โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รมว.คลังสหรัฐ เพิ่มซื้อคืนบอนด์เท่าตัว สกัดยีลด์พุ่ง นักเศรษฐศาสตร์เตือนเสี่ยงขวางเฟดสู้เงินเฟ้อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สก็อตต์ เบสเซนต์” เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวจาก 2 พันล้านเป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ กดบอนด์ยีลด์ 10 ปีจากจุดสูงสุด 4.74% ขณะที่ตลาดจับตาคลังโยกการกู้เงินสู่หนี้ระยะสั้น หวั่นกระตุ้นเงินเฟ้อและเพิ่มแรงกดดันต่อเฟดในการกำหนดดอกเบี้ย

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 05.02 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าความพยายามครั้งสำคัญในการสกัดการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นจนสร้างแรงกดดันต่อทั้งครัวเรือน ภาคธุรกิจ ตลาดหุ้น และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจทำให้ภารกิจควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ซับซ้อนยิ่งขึ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันพุธ (19 ส.ค.) ว่า จะเพิ่มวงเงินสูงสุดในการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ โดยการประกาศดังกล่าวช่วยหยุดแรงเทขายในตลาดพันธบัตรที่ผลักดันบอนด์ยีลด์ขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

แม้ขนาดของโครงการซื้อคืนจะถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับมูลค่าหนี้รัฐบาลทั้งหมด แต่ตลาดจำนวนไม่น้อยมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญของความพยายามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องของเบสเซนต์ในการกด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีและพันธบัตรระยะยาวอื่น ๆ ให้ลดลง

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนในตลาดพันธบัตรเตือนว่า นโยบายดังกล่าวอาจมีผลข้างเคียง ทั้งการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจนทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ยากขึ้น และทำให้ต้นทุนทางการเงินของหนี้รัฐบาลที่ถือโดยสาธารณะราว 32.2 ล้านล้านดอลลาร์ มีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแรงกดดันที่มีต่อความเป็นอิสระของ Fed หากนโยบายการเงินถูกคาดหวังให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเป้าหมายทางการคลังของรัฐบาล

โจเซฟ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM US กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังค่อย ๆ เข้าใกล้จุดที่แรงผลักดันทางการเมืองอาจทำให้ธนาคารกลางถูกเรียกร้องให้ สนับสนุนเป้าหมายทางการคลังของรัฐบาล

ประเด็นดังกล่าวยิ่งได้รับความสนใจ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้อง Fed อย่างต่อเนื่องให้ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนในการบริหารหนี้รัฐบาล ขณะที่การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางมีแนวโน้มแตะ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ตามประมาณการของสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO)

กระทรวงการคลังระบุว่า โครงการซื้อคืนพันธบัตรมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด โดยเฉพาะพันธบัตรบางรุ่นที่มีการซื้อขายลดลง หลังพันธบัตรรุ่นใหม่ถูกออกมาทดแทน

โดยทั่วไป พันธบัตรรัฐบาลที่ออกใหม่จะมีสภาพคล่องสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและกลายเป็นพันธบัตรรุ่นเก่า หรือที่เรียกว่า Off-the-run Securities ปริมาณการซื้อขายอาจลดลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีที่ออกในเดือนพฤษภาคม 2020 ซึ่งปัจจุบันเหลืออายุประมาณ 24 ปี มีราคาซื้อขายในวันพุธอยู่ที่เพียงประมาณ 45 เซนต์ต่อมูลค่าหน้าตั๋ว 1 ดอลลาร์

การซื้อพันธบัตรเหล่านี้ออกจากตลาดสามารถช่วยปลดพื้นที่ในงบดุลของสถาบันการเงิน ทำให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่ที่มีสภาพคล่องสูงกว่า และอาจช่วยสร้างแรงกดดันให้บอนด์ยีลด์ลดลง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของกระทรวงการคลัง ไม่เหมือนกับมาตรการ Quantitative Easing (QE) ของ Fed เพราะไม่ได้เป็นการสร้างเงินใหม่เพื่อซื้อพันธบัตร และไม่ได้ทำให้หนี้รัฐบาลหายไป

บริจ คูรานา ผู้จัดการพอร์ตตราสารหนี้ของ Wellington อธิบายว่า Fed สามารถสร้างเงินและนำไปซื้อสินทรัพย์ได้ แต่กระทรวงการคลังไม่มีความสามารถดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องหาเงินมารองรับการซื้อคืน เช่น ผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น หรือ Treasury Bills เพิ่มเติม

จุดที่สร้างข้อถกเถียงคือ ตลาดคาดว่ากระทรวงการคลังอาจไม่ได้ออกพันธบัตรระยะยาวชุดใหม่มาทดแทนพันธบัตรระยะยาวที่ซื้อคืน แต่จะเพิ่มการออก T-Bills หรือพันธบัตรระยะสั้นแทน หากเป็นเช่นนั้น จะเท่ากับเป็นการปรับโครงสร้างอายุหนี้ของรัฐบาล และอาจมีผลต่อรูปร่างของ Yield Curve

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังไม่ได้ระบุในประกาศว่าจะจัดหาเงินสำหรับโครงการซื้อคืนด้วยวิธีใด

หลังการประกาศซื้อคืนพันธบัตร ตลาดตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยแรงเทขายพันธบัตรพลิกกลับ ขณะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง

นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเกือบ 0.70 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือ 70 Basis Points และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดล่าสุดที่ 4.74% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นมาอยู่บริเวณ 6.75%

หลังข่าวมาตรการซื้อคืนของกระทรวงการคลัง บอนด์ยีลด์ 10 ปีร่วงลงต่ำสุดที่ 4.63% ก่อนปิดวันที่ประมาณ 4.65%

ทั้งนี้การเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรไม่ใช่มาตรการแรกที่เบสเซนต์ใช้ ซึ่งมีผลช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาว

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม เบสเซนต์ใช้เงินของกระทรวงการคลังเข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุน เงินเยนของญี่ปุ่น แต่เลือกขายเงินยูโรแทนเงินดอลลาร์ พร้อมเรียกร้องให้ Fed ขยายกลไกที่จะเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืม แทนที่จะต้องเทขายพันธบัตรเพื่อหาเงินสำหรับแทรกแซงค่าเงิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม กระทรวงการคลังประกาศว่าจะยังคงให้น้ำหนักกับการออก หนี้ระยะสั้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

ปัจจุบัน T-Bills คิดเป็นประมาณ 22.2% ของหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่คงค้างทั้งหมด สูงกว่าระดับประมาณ 20% ที่คณะกรรมการที่ปรึกษาการกู้ยืมของกระทรวงการคลัง (Treasury Borrowing Advisory Committee: TBAC) เคยแนะนำไว้

ประเด็นนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากในปี 2024 เบสเซนต์เคยวิจารณ์เจเน็ต เยลเลน อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ใช้นโยบายออก T-Bills ในสัดส่วนสูง โดยมองว่าเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดเพื่อกดต้นทุนจากการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล

TBAC เองเคยเตือนว่า โครงการซื้อคืนพันธบัตรควรใช้เพื่อแก้ปัญหา สภาพคล่องของตลาด ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอายุหนี้ของรัฐบาลหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

การเพิ่มสัดส่วนหนี้ระยะสั้นอาจช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมในบางช่วง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อรัฐบาล เนื่องจากหนี้ระยะสั้นต้องถูกรีไฟแนนซ์บ่อยกว่า ทำให้ภาระดอกเบี้ยมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้น

ข้อมูลจาก CBO ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จ่ายดอกเบี้ยสุทธิไปแล้ว 963 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 15% ของรายจ่ายภาครัฐ

ดังนั้น หาก Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ การเพิ่มสัดส่วนหนี้ระยะสั้นของกระทรวงการคลังอาจย้อนกลับมาทำให้ ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง การพยายามกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจทำให้เงินเฟ้อเหนียวแน่นมากขึ้น และท้ายที่สุดบังคับให้ Fed ต้องรักษาดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าเดิม

หลังประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตร ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวลดลงเกือบ 0.8% ในวันพุธ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านราคาสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังอาจสร้างโจทย์ยากให้กับเควิน วอร์ช ประธาน Fed ซึ่งต้องการใช้สัญญาณจากตลาดพันธบัตรเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความเข้มงวดของภาวะการเงิน

ในการแถลงข่าวหลังการประชุมวันที่ 29 กรกฎาคม วอร์ชแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ Fed มานานกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณว่า การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวอาจช่วยทำหน้าที่คุมเข้มภาวะการเงินแทน Fed ไปบางส่วนแล้ว

ดังนั้น หากกระทรวงการคลังเข้าแทรกแซงเพื่อลดบอนด์ยีลด์อย่างต่อเนื่อง สัญญาณราคาจากตลาดพันธบัตรที่ Fed ใช้ประกอบการตัดสินใจอาจถูกบิดเบือน และทำให้การกำหนดนโยบายการเงินซับซ้อนขึ้น

วอร์ชมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมประจำปีของธนาคารกลางทั่วโลกที่ Jackson Hole รัฐไวโอมิง ในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดจะจับตาว่าเขาจะส่งสัญญาณอย่างไรเกี่ยวกับเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายของ Fed กับกระทรวงการคลัง

บรูซูเอลาสเตือนว่า หาก Fed เผชิญแรงกดดันระยะยาวให้ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงการคลังมากขึ้น อาจนำไปสู่ ความผิดพลาดเชิงนโยบายครั้งใหญ่ในระยะยาว ได้

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...