โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ว่าใครจะคว้าแชมป์โลกแต่ผู้ชนะคือ ลาลีกา เมื่อเกือบครึ่งหนึ่งของนักเตะในนัดชิงฯ เล่นอยู่บนแผ่นดินสเปน

THE STANDARD

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ไม่ว่าใครจะคว้าแชมป์โลกแต่ผู้ชนะคือ ลาลีกา เมื่อเกือบครึ่งหนึ่งของนักเตะในนัดชิงฯ เล่นอยู่บนแผ่นดินสเปน

ฟุตบอลโลกมักถูกเรียกว่าเป็นเวทีของทีมชาติ แต่เมื่อการแข่งขันเดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศระหว่าง สเปน และ อาร์เจนตินา ในฟุตบอลโลก 2026 ก็มีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลการแข่งขัน

นั่นคือ จากนักเตะทั้งหมด 52 คนที่มีชื่อในสองทีม มีถึง 24 คนที่ค้าแข้งอยู่ในลาลีกา สเปน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เล่นทั้งหมดในเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกฟุตบอล

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ลาลีกากลายเป็นลีกที่มีตัวแทนมากที่สุดในรอบชิงฯ ทิ้งห่างพรีเมียร์ลีกซึ่งมี 13 คน และลีกอื่น ๆ อย่างชัดเจน

นี่จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของฟุตบอลสเปนในระดับทีมชาติ แต่ยังเป็นหลักฐานว่าลาลีกายังคงเป็นศูนย์กลางของฟุตบอลระดับสูงของโลก แม้หลายปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกจะถูกมองว่าเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในแง่ธุรกิจและการแข่งขันก็ตาม

หากมองย้อนกลับไปตลอดทัวร์นาเมนต์ ความเป็นผู้นำของลาลีกาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศ แต่ค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นตั้งแต่รอบน็อกเอาต์

ในรอบรองชนะเลิศ ระหว่าง สเปน พบ ฝรั่งเศส และ อาร์เจนตินา พบ อังกฤษ มีนักเตะจากลาลีกาลงสนามเป็นตัวจริงถึง 16 จาก 44 คน

นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่ผู้ชมเปิดโทรทัศน์ดูเกมใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลก โอกาสเกือบหนึ่งในสามที่นักเตะซึ่งกำลังสร้างความแตกต่างในสนาม จะเป็นผู้เล่นจากสโมสรในสเปน ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา, แอตเลติโก มาดริด หรือสโมสรอื่น ๆ ในลีกเดียวกัน

นี่คือภาพสะท้อนของการแข่งขันภายในประเทศที่ยังคงสามารถผลิตและดึงดูดนักเตะระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง และความโดดเด่นของลาลีกาไม่ได้วัดจากจำนวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านคุณภาพของผลงานในสนามอีกด้วย

ในรอบรองชนะเลิศ ประตูของ มิเกล โอยาร์ซาบาล ก็เป็นผู้เล่นที่สังกัดสโมสรในลาลีกา

ขณะที่ก่อนหน้านั้น รางวัล Player of the Match ทั้งสี่เกมในรอบก่อนรองชนะเลิศตกเป็นของนักเตะจากลีกสเปนทั้งหมด ได้แก่ คีลิยัน เอ็มบัปเป, ลามีน ยามาล, จูด เบลลิงแฮม และ ฮูเลียน อัลวาเรซ

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นซูเปอร์สตาร์ของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และต่างมีบทบาทสำคัญในการพาทีมชาติของตัวเองเข้าสู่รอบลึก ๆ ของการแข่งขัน

สิ่งนี้สะท้อนว่า ลาลีกาไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่รวบรวมผู้เล่นชื่อดัง แต่ยังเป็นเวทีที่หล่อหลอมผู้เล่นให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับสูงที่สุดของโลก

เมื่อเปรียบเทียบกับลีกอื่น ความแตกต่างยิ่งเห็นได้ชัด พรีเมียร์ลีก ซึ่งถูกยกให้เป็นลีกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงที่สุด มีตัวแทนในรอบชิงเพียง 13 คน ขณะที่ลีกเอิงมี 5 คน กัลโช เซเรีย อา 3 คน และลีกอื่น ๆ รวมกันเพียงหลักหน่วยเท่านั้น

หากมองจากมุมนี้ จะเห็นว่าความสำเร็จของลาลีกาไม่ได้เกิดจากการมีทีมยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ทีม แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบฟุตบอลทั้งลีกที่สามารถดึงดูดและพัฒนาผู้เล่นระดับโลกได้พร้อมกัน

ความเข้มข้นทางแท็กติก การฝึกฝนด้านเทคนิค และวัฒนธรรมการครองบอลที่เป็นเอกลักษณ์ ยังคงทำให้ฟุตบอลสเปนเป็นโรงเรียนลูกหนังที่นักเตะชั้นนำจากทั่วโลกต้องการเข้ามาเรียนรู้

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้เปรียบเสมือน “การพบกันของสองโรงเรียนฟุตบอลที่เรียนอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน”

เพราะแม้สเปนจะเป็นทีมที่เติบโตจากระบบฟุตบอลของตัวเอง แต่อาร์เจนตินาก็มีแกนหลักจำนวนมากที่เล่นอยู่ในลาลีกาเช่นกัน

ฮูเลียน อัลวาเรซ, ติอาโก อัลเมดา หรือจูเลียโน ซิเมโอเน รวมถึงนักเตะอีกหลายคน ต่างคุ้นเคยกับจังหวะการเล่น ความเร็ว และแท็กติกของฟุตบอลสเปนเป็นอย่างดี

นั่นทำให้เกมนี้ไม่ใช่แค่การดวลกันของสองทีมชาติ แต่ยังเป็นการปะทะกันของนักเตะที่ต่างได้รับอิทธิพลจากปรัชญาฟุตบอลในลีกเดียวกัน จนหลายจังหวะอาจตัดสินกันที่รายละเอียดเล็ก ๆ มากกว่าความสามารถเฉพาะตัว

ในอีกด้านหนึ่ง รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ยังเป็นบทพิสูจน์ว่า “อำนาจ” ของลีกฟุตบอลกับ “อำนาจ” ของทีมชาติ ไม่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป

หลายปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกครองความนิยมในเชิงธุรกิจ ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก และสร้างรายได้สูงสุด แต่เมื่อต้องวัดกันบนเวทีฟุตบอลโลก ลีกที่ส่งผู้เล่นเข้าสู่เกมสุดท้ายมากที่สุดกลับเป็นลาลีกา

นั่นสะท้อนว่าความสำเร็จของลีกฟุตบอลไม่ได้วัดจากรายได้หรือจำนวนผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากคุณภาพของนักเตะที่สามารถสร้างผลกระทบในรายการระดับชาติ ซึ่งเป็นเวทีที่รวมผู้เล่นที่ดีที่สุดจากทุกลีกมาดวลกันโดยตรง

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือความสำเร็จของฟุตบอลสเปนในภาพรวม หากสเปนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ จะเป็นการต่อยอดจากแชมป์ยูโร 2024 และแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงปี 2023 ทำให้สหพันธ์ฟุตบอลสเปนเข้าใกล้การสร้างยุคทองครั้งใหม่ทั้งในระดับชายและหญิง

ขณะที่หากอาร์เจนตินาเป็นฝ่ายป้องกันแชมป์โลกได้สำเร็จ ก็จะยิ่งตอกย้ำว่า ลาลีกาไม่ได้สร้างเฉพาะนักเตะสเปน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยยกระดับผู้เล่นระดับโลกจากทุกทวีปให้พร้อมสำหรับเวทีสูงสุดเช่นกัน

ไม่ว่าถ้วยแชมป์จะเดินทางไปที่มาดริด บาร์เซโลนา หรือบัวโนสไอเรส ผู้ชนะอีกฝ่ายหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงก็คือ ลาลีกา สเปน

ท้ายที่สุด ฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ได้จบลงเพียงด้วยการประกาศว่าใครคือแชมป์โลก แต่ยังเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ลาลีกายังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของฟุตบอลระดับสูงอย่างแท้จริง

ตัวเลข 24 จาก 52 คน ไม่ใช่สถิติที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบการแข่งขัน การพัฒนาเยาวชน การลงทุน และคุณภาพของสโมสรที่สั่งสมมายาวนาน

เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นที่เมตไลฟ์ สเตเดียม จะมีเพียงหนึ่งชาติที่ได้ชูถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ แต่ในมุมของวงการฟุตบอลสโมสร ลาลีกาได้ประกาศชัยชนะของตัวเองไปตั้งแต่ก่อนเกมเริ่มแล้ว

เพราะเกือบครึ่งหนึ่งของนักเตะในนัดชิงฟุตบอลโลก ต่างมี “บ้าน” อยู่บนผืนแผ่นดินสเปน

ภาพ: Visionhaus / Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...