โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Gen Y กำลังจะเป็นรุ่นที่ร่ำรวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Wealth Me Up

อัพเดต 02 ธ.ค. 2567 เวลา 13.51 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

…รู้หรือไม่? โลกกำลังอยู่ในช่วงเวลา ‘การส่งต่อความมั่งคั่ง’ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือ ‘The Great Wealth Transfer’

…คนรุ่น Millennials หรือ Gen Y จะกลายเป็นรุ่นที่ ‘ร่ำรวย’ ที่สุด! เท่าที่เคยมีมา

…ความมั่งคั่งมหาศาล ที่กำลังค่อยๆ ถูกส่งต่อ จะกระทบเราอย่างไร?

…ภาพการลงทุนในอนาคตจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?

The Great Wealth Transfer คืออะไร?

แปลตรงตัวเลยคือ ช่วงส่งผ่านความมั่งคั่งครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากรุ่น Baby Boomer ไปสู่ Gen X และ Gen Y หรือกลุ่ม Millennials ซึ่งเรื่องนี้กำลังเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และแหล่งที่มาของความมั่งคั่งมหาศาลที่กำลังจะถูกส่งต่อก็คือ ‘มรดก’ นั่นเอง

Bank of America บอกว่าปัจจุบัน คนรุ่น Baby Boomer ซึ่งมีอายุระหว่าง 70-78 ปี เป็นกลุ่มที่ถือครองความมั่งคั่งมากที่สุดประมาณ 62% รองลงมาคือกลุ่ม Gen X ประมาณ 20% และกลุ่ม Millennials ประมาณ 9% แต่หลังจากที่ความมั่งคั่งค่อยๆ เปลี่ยนมือ จะทำให้กลุ่ม Millennials ร่ำรวยขึ้นถึง 5 เท่า ภายในปี 2030

คน Gen Y จะเป็น Generation ที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์

จากการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาอย่างCerulli Associates คาดว่าในอีกราว2 ทศวรรษ หรืออีก20 ปีข้างหน้า เฉพาะในสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว จะมีการส่งต่อความมั่งคั่งคิดเป็นมูลค่ารวมกันมากถึง84 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนนี้คาดว่าจะตกถึงมือของทายาทประมาณ72 ล้านล้านดอลลาร์ และอีก12 ล้านล้านดอลลาร์ จะถูกบริจาคให้กับการกุศล

Cerulli Associates ได้ประเมินไว้ในเบื้องต้นว่ามูลค่าของมรดกที่จะถูกส่งต่อ ส่วนมากจะไปอยู่ที่ Gen X และกลุ่ม Millennials หรือ Gen Y ซึ่งแต่ละรุ่นจะได้รับมรดกประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงปี 2045 โดยจะไปอยู่ที่ Gen X ราว 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ, Millennials 27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ, Gen Z 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Baby Boomer ด้วยกันเอง 4 ล้านล้านดอลลารสหรัฐ

และแม้ว่า Gen X จะได้รับมรดกมากกว่ากลุ่ม Millennials เล็กน้อย แต่ก็มีการคาดการ์ว่ากลุ่ม Millennials จะมีความมั่งคั่งแซงหน้า Gen X ได้ก่อนปี 2040 ด้วยมูลค่าความมั่งคั่งที่ได้รับการส่งต่อ บวกกับการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ จึงมีโอกาสที่จะทำให้พวกเขากลายเป็น Generation ที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยมีมาอีกด้วย

เมื่อความมั่งคั่งเปลี่ยนมือ กระแสเงินลงทุนจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา คนรุ่น Baby Boomer อาจจะเป็นรุ่นที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ เนื่องจากตลาดหุ้นและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น เงินลงทุน 100 ดอลลาร์ในกองทุนดัชนี S&P 500 ในปี 1980 จะมีมูลค่ามากกว่า 12,000 ดอลลาร์ ในปัจจุบัน ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 120 เท่า มูลค่าบ้านก็เพิ่มขึ้นเกือบ 300% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ดังนั้น สำหรับชาวอเมริกันที่มีอายุมากที่สามารถลงทุนและซื้อบ้านได้ในช่วงอายุ 20 ปี หรือ 30 ปี จะได้รับผลตอบแทนมหาศาล

Ken Costa ผู้เขียนหนังสือ "The 100 Trillion Dollar Wealth Transfer" กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างคนรุ่นก่อนและคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะในมุมของความคิดที่เกิดขึ้นในระยะหลัง จะส่งผลกระทบต่อระบบทุนนิยมและเศรษฐกิจโดยภาพรวม

อย่างเรื่องของการลงทุน นักลงทุนรุ่นใหม่ไม่เชื่อมั่นเท่ากับในอดีตว่าการลงทุนด้วยวิธีการดั้งเดิม ที่ประกอบไปด้วย หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ จะให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยได้ คนรุ่นใหม่เปิดรับเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ รวมถึงการลงทุนทางเลือกมากขึ้น

ในระหว่างที่การสั่งต่อความมั่งคั่งครั้งใหญ่นี้กำลังดำเนินไป แต่ละ Generation ต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทายาทรุ่นหลังก็รู้ว่าพวกเขาอาจต้องปรับเปลี่ยนและจัดสรรความมั่งคั่งใหม่เพื่อสืบทอดมรดกของครอบครัว โดยเฉพาะการมุ่งหาโอกาสและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญในปัจจุบัน เช่น เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงพลังงานสะอาด และการลงทุนที่มีผลกระทบต่อสังคม

Bank of America ได้ลองสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันจำนวน1,052 คน เมื่อปี2022 ซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกันในครอบครัวกว่า3 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ108 ล้านบาท ที่มีอายุมากกว่า21 ปีขึ้นไป ผลจากการสำรวจมีสิ่งที่น่าสนใจคือ

75% ของคนรุ่นใหม่เห็นด้วยว่า พวกเขาจะ "ไม่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย" จากหุ้นและพันธบัตรแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ในขณะที่คนรุ่นก่อนมีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่มีความคิดเห็นเดียวกันนี้

เพราะฉะนั้น หนึ่งในกุญแจหลักสู่การประสบความสำเร็จของการลงทุนในอนาคต คือการมองให้ออกว่ากระแสของเงินลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อความมั่งคั่งเปลี่ยนมือ และเงินทุนจะไหลไปอยู่จุดไหน

‘การลงทุน’ ที่คนรุ่นใหม่สนใจ

ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว สินทรัพย์หรือการลงทุนแบบไหน คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่สนใจ?

สำหรับคนรุ่นก่อนที่มีอายุมากกว่า 43 ปีขึ้นไป มักจะสนใจการลงทุนในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก แต่สำหรับรุ่นที่อายุน้อยลงมา ความสนใจในการลงทุนในหุ้นลดลง และถูกกระจายไปยัง Cryptocurrency, Private Equity, Private Debt และการลงทุนโดยตรงในบริษัทต่างๆ และยังรวมถึงการก่อตั้งบริษัทหรือแบรนด์ของตนเอง เมื่อความมั่งคั่งของพวกเขาเพิ่มขึ้นผ่านการรับมรดก

ส่วนอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก นอกจากนี้สิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Sustainable ที่จะกลายมาเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนทางเลือกอย่างงานศิลปะก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสนใจมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน

สุดท้ายการสร้างความมั่งคั่ง จะกลับมาสู่ ‘สูตรสำเร็จ’ ?

แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่จะส่งผลกระทบต่อตลาดมากน้อยเพียงใด แต่ความเต็มใจของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่จะผลักดันให้มีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นนั้น อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Lauren Sanfilippo, Senior investment strategist, Chief Investment Office ของ Bank of America เชื่อว่า ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะสนใจในความยั่งยืนและการลงทุนทางเลือก แต่ในท้ายที่สุดแล้วนักลงทุนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็จะกลับมาสู่สูตรสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่งจากมรดกที่ได้รับ

หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พวกเขาจะกลับมาสู่สมการของหุ้นและพันธบัตรในฐานะการจัดสรรพอร์ตการลงทุนพื้นฐาน เพราะหลักการลงทุนเหล่านี้ผ่านการทดลองและพิสูจน์มาแล้วว่าใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเรื่องของการจัดสรรพอร์ตลงทุน การกระจายความเสี่ยง เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลา และเป้าหมายระยะยาว สามารถใช้ได้ผลเสมอ ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไรก็ตาม

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...