โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Google ชู AI และ Data Center พยากรณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กูเกิล (Google) เผยโฉม WeatherNext 2 โมเดล AI พยากรณ์อากาศล้ำสมัย ทำงานร่วมกับ Data Center ประมวลผลบิ๊กดาต้าแม่นยำขึ้น 8 เท่า เตือนภัยพายุ-น้ำท่วมล่วงหน้า ช่วยปกป้องชีวิตผู้คน

ในวันที่สภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากกว่าการเป็นเครื่องมือด้านธุรกิจหรือเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบเตือนภัยที่ช่วยปกป้องชีวิตมนุษย์ โดยมีศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลสภาพอากาศจำนวนมหาศาล เพื่อให้ AI สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ภัยพิบัติได้รวดเร็วขึ้น

ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2025 เมื่อพายุเฮอริเคนเมลิสซา (Hurricane Melissa) ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดในมหาสมุทรแอตแลนติก เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นข้อจำกัดของการพยากรณ์อากาศแบบเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานในการประเมินความรุนแรงของพายุ โดยเฉพาะกรณีที่พายุสามารถเพิ่มความเร็วลมอย่างน้อย 35 ไมล์ต่อชั่วโมงภายใน 24 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่า Rapid Intensification
บริษัท กูเกิล (Google) ระบุว่า WeatherNext โมเดลพยากรณ์อากาศที่พัฒนาโดยกูเกิล ดีพมายด์ (Google DeepMind) และกูเกิล รีเสิร์ช (Google Research) สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 5 วันว่าเฮอริเคนเมลิสซาจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 5 และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าสู่จาเมกา โดยมีความเชื่อมั่นประมาณ 80% ก่อนเพิ่มขึ้นเกือบ 100% ในช่วง 3 วันก่อนพายุขึ้นฝั่ง
จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียว แต่คือ การทำงานร่วมกับพลังประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพราะโมเดลลักษณะนี้ต้องเรียนรู้จากข้อมูลสภาพอากาศและภูมิอากาศจำนวนมหาศาลย้อนหลังหลายทศวรรษ รวมถึงข้อมูลพายุหมุนเขตร้อนในอดีต หลังจากนั้นระบบสามารถจำลองความเป็นไปได้ของสถานการณ์หลายรูปแบบพร้อมกัน หรือ Ensemble Forecasting เพื่อให้นักพยากรณ์เห็นแนวโน้มของพายุในหลายสถานการณ์ ก่อนนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจออกประกาศเตือนภัย
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดของการพยากรณ์แบบเดิมที่มักต้องเลือกระหว่างโมเดลขนาดใหญ่ซึ่งมองภาพรวมของระบบอากาศได้ดี กับโมเดลความละเอียดสูงที่สามารถวิเคราะห์สภาพอากาศในพื้นที่เฉพาะได้ละเอียดกว่า WeatherNext ใช้ AI เรียนรู้ความสัมพันธ์ของข้อมูลสภาพอากาศในระดับโลก ทำให้สามารถประเมินทั้งเส้นทางและความรุนแรงของพายุได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ในวันที่ 6 สิงหาคม 2026 กูเกิลเปิดตัว WeatherNext 2 โมเดลพยากรณ์อากาศรุ่นใหม่ที่ได้รับการเผยแพร่ผลการวิจัยในวารสาร Nature โดยกูเกิลระบุว่าโมเดลรุ่นนี้ทำงานได้เร็วขึ้นถึง 8 เท่า สามารถพยากรณ์ตัวแปรสำคัญ เช่น ความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณฝน และความกดอากาศ รวมถึงจำลองสถานการณ์ความน่าจะเป็นได้มากขึ้น เพื่อช่วยให้นักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กูเกิลยังเปิดให้ชุมชนนักวิจัยเข้าถึง WeatherNext 2 และนำความสามารถของโมเดลไปใช้งานผ่านบริการอย่าง BigQuery, Google Earth Engine และ Gemini Enterprise Agent Platform พร้อมขยายการทดสอบกับประเทศที่มีความเสี่ยงจากภัยพิบัติสูง เช่น ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และเวียดนาม
อีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือระบบพยากรณ์น้ำท่วมของ Google Research ซึ่งนำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลหลายประเภทพร้อมกัน ทั้งปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำในแม่น้ำ สภาพพื้นดิน และข้อมูลจากดาวเทียม ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูง เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการเกิดน้ำล้นตลิ่งล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน

เบื้องหลังความสามารถดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการมีโมเดล AI ที่ฉลาดขึ้น แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลและการคำนวณที่ซับซ้อนในเวลาเดียวกันศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางพลังประมวลผลที่ทำให้ AI สามารถเปลี่ยนข้อมูลสภาพอากาศจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นข้อมูลเตือนภัยที่นำไปใช้ได้จริง
เมื่อโลกต้องเผชิญกับพายุรุนแรง น้ำท่วม และความผันผวนของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้น การนำ AI มาทำงานร่วมกับศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างระบบคาดการณ์ที่ช่วยให้มนุษย์มีเวลาเพิ่มขึ้นในการอพยพ วางแผนรับมือ และลดความเสียหายก่อนภัยพิบัติจะมาถึง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...