บทบาทสถาบันการศึกษาและแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปต่อองค์กร “นาฬิกาทราย” ในยุค AI
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสนทนากับคนทำงานรุ่นใหม่ผ่านเวที Hope Club พื้นที่แลกเปลี่ยนเรื่องที่เป็นประเด็นต่างๆ ในสังคมไทย โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 และในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ความกังวลจากแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์นตลาดแรงงานมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ทำให้การว่างงานของเด็กจบใหม่อยู่ในระดับสูง คนรุ่นใหม่อยู่ในสภาพไร้ที่ยืนในตลาดแรงงาน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรมีโครงสร้างคล้ายรูปพีระมิด ฐานกว้างคือบัณฑิตจบใหม่ ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่ได้รับมอบหมายมักมีลักษณะขั้นตอนและรูปแบบที่ชัดเจน ทว่า นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานคาดการณ์ว่า การมาของ AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างฐานขององค์กรให้แคบลง จนพีระมิดกลับหัวกลายเป็นรูปเพชร ทำให้การเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนหนุ่มสาวเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผมมองการเปลี่ยนแปลงนี้ต่างออกไป
องค์กรรูปนาฬิกาทราย
ผมมองว่าส่วนขององค์กรที่กำลังเผชิญแรงกดดันมากที่สุดไม่ใช่ฐาน หากแต่เป็นช่วงกลาง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หน้าที่ของผู้จัดการคืออยู่ระหว่างคนที่ลงมือทำงานกับคนที่กำหนดทิศทาง คอยส่งต่อข้อมูลระหว่างกัน วันนี้ AI ทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นได้มากขึ้น ดังนั้น ส่วนกลางขององค์กรจึงจะแคบลง และคนในส่วนนั้นจะขยับขึ้นสู่บทบาทผู้นำ หรือขยับออกไปสู่บทบาทผู้เชี่ยวชาญ (Domain expert) ดังนั้น แนวทางการบริหารทรัพยากรมมนุษย์ในองค์ก็มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะเหมือน "นาฬิกาทราย" ด้านบนคือ ผู้นำอาวุโสที่มากด้วยประสบการณ์ มีวิจารณญาณและมุมมองเชิงกลยุทธ์ ส่วนฐานกว้างด้านล่าง จะเป็นพื้นที่ทำงานของคนรุ่นใหม่ ผู้ที่เติบโตมาพร้อม AI ซึ่งเราต้องการฐานนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อทำงานประจำที่เทคโนโลยีทำแทนได้ เพราะวันนี้ AI ได้รุกคืบขยายขอบเขตความสามารถในการทำงานพื้นฐานมากขึ้น ดังนั้น ทักษะที่องค์กรต้องการโดยพื้นฐาน ก็คือ การรู้ว่าควรถามอะไร และการมองออกเมื่อคำตอบนั้นผิดพลาด คนรุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้มาตั้งแต่ในโรงเรียนมักทำสิ่งนี้ได้โดยสัญชาตญาณ นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นคนกลุ่มเดียวในองค์กรที่มองบริษัทผ่านสายตาของลูกค้ารุ่นถัดไปได้อย่างชัดเจนมากกว่า ด้วยค่านิยมและประสบการณ์ใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ หนึ่งในมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ในวงสนทนาคือ การที่เขาเปรียบเทียบ AI ผ่านบทบาทของ "ซูเปอร์คาร์" ฝนกรณีการทำงานในสายผู้เชี่ยวชาญ รถที่ช้าย่อมจำกัดระยะทางของคุณ แต่รถเร็วจะพาคุณไปได้ไกลและเร็วกว่าเดิม จนถึงจุดหมายที่ครั้งหนึ่งดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เขามองว่า AI ไม่ได้จะเข้ามาแทนความสามารถของมนุษย์ ในทางกลับกัน AI จะเข้ามาขยายศักยภาพให้กว้างออกไปอีกด้วย
คำแนะนำของผมต่อคนรุ่นใหม่คือ จงเรียนรู้ที่จะขับรถเร็วคันนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าใช้ AI เพื่อทำให้งานน้อยลง แต่จงใช้มันเพื่อเปิดประสบการณ์ให้มากขึ้น
เรียนรู้ที่จะขับเคลื่อน
รถที่มีกำลังเครื่องยนต์ดีย่อมเสริมให้คนขับขับได้เร็วขึ้น แต่การขับให้ดีต้องเริ่มจากการรู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปไหน และควรขับอย่างไรถึงจะปลอดภัย ซึ่งสนามทดสอบกับบนท้องถนนจริงนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ที่โรงเรียน โจทย์มักถูกส่งมาให้แล้ว แต่ในโลกการทำงานจริงนั้นไม่ใช่ เพราะงานที่แท้จริงคือ “การกำหนดกรอบปัญหา” หรือการนิยามว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนและไร้โครงสร้าง
ยังมีอีกทัศนะหนึ่งจากน้องในวงสนทนาที่น่าสนใจ เธอบอกว่า การ “เก่งทางวิชาการ” ไม่ได้ทำให้เรา “เก่งในวิชาชีพ” โดยอัตโนมัติ และนั่นสะท้อนถึงสิ่งที่ฐานขององค์กรรูปนาฬิกาทรายต้องการท นั่นคือ ความกระหายที่จะเรียนรู้และความสามารถในการปรับตัวมีความหมายมากกว่าผลการเรียนในกระดาษ
การขับขี่ที่ดี ไม่ใช่แค่รู้ทิศทาง แต่ต้องถึงปลายทางอย่างปลอดภัยด้วย และนั่นคือ "วิจารณญาณของมนุษย์" (Human Judgement) เพราะรถคันนี้ไม่มีสิ่งนั้น แม้ AI อาจชนะปรมาจารย์หมากรุกได้ แต่ก็อาจจะยังผิดพลาดกับงานพื้นฐานบางอย่าง เช่น การอ่านนาฬิกาเข็ม ที่สำคัญ AI ยังมีแนวโน้มจะเห็นด้วยกับผู้ถาม (sycophancy) สร้างคำตอบที่ดูเหมือนผู้ถามอยากได้ มากกว่าคำตอบที่ผู้ถามจำเป็นต้องได้ "ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์" จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้น เราในฐานะผู้กระทำต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ
นี่คือเหตุผลที่ทักษะ soft skills จึงเป็นสกุลเงินที่แข็งที่สุดในองค์กรรูปนาฬิกาทราย ซึ่งน้องคนหนึ่งในวงสนทนาได้ยกตัวอย่างที่สะท้อนมิติของความเป็นมนุษย์ได้ชัดเจนผ่านกรณี “ศิลปะแห่งการทูต” เขาบอกว่างานด้านการทูตต้องสามารถเชื่อมโยงเป็น หาจุดร่วมได้ อ่านบรรยากาศในห้องได้ รวมถึงการเข้าใจผู้คนอย่างลึกซึ้ง และนั่นกลายเป็นจุดแข็ง ที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ได้ วุฒิการศึกษาอาจทำให้คุณออกตัวได้ดีกว่าในทักษะเชิงเทคนิค แต่การสื่อสาร การนำเสนอ และภาวะผู้นำ จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะไปได้ไกลเพียงใด
บทบาทมหาวิทยาลัยต่อองค์กรนาฬิกาทราย
หากช่วงกลางแคบลง โครงสร้างและเส้นทางอาชีพแตกออกเป็นหลายทาง การศึกษาในรูปแบบปัจจุบันที่สิ้นสุดที่ใบปริญญาจึงไม่ตอบสนองต่อพลวัตทางสังคมและการปรับรูปของตลาดแรงงาน ผมรู้สึกยินดีที่ได้ฟังรัฐมนตรีกล่าวที่ Hope Club โดยมีใจความว่า การเรียนรู้ต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนจากการบรรยายทางเดียว ไปสู่การเป็นพื้นที่ปฏิบัติจริง เป็นศูนย์บ่มเพาะที่มอบทักษะ เครือข่าย และความมั่นใจในการสร้างสิ่งใหม่ให้แก่นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าพื้นเพของพวกเขาจะเป็นเช่นไร
ผมเห็นว่าเส้นทางอาชีพของรัฐมนตรีเองก็สะท้อนประเด็นนี้ได้ชัดเจน เขาเปลี่ยนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยสู่นักการเมืองเมื่ออายุ 46 ปี และพร้อมรับความเสี่ยงที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ นี่คือกรอบคิดที่องค์กรรูปนาฬิกาทรายต้องการ นอกจากนี้ ผมยังมองว่า คนรุ่นใหม่อย่าเพิ่งจำกัดตัวเองที่จะเชี่ยวชาญเฉพาะทางเร็วเกินไป เรียนรู้เรื่องต่างๆ ให้กว้าง สร้างเครือข่ายให้หลากหลาย และเปิดใจต่อการเปลี่ยนทิศทางเมื่อตลาดเปลี่ยนไป คิดเสมอว่าชีวิตคือ การเรียนรู้ เรียน ทำงาน กลับไปเรียน และกลับมาทำงานอีกครั้ง
การทำงานภายใต้พลวัตแห่งความเปลี่ยนแปลง จึงไม่อาจขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Work-Life Balance ที่วัดเป็นจำนวนชั่วโมงได้ แต่มาตรวัดที่ดีควรขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ซึ่งน้องคนหนึ่งใน Hope Club กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายว่า "พลังงานก็เหมือนแบตเตอรี่ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ชาร์จอย่างไร แต่ยังรวมถึงเราใช้พลังงานนั้นไปกับอะไรด้วย"
ความเหนื่อยมีหลายรูปแบบ การเหนื่อยจากงานที่เรารักอาจเป็นเรื่องดีต่อใจ แต่การหมดพลังจากงานที่เราไม่ชอบ อาจส่งผลเสียได้ในระยะยาว
เพราะเช่นนั้น ผมจึงแนะนำ Mirror Test มองตัวเองในกระจกตอนเช้า และอีกครั้งในตอนกลางคืน แล้วถามตัวเองสองข้อว่า ผมภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่หรือไม่? ผมมีความสุขหรือไม่? หากคำตอบคือไม่ จงเคารพตัวเองมากพอที่จะเปลี่ยนแปลง คุณมีทางเลือก และคาดหวังความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นธรรมกับคนในที่ทำงาน
ของขวัญจากความกังวล
คำแนะนำสุดท้ายของผมคือ อย่าหนีความไม่แน่นอน ความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อเริ่มสิ่งใหม่ มีบทบาทใหม่ ในสภาพแวดล้อมใหม่ ความรู้สึกกังวล ความไม่สบายใจนั้น มันไม่ใช่สัญญาณเตือน แต่หากเป็นของขวัญที่ดีที่สุด เพราะการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย คือ ต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเราสบายเกินไป ความคิดก็ไม่ถูกลับให้คม มนุษย์เราต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เครื่องมือที่เรายังไม่รู้จัก เซย์เยสกับภารกิจมราได้รับมอบหมายแม้เราจะไม่พร้อม เพราะนั่นคืออีกวิธีการเรียนรู้หนึ่ง
ผมมีความหวังเป็นอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์ขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวที่ไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีปิดกั้น จงใช้รถเร็วให้เป็น บริหารแบตเตอรี่ของคุณ และอย่าหยุดเรียนรู้ องค์กรรูปนาฬิกาทรายตั้งอยู่บนฐาน และฐานนั้นก็คือคุณ จงนำความคล่องแคล่วในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ พร้อมวิจารณญาณ และความเข้าใจผู้คนมาใช้ เพราะคุณจะไม่เพียงรับมือกับยุค AI ได้เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้กำหนดยุคสมัย"
ซิกเว่ เบรกเก้
ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)