โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไทยผงาดผู้นำ ‘การแพทย์จีโนมิกส์แห่งเอเชีย’ เปิดให้ใช้ 'ฐานข้อมูลพันธุกรรม'วิจัยต่อยอด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สวรส. พร้อมภาคีเครือข่ายประกาศความสำเร็จโครงการ Genomics Thailand ระยะที่ 1 หลังถอดรหัสพันธุกรรมคนไทยครบ 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ พบตำแหน่งยีนจำเพาะถึง 122 ล้านตำแหน่ง พร้อมเปิดให้นักวิจัยยื่นขอเข้าใช้งานฐานข้อมูลผ่านระบบ Trusted Research Environment (TRE) ที่ได้มาตรฐาน ISO 27001 เพื่อต่อยอดการรักษาเชิงแม่นยำ พัฒนายา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ ควบคู่กับการเตรียมเสนอ ครม. เดินหน้าเฟส 2 ถอดรหัสเพิ่มอีก 200,000 ราย ตอกย้ำศักยภาพไทยในฐานะผู้นำด้านการแพทย์จีโนมิกส์แห่งภูมิภาคเอเชีย

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำชั้นนำของประเทศ แถลงข่าว “ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) ระยะที่ 1 เสร็จสมบูรณ์”

และเปิดให้นักวิจัยทั่วประเทศเข้าใช้งานอย่างเป็นทางการ ผ่านระบบสภาพแวดล้อมการวิจัยที่เชื่อถือได้ หรือ Trusted Research Environment ตามมาตรฐานสากล เพื่อต่อยอดงานวิจัยด้านการแพทย์ ในการนำเทคโนโลยีจีโนมิกส์มาวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาผู้ป่วย

ลงทุนวิจัยจีโนมิกส์ ฟันเฟืองเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวถึงภาพใหญ่ของประเทศว่า การลงทุนวิจัยด้านจีโนมิกส์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่เป็นฟันเฟืองที่เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของประเทศ

ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(กองทุน ววน.) พร้อมสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบสูงเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลพันธุกรรมคนไทยเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพของชาติในระยะยาว

เปิดให้นักวิจัยเข้าถึง “ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทย”

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ผู้กล่าวว่า กล่าวว่า ฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยเป็นผลจากการลงทุนต่อเนื่องของภาครัฐ ผ่านการถอดรหัสพันธุกรรมคนไทยครบ 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(โรค NCDs )โรคติดเชื้อ และเภสัชพันธุศาสตร์ ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 41 แห่งทั่วประเทศ และค้นพบตำแหน่งพันธุกรรมที่จำเพาะในคนไทยกว่า 122 ล้านตำแหน่งที่ไม่พบในกลุ่มประชากรอื่นของโลก ขณะนี้ฐานข้อมูลพร้อมเปิดให้นักวิจัยที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาการเข้าถึงข้อมูลของ สวรส. เข้าใช้งานได้แล้วในระบบที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

“นี่คือการลงทุนของรัฐที่คืนกำไรกลับสู่ประชาชนโดยตรง เพราะข้อมูลนี้เป็นของคนไทย เพื่อคนไทย และเพื่อให้ระบบสุขภาพของประเทศแม่นยำขึ้นในทุกมิติ เบื้องต้นยังคงเปิดให้หน่วยงานภาครัฐเข้าถึงข้อมูลนี้ก่อน” นพ.ศุภกิจ กล่าว

ไม่ปิดโอกาสภาคเอกชนเข้าถึงฐานข้อมูล

สำหรับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงฐานข้อมูลพันธุกรรมนี้ เพื่อนำไปต่อยอดในการวิจัยและพัฒนายาชนิดใหม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เนื่องจากโครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยงบประมาณลงทุนจากภาครัฐทั้งหมด กฎเกณฑ์เบื้องต้นจึงต้องแยกแยะระหว่าง "ประโยชน์สาธารณะ" และ "ผลประโยชน์เชิงธุรกิจ" อย่างชัดเจน โดยบริษัทเอกชนที่นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางการค้าจะต้องร่วมจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าถึงข้อมูล (Data Access Fee) เพื่อนำเงินรายได้กลับคืนมาสมทบและพัฒนากองทุนจีโนมิกส์ของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แนวทางปฏิบัตินี้เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูง ซึ่งคณะทำงานและสถาบันผู้ให้ทุนวิจัยกำลังปรึกษาหารือร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เช่น กรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อวางกรอบกติกาที่โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นการแบ่งปันข้อมูลเพื่อการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมสุขภาพอย่างไร้ขีดจำกัดเพื่อมวลมนุษยชาติ

รอเดินหน้าต่อระยะที่ 2 อีก 2 แสนราย

นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ Genomic Thailand กำลังก้าวเข้าสู่การดำเนินงานในระยะที่ 2 (Phase 2) อยู่ระหว่างการจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ ซึ่งจะเป็นการถอดรหัสพันธุกรรม 2 แสนราย ยังคงเน้นการศึกษาใน 5 กลุ่มโรคหลักเดิม แต่จะมีความละเอียด ลึกซึ้ง และกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยในเฟส 2 จะไม่มีการจำกัดเทคโนโลยีอยู่เพียงแพลตฟอร์มเดียว แต่จะเลือกใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายตามความเหมาะสมและความคุ้มค่าของประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น การเลือกใช้เทคนิค Microarray ร่วมด้วย เพื่อให้ได้ปริมาณข้อมูลจำนวนมากในราคาที่ถูกลง

ขนาดจัดเก็บข้อมูลพันธุกรรมอันดับ1 อาเซียน

ในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศ ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุลทางการแพทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ข้อมูลสารพันธุกรรมของมนุษย์แต่ละคนมีขนาดใหญ่มากถึง 100 กิกะไบต์ (GB) ซึ่งไม่สามารถประมวลผลด้วยโปรแกรมสำนักงานทั่วไปอย่าง Excel ได้ สวทช. ร่วมกับภาคีเครือข่ายได้พัฒนาซอฟต์แวร์ประมวลผลระดับชาติและโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่

“ปัจจุบันประเทศไทยมีขีดความสามารถในขนาดของการจัดเก็บข้อมูลพันธุกรรมสูงถึง 30-32 เทราไบต์ (TB) ซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังสร้าง Catalog / Yellow Pages เพื่อระบุตำแหน่งของรหัสพันธุกรรมได้อย่างรวดเร็ว” ดร.ศิษเฎศกล่าว

ระบบ Trusted Research Environment ของไทยผ่านมาตรฐาน ISO 27001 โดยนักวิจัยที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ข้อมูลพันธุกรรม จะวิเคราะห์ข้อมูลได้เฉพาะภายในระบบ ไม่สามารถดาวน์โหลดข้อมูลดิบออกไปได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ UK Biobank ของสหราชอาณาจักรใช้ เพื่อเปิดให้นักวิจัยทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลอาสาสมัครกว่า 500,000 รายอย่างปลอดภัย ซึ่งการออกแบบระบบตามมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลพันธุกรรมคนไทยจะถูกใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของข้อมูล และความเป็นส่วนตัวของอาสาสมัคร

“จะไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าใช้ฐานข้อมูลในลักษณะปัจเจกบุคคล (Individual) แต่กำหนดให้ผู้เข้าใช้งานต้องเป็นนักวิจัยที่มีหน่วยงานต้นสังกัดรับรองอย่างเป็นทางการเท่านั้น เพื่อให้สามารถติดตามและควบคุมความรับผิดชอบร่วมกันได้ในกรณีที่เกิดความเสียหาย” ดร.ศิษเฎศ กล่าว

ไทยผู้นำการแพทย์จีโนมิกส์เอเชีย

ดร.ศิษเฎศ กล่าวอีกว่า แม้สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ ต่างมีฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับชาติขนาดใหญ่ของตนเอง แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างและไม่เป็นรองใคร คือ ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ขั้นตอนการเก็บข้อมูลเพื่องานวิจัย แต่สามารถนำผลวิจัยไปใช้จริงในทางคลินิกจนถึงมือผู้ป่วยแล้ว ผ่านห้องตรวจในโรงพยาบาลทั่วประเทศ และการผลักดันให้การตรวจคัดกรองยีนมะเร็ง BRCA1/2 เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

“เป็นสิ่งที่หลายประเทศที่มีฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่กว่าไทยยังทำไม่ได้ ตอกย้ำว่าประเทศไทย คือ หนึ่งในผู้นำด้านการแพทย์จีโนมิกส์และการแพทย์แม่นยำของภูมิภาคเอเชีย ที่นำงานวิจัยไปสู่การรักษาผู้ป่วยจริงได้เร็ว และเป็นประโยชน์มากที่สุด”ดร.ศิษเฎศกล่าว

พิจารณาคำขอใช้ข้อมูลแล้ว 50 โครงการ

ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ สวรส. กล่าวว่า กรอบหลักเกณฑ์การจัดระเบียบสิทธิ์เข้าใช้ฐานข้อมูลจีโนมนั้น หากเป็นนักวิจัยที่สังกัดหน่วยงานภาครัฐจะสามารถยื่นคำขอเพื่อเข้าใช้งานวิจัยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โครงการทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตาม พรบ. PDPA และต้องปกป้องข้อมูลของอาสาสมัครผู้ร่วมบริจาคข้อมูลอย่างรัดกุมที่สุด มาตรฐานการกลั่นกรองคำขอจึงถูกกำหนดไว้อย่างเข้มงวด ได้แก่

1.ผู้ยื่นขอต้องระบุสังกัดและมีตัวตนจริงเพื่อความรับผิดชอบ

2.ผู้เข้าใช้ต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

และ3.ต้องผ่านการพิจารณาวัตถุประสงค์ เจตนาของงานวิจัย กรอบเวลาใช้งาน และผลลัพธ์ของงานวิจัยอย่างละเอียด

ทั้งนี้มี “คณะกรรมการ DAC" (Data Access Committee) ทำหน้าที่พิจารณาคำขอใช้ข้อมูล เพื่อสกัดกั้นวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันได้มีการพิจารณาและอนุมัติโครงการวิจัยให้เข้าใช้ข้อมูลไปแล้วเกือบ 50 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย และโรงเรียนแพทย์ต่างๆ

เนื่องจากมีความต้องการข้อมูลจีโนมไปศึกษาวิจัยและต่อยอด เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางคลินิก ชุดตรวจโรค หรือตัวยาใหม่ๆ สอดรับกับเป้าหมายร่วมของ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มองว่าวิทยาการแพทย์แม่นยำและการบริการทางการแพทย์ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีมูลค่าสูงของไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...