โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

กบดานไม่รอด! สืบตม. รวบชาวจีนหนีหมายจับ โกงเงินกว่า 1,400 ล้านหยวน

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สืบตม.เชียงใหม่ ร่วม สืบ บก.ตม.5 จับจีนหนีหมายจับ โกงเงินกว่า 1,400 ล้านหยวน หรือกว่า 6 พันล้านบาท

สืบตม.เชียงใหม่ ร่วม สืบ บก.ตม.5 จับจีนหนีหมายจับ โกงเงินกว่า 1,400 ล้านหยวน หรือกว่า 6 พันล้านบาท

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจ กก.สส.บก.ตม.5 เปิดปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนตามหมายจับ หลังมีพฤติการณ์หลอกระดมทุนจากชาวจีนกว่า 3,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 6,000 ล้านบาท ก่อนหลบหนีมายังพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และใช้จุดผ่านแดนสามเหลี่ยมทองคำ-บ้านสบรวก เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปี 2567 จากนั้นหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่

การปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 และ พ.ต.อ.พิทักษ์พงษ์ เจริญกุล ผกก.ตม.จว.เชียงใหม่ ซึ่งได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัวผู้ต้องหา หลังได้รับข้อมูลว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวหลบหนีเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทย

เจ้าพนักงานตำรวจ ตม.จว.เชียงใหม่ ประกอบด้วย ร.ต.อ.วชิรวิทย์ กิตติเศรษฐการ รอง สว.ฯ ปรก.ตม.จว.เชียงใหม่, ร.ต.อ.ทิปฒ์ ทั่งเชียงใหม่ รอง สว.ตม.จว.เชียงใหม่ และ ร.ต.ท.กฤตภาส บุญญะสมภพ รอง สว.ตม.จว.เชียงใหม่ ร่วมกับชุดจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจ กก.สส.บก.ตม.5 ลงพื้นที่สืบสวนติดตามอย่างต่อเนื่อง

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหารายนี้หลบหนีมายังพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ก่อนเดินทางผ่านจุดผ่านแดนสามเหลี่ยมทองคำ-บ้านสบรวก เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2567 แล้วเข้ามาซุกซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ โดยไม่ได้ดำเนินการต่ออายุวีซ่า ทำให้วีซ่าขาดนานถึง 549 วัน

ชุดสืบสวนใช้วิธีแกะรอยข้อมูลและติดตามพฤติการณ์จนพบบ้านพักต้องสงสัยแห่งหนึ่งในพื้นที่เชียงใหม่ ตรวจสอบพบชายชาวจีนชื่อ “นายหวัง” (นามสมมติ) เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ โดยมีพฤติการณ์เก็บตัว ไม่ค่อยออกจากบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์เป็นเวลาหลายวัน เพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบให้แน่ชัดว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับจริง

เมื่อเจ้าหน้าที่มีข้อมูลเพียงพอจึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนวางกำลังเฝ้าติดตาม กระทั่งนายหวังเดินออกมาบริเวณหน้าบ้าน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรูปพรรณและตำหนิตรงกับบุคคลตามหมายจับ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว

ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาตามหมายจับ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการควบคุมตัวและตรวจสอบสถานะการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดยนายหวังยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ได้ต่อวีซ่าจริง และอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนด ก่อนยอมรับสภาพว่าไม่ช้าก็เร็วคงต้องถูกจับกุม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายในส่วนความผิดเกี่ยวกับการอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด พร้อมดำเนินการตามหมายจับและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

สำหรับคดีนี้ ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์หลอกระดมทุนจากชาวจีนจำนวนมากกว่า 3,000 ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านหยวน หรือกว่า 6,000 ล้านบาท ก่อนหลบหนีออกจากประเทศและเข้ามาหลบซ่อนในประเทศไทย

ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวยังเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับกรณีที่ บก.ตม.4 เคยจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนในคดีฉ้อโกงเงินประมาณ 500 ล้านบาท โดยจับกุมได้ภายในสำนักสักยันต์ และเป็นข่าวเมื่อช่วงต้นปี 2569 ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คดีมีความเกี่ยวข้องกัน และอยู่ในเครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มเดียวกัน

ด้าน พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 ย้ำว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ผบ.ตร. และ ผบช.สตม. ในการกวาดล้างและติดตามจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ต้องหาต่างชาติที่หลบหนีเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิงหรือกบดาน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ให้เร่งสืบสวนติดตามบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมาย และดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดานของผู้กระทำผิดจากต่างประเทศโดยเด็ดขาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...