THAICID ปั้น Smart Water รับโลกเดือด วางรากฐานความมั่นคงน้ำไทย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดถี่ขึ้น ควบคู่กับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้“น้ำ” ก้าวจากทรัพยากรธรรมชาติสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากพลังงานหรือระบบโลจิสติกส์
โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ แต่ต้องบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รองรับทั้ง การอุปโภคบริโภค รักษาสิ่งแวดล้อม การเกษตร อุตสาหกรรมและอื่นๆ รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี
เบื้องหลังการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านนี้ คือ คณะกรรมการด้านชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านชลประทานของไทยกับเครือข่ายนานาชาติ เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
THAICID เวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่ไทย
นายรสุ สืบสหการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน ในฐานะเลขานุการคณะทำงานด้านวิชาการ THAICID เปิดเผยว่า THAICID เป็นผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (ICID) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านชลประทานระดับโลก
บทบาทของ THAICID ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับต่างประเทศ แต่ยังเป็นเวทีกลางที่รวบรวมหน่วยงานด้านน้ำ นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชนและมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำของไทย
แม้ก่อตั้งมากว่า 76 ปี แต่ THAICID เริ่มมีบทบาทโดดเด่นต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมชลประทานโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับรางวัล WatSav สาขา นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำ จาก ICID ชื่อผลงาน การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เวทีวิชาการต่อยอดสู่นวัตกรรมใช้ได้จริง
หนึ่งในภารกิจสำคัญของ THAICID คือการจัดประชุมวิชาการประจำปี เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนนำเสนอผลงาน ก่อนต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ ภายใต้ชื่องาน THAICID-NWIKS
สำหรับการประชุมปี 2569 เวที THAICID-NWIKS มีทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ด้านแบบจำลองการไหลของน้ำ การพยากรณ์น้ำท่วม และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำสมัยใหม่ ควบคู่กับการถ่ายทอดประสบการณ์จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่างานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้
ทำนาเปียกสลับแห้ง เพิ่มผลผลิต-ลดโลกร้อน
การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำองค์ความรู้มาสร้างประโยชน์ในภาคเกษตร โดยเปลี่ยนจากการขังน้ำไว้ตลอดฤดูเพาะปลูก มาเป็นการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว ช่วยประหยัดน้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และเพิ่มผลผลิต
นายรสุกล่าวว่า ปีนี้ยกตัวอย่างพื้นที่นำร่องในเขตสำนักงานชลประทานที่ 10 (จังหวัดลพบุรีและสระบุรี) มีผลผลิตเพิ่มจากประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000-1,100 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมลดต้นทุนการใช้น้ำ และเปิดโอกาสสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต แม้ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
“สิ่งที่เกษตรกรให้ความสำคัญคือผลผลิตและรายได้ เมื่อเห็นว่าทำแล้วได้ผลจริง มีเพื่อนเกษตรกรประสบความสำเร็จ และมั่นใจในระบบส่งน้ำ ก็พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต” นายรสุกล่าว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า THAICID-NWIKS ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และประสบการณ์จากพื้นที่จริง ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของระบบชลประทานในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มผลผลิตหรือประหยัดน้ำ แต่คือการบริหารทรัพยากรน้ำให้รองรับทั้งความผันผวนของสภาพอากาศและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งกำลังผลักดันให้การจัดการน้ำต้องก้าวสู่รูปแบบที่แม่นยำและชาญฉลาดยิ่งกว่าเดิม
โลกเดือดบีบชลประทานปรับเกม
นายรสุ กล่าวว่า ความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำแล้งหรือน้ำท่วม แต่คือการรับมือกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ที่ทำให้เหตุการณ์สุดขั้วเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ข้อมูลวิจัยในหลายพื้นที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าว เช่น ลุ่มน้ำกกที่พบว่าอุณหภูมิผิวพื้นเพิ่มขึ้นราว 1 องศาเซลเซียสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อรูปแบบฝน ปริมาณน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่
ดังนั้น ระบบชลประทานไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบ “ตั้งรับ” ไปสู่ “การบริหารเชิงรุกที่มีความยืดหยุ่น” โดยใช้แบบจำลองทางอุทกวิทยา การพยากรณ์อากาศ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยปรับแผนการกักเก็บและระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มากกว่าการอาศัยข้อมูลสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียว
ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่
อีกโจทย์สำคัญ คือการเปลี่ยนบทบาทของน้ำ จากปัจจัยการผลิตหลักของภาคเกษตร ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่
นายรสุ กล่าวว่า การขยายตัวของ Data Center, AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบสนับสนุนและระบบหล่อเย็น ขณะที่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม ชุมชน และระบบนิเวศ ยังคงมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ดังนั้นโจทย์ในอนาคตไม่ใช่แค่มีน้ำพอใช้ แต่ต้องจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำแต่ละภาคส่วน
แนวทางบริหารจัดการน้ำในอนาคตจึงต้องเพิ่มมิติด้านเทคโนโลยีเข้าไปในระบบจัดสรรน้ำ จากเดิมที่มี 4 มิติ ได้แก่ อุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำรูปแบบใหม่จากเศรษฐกิจดิจิทัล