"จีน" ฝ่ากีดกันสหรัฐฯ เร่งเกมชิงผู้นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
สื่อต่างประเทศรายงานว่า งาน World Robot Conference ซึ่งจัดขึ้นในกรุงปักกิ่ง กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีน จากการนำมาใช้จัดแสดงเพื่อมุ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจ ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ที่กว้างมากขึ้น
งานในปีนี้มีบริษัทหุ่นยนต์จีนมากกว่า 300 รายเข้าร่วมและนำผลิตภัณฑ์กว่า 2,000 รายการมาจัดแสดง รวมทั้งมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากกว่า 150 รายการ
ปัจจุบัน หุ่นยนต์จีนถูกนำไปทดสอบและใช้งานมากขึ้น ในภาคโลจิสติกส์ การผลิต และการบริการ ซึ่งภายในงาน ยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตจีนกำลังเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมจริงมากขึ้น เช่น DexForce ที่สาธิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังหยิบโทรศัพท์มือถือใส่กล่องบนสายการประกอบ ซึ่ง Nicole Yang เจ้าหน้าที่ของ DexForce กล่าวว่า หุ่นยนต์ดังกล่าวถูกนำไปใช้งานตั้งแต่ต้นปีที่โรงงานของ Lens Technology บริษัทผู้ผลิตหน้าจอสัมผัสและชิ้นส่วนอื่น ๆ ให้กับ Apple และ Huawei โดยหุ่นยนต์สามารถทำงานด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร พร้อมตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดได้
ส่วน Lumos Robotics ได้นำหุ่นยนต์มาใช้งาน ทำให้กระบวนการประกอบโมดูลสำคัญภายในโรงงานเป็นระบบอัตโนมัติ และมีแผนนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้เพิ่มเติมในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย
และ X Square Robot ที่มุ่งพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับงานบ้าน กำลังพยายามก้าวข้ามการทดลองใช้งานในระยะสั้น ไปสู่การใช้งานที่นานขึ้น โดยปัจจุบันการใช้งานต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดอยู่ที่ 1 เดือน นอกจากนี้ บริษัทกำลังทดสอบหุ่นยนต์ในบ้านหลายร้อยครัวเรือน ก่อนทยอยนำออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ภายในปีหน้า
ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่เป็นหุ่นยนต์สี่ขา หรือ สุนัขหุ่นยนต์ รวมถึงอินเวอร์เตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศรุ่นใหม่ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมาตรการดังกล่าวถูกมองว่ามุ่งเป้าไปที่จีนเป็นหลัก
หน่วยงานสหรัฐฯ ระบุว่า หุ่นยนต์ขั้นสูงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และความมั่นคงแห่งชาติในด้านอื่น ๆ ขณะที่มาตรการดังกล่าวยังเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทจีนที่ต้องการขยายตลาดในสหรัฐฯ อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากต่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นแหล่งเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมจีน และจะเป็นอีกหนึ่งเวทีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ
หลังความสำเร็จของ Unitree ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขา ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดรายหนึ่งของจีน โดยราคาหุ้นของบริษัทฯ พุ่งขึ้นเกือบ 6 เท่าในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะที่การเสนอขายหุ้น IPO ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนรายย่อย จนมีคำสั่งจองซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้มากกว่า 8,000 เท่า
นั่นทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์หลายรายเริ่มพิจารณาการเข้าสู่ตลาดทุน เช่น Lumos Robotics และ AiMOGA Robotics ซึ่งเป็นธุรกิจหุ่นยนต์ของ Chery Automobile ต่างก็เปิดเผยกับ รอยเตอร์ส บอกว่า กำลังพิจารณาแนวทางการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
สำหรับบริษัท Unitree เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลังนำหุ่นยนต์ขึ้นแสดงในงานต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ด้วยการแสดงเต้นที่มีท่วงท่าคล่องตัวและทันสมัย ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทหุ่นยนต์ที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ ภายใต้เป้าหมายผลักดันประเทศขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและจำนวนแรงงานลดลง รัฐบาลจีนได้ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากให้กับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยมองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจเป็นอุตสาหกรรมสำคัญลำดับถัดไป และเป็นหนึ่งในแนวหน้าของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีในอนาคต
การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ยังอาจช่วยยกระดับสถานะของจีนในการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นกับสหรัฐฯ ทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง
ปัจจุบัน Unitree ส่งมอบหุ่นยนต์สองขาไปแล้วราว 18,000 ตัวทั่วโลก ณ เดือนกรกฎาคม 2026 ขณะที่บริษัทกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้าน เอไอ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมจริงได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์จาก Counterpoint Research เตือนว่า จุดแข็งของ Unitree ในปัจจุบันยังมาจากความสามารถด้านฮาร์ดแวร์และการควบคุมการเคลื่อนไหวเป็นหลัก ขณะที่บริษัทยังจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา embodied AI ซึ่งเปรียบเสมือน สมอง ของหุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ดีขึ้น
ซึ่งบริษัทฯ กำลังเดินหน้าแก้โจทย์ดังกล่าว โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับ Nvidia เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน
ล่าสุด Wang Xingxing ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Unitree ให้มุมมองต่ออุตสาหกรรมว่า กำลังเข้าใกล้ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ซึ่งจะทำให้สามารถนำหุ่นยนต์ไปไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย และให้หุ่นยนต์ทำงานส่วนใหญ่ได้ผ่านคำสั่งเสียงหรือข้อความง่าย ๆ ได้
โดยหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นหุ่นยนต์ถูกนำเข้าไปในบ้านที่ไม่คุ้นเคย และสามารถทำงานได้ประมาณร้อยละ 80 ผ่านคำสั่งเสียงหรือข้อความ และนั่น จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะก้าวเข้าสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของซอฟต์แวร์หุ่นยนต์อาจเกิดขึ้นภายในอีก 2–3 ปีข้างหน้า หากการพัฒนาเป็นไปในกรณีที่ดีที่สุด แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น อาจต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี จึงจะเห็นความก้าวหน้าดังกล่าวอย่างชัดเจน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง