะเอาผ้าไปปิดคนก็รู้อยู่ดีว่านี่คือแบรนด์อะไร

เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานในตำราของการออกแบบอย่างแน่นอน

นอกจากป้ายใหญ่ในชื่อสนามก็ยังมี Heinz ซึ่งเป็นซอสที่มีในห้องระดับวีไอพีของสนามที่ถูกเอาเทปดำมาปิดยี่ห้อไว้เหมือนกัน แต่เอกลักษณ์ของขวดก็ทำให้ทุกคนรู้อยู่ดีว่านี่คือซอสมะเขือเทศยี่ห้ออะไร จน Heinz ชิงจังหวะ counter-pressing (แย่งบอลกลับในจังหวะที่กำลังจะโดนสวน) ด้วยการออกขวดซอสรุ่นลิมิเต็ดที่มีการคาดดำแบรนด์ให้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

กลายเป็นยิ่งปิดก็เหมือนยิ่งเปิด

🏆 Half-space : เจาะตรงนี้ที่ตรงกลาง

ดูบอลในสวนตอนตี 4? ก่อนนี้ถ้าใครชวนแบบนี้ต้องถามกลับแล้วว่าพักผ่อนพอไหม ดูไม่ปกตินะ

แต่คุณพระ! ประเทศไทยเรามีการจัดดูบอลในสวนตอนตี 4 จริงๆ แล้ว! และกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์เล็กๆ เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปนั่งดูบอลกันกลางสวนในเวลาก่อนที่พระจะออกบิณฑบาต

เรื่องของเรื่องมาจากไอเดียบรรเจิดของ JAS และ Monamax ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 (และ 2030 รวมถึงรายการกีฬาอีกมากมาย) ที่ฟุตบอลโลกผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่มีโอกาสได้ชวนคนไทยมานั่งดูบอลด้วยกันเลยสักครั้ง

เพราะความยากระดับมหาหินของฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ ‘เวลา’ ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับการทำการตลาดในประเทศไทยสักเท่าไหร่ (ความจริงก็แทบทั้งโลกยกเว้นทางทวีปอเมริกา) ฟุตบอลเตะกันในช่วงกลางดึกไปจนถึงสายๆ หรือเกือบเที่ยงของอีกวัน

แต่สุดท้ายก็เกิดการนัดหมายครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการชวนคนรักฟุตบอลมานั่งดู 2 แมตช์สำคัญของรอบ 8 ทีมสุดท้าย ระหว่างทีมชาติอังกฤษปะทะทีมชาตินอร์เวย์ (ทีมแรกขวัญใจมหาชน ทีมหลังมาแรงแซงในใจใครหลายคน) และทีมชาติอาร์เจนตินา (เมสซีๆๆๆ!) ดวลกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

เวลานัดหมายคือ ‘ตี 4’ ที่สวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ซึ่งไม่มีใครเดาได้ว่าจะมีคนอยากมาดูมากหรือน้อยแค่ไหน

ปรากฏว่างานนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แฟนบอลไทยเครซีไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว มาดักรอเพื่อจับจองพื้นที่กันเต็มทันทีที่ประตูสวนเปิดตอนตี 4 นั่งลุ้นบอลไปด้วยกันกลางแสงดาว (อ่อนๆ) สายลม และใต้เงาไม้

ประมาณการกันว่าน่าจะมีคนมาร่วมงานราว 2,000 คนเลยทีเดียว และทำให้มีการต่อยอดไปถึง watch party แบบ ‘fan park’ ในเกมรอบชิงชนะเลิศระหว่างสเปน vs. อาร์เจนตินา ที่เพิ่งจะจบลงไปเมื่อเช้านี้

ความสำเร็จที่สุดในครั้งนี้คือเรื่องของการมอบ ‘ประสบการณ์’ (experience) ใหม่ๆ ให้กับแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่หลายคนชอบดูบอลนอกสถานที่แต่ไม่ได้อยากดื่มอะไรเย็นๆ เสมอไป บางทีแค่ได้นั่งดูบอลด้วยกันกับคนบ้าบอลเหมือนกัน ลุ้นไปด้วยเมาท์ไปด้วย

แค่นี้ก็พอแล้ว ที่เหลือก็คือความทรงจำที่ดีที่มีต่อแบรนด์ล้วนๆ

ปรบมือ!

🏆 Half turn : เงินกำลังจะหมุนไป

สำหรับแฟนฟุตบอลหลายๆ คน ความฝันสูงสุดคือการได้ไปดูฟุตบอลโลกสักครั้งในชีวิต ซึ่งปกติแล้วสิ่งที่หาได้ยากที่สุดคือตั๋วเข้าชมเกมในสนามเพราะหาซื้อได้ยาก มีสนนราคาสูง บางครั้งมีเงินพออย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีดวงด้วยถึงจะซื้อได้

แต่ฟุตบอลโลกหนนี้ยิ่งทำให้ความฝันของแฟนบอลห่างไกลจากความจริงขึ้นไปอีก เพราะ FIFA ใช้ระบบการจำหน่ายตั๋วเข้าชมแบบใหม่แบบสับ(สน)จากเดิมที่มีการกำหนดราคาหน้าตั๋วชัดเจน สมมติ 10 ดอลลาร์สหรัฐก็ตามนั้นเลย FIFA จะได้เงินจากตั๋วใบนั้นตามราคา

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ FIFA เลือกใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า dynamic pricing ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ในเวลานั้น โดยจะดูจาก 2 ปัจจัยคือ 1. ความต้องการในเวลานั้น และ 2. จำนวนตั๋วที่เหลืออยู่

ยิ่งความต้องการสูง และตั๋วเหลือน้อยเท่าไหร่ ราคาบัตรก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น!

เรื่องนี้ทำให้ FIFA โดนด่ายับเพราะเป็นการขูดรีดกับแฟนบอลมากจนเกินไป ซึ่งแม้จะมีบางนัดบางเกมที่ตั๋วราคาถูกบ้างแต่ก็เป็นเกมรอบแรกที่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ส่วนตั๋วในเกมใหญ่ๆ ที่ทีมดังลงสนามสนนราคาทะลุฟ้าไปจนถึงดวงดาว

มีการอ้างตัวเลขว่าตั๋วเกมรอบชิงชนะเลิศจะไปถึงระดับสตราโทสเฟียร์ 10,990 ดอลลาร์สหรัฐ (3.69 แสนบาท) เลยทีเดียว

แต่ที่แย่กว่านั้นคือนอกจากจะ ‘ปั่น’ ให้ราคาตั๋วเข้าชมแพงสุดๆ แล้ว FIFA ยังหาเงินซ้ำอีกด้วยการตั้งมาร์เก็ตเพลสของตั๋วเอง เพื่อเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการซื้อ-ขายตั๋วเข้าชมฟุตบอลโลกให้กับแฟนบอลผู้พอจะใช้เงินแก้ปัญหาได้ (ต่อให้เงินจะกลายเป็นปัญหาต่อไปในภายภาคหน้าก็ตาม) แทนที่จะปล่อยให้ไปใช้แพลตฟอร์มของคนอื่น

โดย FIFA จะเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม reseller ของตัวเองจำนวน 15% สำหรับทั้งฟากของผู้ซื้อและฟากของผู้ขาย อยู่เฉยๆ ได้เงินเข้ากระเป๋าสบายๆ

แน่นอนว่าคนด่ากันขรม แต่จานนี อินฟันตีโน ท่านประธานจอมหัวใสคงไม่ได้สนใจอะไร เพราะตัวเลขรายได้ของ FIFA ในปีนี้ก็ทะลุฟ้าแล้วเหมือนกัน

🏆 Transition : เปลี่ยนรับเป็นรุก

สิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือบางทีการจ่ายเงินมากมายมหาศาลเพื่อเป็น official sponsor อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีนัก หากคิดวิธีการเล่นได้ไม่แจ๋วเท่ากับพวกที่รอช่วงชิงจังหวะขโมยซีนที่มีมากมายเต็มไปหมด

แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับ Rexona ซึ่งเป็น Official Personal Care Sponsor ของฟุตบอลโลก 2026

เพราะวิธีที่ Rexona ใช้ไม่ใช่การขายโต้งๆ ด้วยแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ป้ายผ้าขนาดยักษ์ หรือตัววิ่งบนบอร์ดโฆษณาข้างสนาม แต่เป็นการขอซื้อช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในทุกเกมของสนาม และเกิดขึ้นเกมละหลายครั้ง

ช่วงเวลาที่ว่าคือช่วงเวลาที่ผู้ตัดสินที่ 4 (fourth official) ที่มีหน้าที่ในการช่วยชูป้ายให้สัญญาณข้างสนามใน 2 เรื่องคือ 1. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น และ 2. การบอกช่วงทดเวลา (additional time)

นอกจากโลโก้ Rexona ที่เห็นได้ชัดเจนบนป้ายดังกล่าวแล้ว ก็มีคนตาดีสังเกตเห็นอีกว่า เอ้า! ที่จุดซ่อนเร้นของผู้ตัดสินที่ 4 ที่ชูขึ้นในระหว่างการแจ้งเปลี่ยนตัวหรือบอกการทดเวลามีโลโก้ของ Rexona เป็นจุดเล็กๆ อยู่ด้วย

เท่านั้นเองก็กลายเป็นไวรัลทันที ในความหัวดีที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน เป็นสุดยอดโฆษณาที่ทำน้อยแต่ได้มาก และแทบจะบอกได้ว่าทำครั้งเดียวก็ชนะการแข่งขันไปเลย เพราะนอกจากจะได้ผลในเชิงของการรับรู้แล้ว ยังตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองแบบครบถ้วนทุกกระบวนความด้วย

ขนาดใต้วงแขนของผู้ตัดสินที่ 4 ก็ยังได้รับการปกป้องอย่างดีจาก Rexona

🏆 False nine : กองหน้าตัวหลอก

ฟุตบอลโลกหนนี้หนึ่งในทีมที่กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งโลกนอกเหนือจากสตอรีเทพนิยายอย่างกาบูเวร์ดีก็ต้องยกให้กับทีม ‘ไวกิ้ง’ นอร์เวย์ ที่ได้รับความรักจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกอย่างมาก

ความรักนั้นไม่ได้แค่มาจากผลงานการเล่นในสนามที่ทำได้ยอดเยี่ยม มาได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ด้วยการโค่นหนึ่งในทีมดังที่สุดอย่างบราซิล แชมป์โลก 5 สมัย (ก่อนจะมาพ่ายอังกฤษแบบหวุดหวิดจริงๆ) แต่ยังมาจากสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก ที่ทำให้ ‘Brand Norway’ ได้รับการชมเชยว่าเป็นแชมป์ของแบรนด์ในฟุตบอลโลกหนนี้

เอาง่ายๆ ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘Viking Row’ ท่าเชียร์ประจำทีมแล้ว!

แต่นอกจากในระดับทีมชาติแล้ว ตัวเอกของทีมอย่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าจอมถล่มประตูก็กลายเป็น brand ambassador ที่ทุกคนรักด้วย

ก่อนหน้าฟุตบอลโลกครั้งนี้ ภาพจำของฮาแลนด์คือนักเตะกองหน้าจอมถล่มประตูที่ในสนามก็ยียวน นอกสนามก็กวนจัด แต่พอฟุตบอลโลกครั้งนี้เริ่มต้นเท่านั้น ดาวยิงจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้เหมือนค้นพบความสุขในชีวิต สนุกกับทุกสิ่ง ยิ้มให้กับทุกอย่าง แม้กระทั่งในสนามต่อให้การตัดสินที่ไม่เข้าทางหรือจังหวะผิดพลาดอะไรก็ยิ้มไปหมด

งานนี้ตกแฟนบอลทั่วโลกได้อย่างจัง โดยเฉพาะแฟนบอลในสหรัฐอเมริกาที่หลงรักพ่อหนุ่มไวกิ้งไปแล้ว และเราก็ได้เห็นคอนเทนต์ไวรัลของเขามากมายที่ไม่ใช่แค่เจ้าตัวทำ แต่มาจากคนหน้าเหมือนบ้าง หรือแฟนบอลที่ทำท่าทางเลียนแบบ เช่น ท่าวิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบน่ารักๆ บ้าง

ภาพความน่ารักน่าเอ็นดูของฮาแลนด์ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในมือหรืออยู่บนตัวเขาขายได้หมด ตั้งแต่ยางรัดผม ไปจนถึงตัวแร็กคูนสตัฟฟ์ของที่ระลึกสุดแปลกที่หิ้วกลับจากดัลลัสลงเครื่องบินมาด้วย

แต่ที่พีคที่สุดคือฮาแลนด์มักจะถือกระเป๋า Hermés รุ่น Birkin ติดมือเวลาเดินทาง เขาและนักเตะอีกหลายๆ คนในฟุตบอลโลกมีส่วนทำให้ยอดขายกระเป๋าหรูของผู้ชายพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ

Bloomberg รายงานว่าภาพนักเตะในฟุตบอลโลกถือกระเป๋าหรู (อีกคนที่ชัดเจนคือจูด เบลลิงแฮม ที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ Louis Vuitton) ช่วยกระตุ้นยอดขายในตลาดที่เคยซบเซาได้อย่างดี และทำให้ลักชัวรีแบรนด์ค้นพบหนทางใหม่เป็นที่เรียบร้อย

เคยได้ยินเขาว่าฟุตบอลมีพลังที่ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในพลังที่มหัศจรรย์ของเกมฟุตบอล

โดยเฉพาะฟุตบอลโลกที่เป็นโลกทั้งใบของใครหลายคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...