“สามารถ” ชี้โพลสะท้อนรอยร้าวรัฐบาล จี้เร่งสร้างคำตอบฟื้นความเชื่อมั่นประชาชน
วันที่ 25 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุข้อความว่า โพลชี้ความเปราะบาง 63.89% รัฐบาลไม่ได้แพ้เพราะมีปัญหา แต่จะแพ้เมื่อประชาชนเชื่อว่า ‘ไม่มีคำตอบ’
ตัวเลขจากผลสำรวจล่าสุดของนิด้าโพล ที่ชี้ว่าประชาชนกลุ่มที่มองว่ารัฐบาล “จะไม่รอดแน่ๆ” ถึง 37.86% และ “รอดแต่จะบอบช้ำมาก” อีก 26.03% (รวมเป็น 63.89%) สะท้อนให้เห็นว่า ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ "รอยร้าวที่ฐานราก" ของโครงสร้างอำนาจและความชอบธรรมทางการเมือง
การบริหารบ้านเมืองในยามวิกฤตก็เหมือนการทำศึก ความพ่ายแพ้ของทัพใหญ่หลายครั้ง ไม่ได้เกิดจากศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า แต่เกิดจากการสูญเสียความชอบธรรมภายใน ยิ่งเมื่อมองทะลุถึงการขยับตัวของฝ่ายตรวจสอบ การเล็งเป้าไปที่คดีร้อนต่าง ๆ อาจสะท้อนยุทธศาสตร์การเมืองที่จงใจเจาะเกราะรัฐบาลผสม ล็อกเป้าให้พรรคแกนนำต้องรับแรงกระแทกเพียงลำพัง
เพื่อสร้างรอยร้าวในสถาปัตยกรรมแห่งอำนาจ
หากฝ่ายค้านเปิดสภาอภิปรายใน วันที่ 16-18 กันยายน 2569 (พุธ-ศุกร์) เพื่อตรึงพื้นที่ข่าวสารให้รัฐบาลหลังพิงฝาตลอดสัปดาห์ นี่จะเป็นจังหวะเวลาที่เชื่อมโยงกับห้วงเวลาครบรอบ 30 ปี
พอดีกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ (18-20 กันยายน 2539) ที่รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ต้องล่มสลายลงด้วยวาทกรรมจาก "กระดาษแผ่นเดียว"
ทว่าความท้าทายในวันนี้คือ ผู้ที่จ้องล้มรัฐบาลไม่ได้ถือแค่กระดาษแผ่นเดียวเหมือนในอดีต แต่คำถามตัวโต ๆ ที่รัฐบาลต้องตอบคือ ข้อมูลและเอกสารในสำนวนการสอบสวนนับหมื่นหน้า หลุดรอดออกไปถึงมือประชาชนและสื่อสาธารณะที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร?
การจะรอดพ้นไปได้ รัฐบาลต้องไม่ใช่แค่ตั้งรับรายวัน แต่ต้องใช้สายตาแบบสถาปนิกผู้มองเห็นโครงสร้างอำนาจทั้งหมด และนี่คือยุทธศาสตร์ "5 ทางรอด" ที่ต้องเร่งลงมือทำ
1. รื้อโครงสร้างความโปร่งใส
ปัญหาการทุจริตสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นคือ "สนิม" ที่กำลังกัดกินความเชื่อมั่น รัฐบาลต้องกล้าทำตัวเป็นวิศวกรที่รื้อเสาเข็มที่ผุพังทิ้งไป ต้องจัดการผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดและเปิดเผยข้อมูลเข้าสู่กลไกตรวจสอบ การอุ้มคนผิดเพื่อรักษาฐานอำนาจเฉพาะกลุ่ม จะทำให้สูญเสียแนวร่วมและศรัทธา
การยอมรับความจริงและกล้าเผชิญหน้ากับกลไกตรวจสอบอย่างสง่างามภายใต้หลักนิติธรรมเท่านั้น คือเส้นทางเดียวที่จะรักษาความไว้วางใจจากประชาชนไว้ได้ครับฐานราก
2. ใช้ ‘หลักนิติธรรม’ เป็นเกราะกำบัง และต้องลากคอคนปล่อยสำนวน
คดีความร้อนแรงที่มีการนำเสนอเอกสารพยานหลักฐาน รัฐบาลต้องพิสูจน์ความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการกล้าตั้งคำถามถึง "ที่มาของข้อมูล" เอกสารในสำนวนถือเป็นความลับทางราชการ การที่ข้อมูลหลุดไปถึงมือประชาชนธรรมดาเพื่อนำมาเผยแพร่นั้น รัฐบาลต้องใช้กลไกทางกฎหมายสืบหาต้นตออย่างจริงจัง การปล่อยให้ใครก็ได้เอาข้อมูลที่ได้มาโดยผิดกฎหมายมาชี้นำสังคม คือการปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรมถูกทำลายเสียเอง รัฐบาลต้องรักษากติกาของบ้านเมือง ไม่ใช่ปล่อยผ่านจนมาตรฐานความลับทางราชการพังทลาย
3. ชนะสงครามข่าวสาร ยุติความล่าช้า เลิกเป็นเป้านิ่ง
จุดสลบของรัฐบาลในสงครามข้อมูล ไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ด้อยกว่า แต่เกิดจาก "ความล่าช้าในการสื่อสาร" ที่ปล่อยให้ข้อมูลหลุดถูกนำไปปั่นกระแสจนประชาชนคล้อยตามไปแล้ว รัฐบาลต้องจัดตั้งทีมสื่อสารที่มีเอกภาพ ชี้แจงฉับไว เอาชนะด้วยข้อเท็จจริงเข้าสู้กับกลไกตรวจสอบทางสังคม ดึงสติประชาชนให้เห็นว่าข้อมูลใดบิดเบือนหรือได้มาโดยมิชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐบาลกลายเป็นเป้านิ่งให้สังคมพิพากษาไปฝ่ายเดียว
4. อัดฉีดเศรษฐกิจรัฐบาลจะรอดหรือร่วง ไม่ได้อยู่ที่ผู้ตรวจสอบมีหลักฐานเด็ดแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเมื่อวิกฤตมาเยือน รัฐบาลมี ‘คำตอบ’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ที่ประชาชนพร้อมจะเชื่อมั่นหรือไม่"
ทฤษฎีความชอบธรรมใด ๆ ก็พ่ายแพ้ต่อความจริงเรื่อง "เงินในกระเป๋า" ตัวเลขความกังวลเรื่องราคาพลังงานและพืชผลทางการเกษตรที่พุ่งสูง คือตัวชี้วัดปากท้องที่ชัดเจน รัฐบาลต้องเลิกนโยบายขายฝัน และงัดมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับคืนมา
5. ภาวะผู้นำและเอกภาพของรัฐบาล
เมื่อปัญหาชนกันทุกทิศทาง สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นที่สุดคือ "ใครคือคนคุมเกม" ผู้นำต้องออกแบบเอกภาพในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลให้เหนียวแน่น แสดงความเด็ดขาดในการบริหารจัดการวิกฤต และก้าวลงมาบัญชาการด้วยตนเองเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อประชาชน
รัฐบาลจะรอดหรือร่วง ไม่ได้อยู่ที่ผู้ตรวจสอบมีหลักฐานเด็ดแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเมื่อวิกฤตมาเยือน รัฐบาลมี ‘คำตอบ’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ที่ประชาชนพร้อมจะเชื่อมั่นหรือไม่"
การยอมรับความจริงและกล้าเผชิญหน้ากับกลไกตรวจสอบอย่างสง่างามภายใต้หลักนิติธรรมเท่านั้น คือเส้นทางเดียวที่จะรักษาความไว้วางใจจากประชาชนไว้ได้ครับ