โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

THAICID ปั้น Smart Water รับโลกเดือด วางรากฐานความมั่นคงน้ำไทย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดถี่ขึ้น ควบคู่กับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังทำให้“น้ำ” ก้าวจากทรัพยากรธรรมชาติสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากพลังงานหรือระบบโลจิสติกส์

โจทย์ของประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ แต่ต้องบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รองรับทั้ง การอุปโภคบริโภค รักษาสิ่งแวดล้อม การเกษตร อุตสาหกรรมและอื่นๆ รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี

เบื้องหลังการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านนี้ คือ คณะกรรมการด้านชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านชลประทานของไทยกับเครือข่ายนานาชาติ เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

THAICID เวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่ไทย

นายรสุ สืบสหการ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน ในฐานะเลขานุการคณะทำงานด้านวิชาการ THAICID เปิดเผยว่า THAICID เป็นผู้แทนประเทศไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (ICID) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านชลประทานระดับโลก

บทบาทของ THAICID ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับต่างประเทศ แต่ยังเป็นเวทีกลางที่รวบรวมหน่วยงานด้านน้ำ นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชนและมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำของไทย

แม้ก่อตั้งมากว่า 76 ปี แต่ THAICID เริ่มมีบทบาทโดดเด่นต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมชลประทานโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับรางวัล WatSav สาขา นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำ จาก ICID ชื่อผลงาน การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เวทีวิชาการต่อยอดสู่นวัตกรรมใช้ได้จริง

หนึ่งในภารกิจสำคัญของ THAICID คือการจัดประชุมวิชาการประจำปี เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนนำเสนอผลงาน ก่อนต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ ภายใต้ชื่องาน THAICID-NWIKS

สำหรับการประชุมปี 2569 เวที THAICID-NWIKS มีทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ด้านแบบจำลองการไหลของน้ำ การพยากรณ์น้ำท่วม และเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำสมัยใหม่ ควบคู่กับการถ่ายทอดประสบการณ์จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่างานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้

ทำนาเปียกสลับแห้ง เพิ่มผลผลิต-ลดโลกร้อน

การทำนาแบบเปียกสลับแห้งเป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำองค์ความรู้มาสร้างประโยชน์ในภาคเกษตร โดยเปลี่ยนจากการขังน้ำไว้ตลอดฤดูเพาะปลูก มาเป็นการควบคุมระดับน้ำให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นข้าว ช่วยประหยัดน้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และเพิ่มผลผลิต

นายรสุกล่าวว่า ปีนี้ยกตัวอย่างพื้นที่นำร่องในเขตสำนักงานชลประทานที่ 10 (จังหวัดลพบุรีและสระบุรี) มีผลผลิตเพิ่มจากประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000-1,100 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมลดต้นทุนการใช้น้ำ และเปิดโอกาสสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต แม้ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

“สิ่งที่เกษตรกรให้ความสำคัญคือผลผลิตและรายได้ เมื่อเห็นว่าทำแล้วได้ผลจริง มีเพื่อนเกษตรกรประสบความสำเร็จ และมั่นใจในระบบส่งน้ำ ก็พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต” นายรสุกล่าว

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า THAICID-NWIKS ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และประสบการณ์จากพื้นที่จริง ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของระบบชลประทานในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มผลผลิตหรือประหยัดน้ำ แต่คือการบริหารทรัพยากรน้ำให้รองรับทั้งความผันผวนของสภาพอากาศและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งกำลังผลักดันให้การจัดการน้ำต้องก้าวสู่รูปแบบที่แม่นยำและชาญฉลาดยิ่งกว่าเดิม

โลกเดือดบีบชลประทานปรับเกม

นายรสุ กล่าวว่า ความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำแล้งหรือน้ำท่วม แต่คือการรับมือกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ ที่ทำให้เหตุการณ์สุดขั้วเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ข้อมูลวิจัยในหลายพื้นที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าว เช่น ลุ่มน้ำกกที่พบว่าอุณหภูมิผิวพื้นเพิ่มขึ้นราว 1 องศาเซลเซียสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อรูปแบบฝน ปริมาณน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่

ดังนั้น ระบบชลประทานไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบ “ตั้งรับ” ไปสู่ “การบริหารเชิงรุกที่มีความยืดหยุ่น” โดยใช้แบบจำลองทางอุทกวิทยา การพยากรณ์อากาศ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยปรับแผนการกักเก็บและระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มากกว่าการอาศัยข้อมูลสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียว

ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่

อีกโจทย์สำคัญ คือการเปลี่ยนบทบาทของน้ำ จากปัจจัยการผลิตหลักของภาคเกษตร ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่

นายรสุ กล่าวว่า การขยายตัวของ Data Center, AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบสนับสนุนและระบบหล่อเย็น ขณะที่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม ชุมชน และระบบนิเวศ ยังคงมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ดังนั้นโจทย์ในอนาคตไม่ใช่แค่มีน้ำพอใช้ แต่ต้องจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำแต่ละภาคส่วน

แนวทางบริหารจัดการน้ำในอนาคตจึงต้องเพิ่มมิติด้านเทคโนโลยีเข้าไปในระบบจัดสรรน้ำ จากเดิมที่มี 4 มิติ ได้แก่ อุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำรูปแบบใหม่จากเศรษฐกิจดิจิทัล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...