โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมไทยถึงเลือกรถ EV จีนแล้วทิ้งรถญี่ปุ่น ความเห็นจากเรื่อง "เสียงเครื่องยนต์กำลังหายจากประเทศไทย"

The Better

อัพเดต 03 ม.ค. 2568 เวลา 05.39 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2568 เวลา 04.50 น. • THE BETTER

สำนักข่าว Nikkei Asia เผยรายงานเชิงสารคดีเรื่อง The sound of engines vanishing in Thailand (เสียงเครื่องยนต์กำลังหายจากประเทศไทย) โดยรายงานการเข้ามาแทนที่ของรถ EV แทนที่รถยนต์ของบริษัทญี่ปุ่น รายงานข่าวเชิงสารคดีนี้ระบุว่า ครังหนึ่งประเทศไทยเคยมีฉายาว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” เพราะผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น "เป็นผู้มีส่วนรับผิดชอบหลักในการช่วยให้ประเทศไทยได้รับฉายาดังกล่าว" แต่บริษัทรถญี่ปุ่นกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญในขณะนี้ เนื่องจาก BYD และแบรนด์จีนอีก 19 แบรนด์ได้นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ของผู้บุกเบิกชาวญี่ปุ่นลดลง และแย่งชิงพนักงานขายและพนักงานโรงงานไป

การมาถึงของบริษัทจีนดังกล่าวได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยใหม่

ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นควบคุมตลาดของประเทศไทยเกือบ 90% มาเป็นเวลาครึ่งศตวรรษ ในปี 2023 บริษัทจีนอย่าง BYD ได้เริ่มการขายเต็มรูปแบบในประเทศ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก รายงานเปิดเผยสถิติว่าสัดส่วนยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นในไทยลดลงอยางต่อเนื่องในปี 2024 เหลือเพียง 76.2% จากในปี 2020 ที่อยู่ที่ 88% การลดลงของยอดขายรถญี่ปุ่นเริ่มต้นในปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่รถยนต์จากจีนเข้ามาบุกตลาดในไทยอย่างเต็มตัว

ในขณะที่ดีลเลอร์รถยนต์ในไทยก็เปลี่ยนไปขายรถยนต์ของจีนมากขึ้น ส่วนพนักงานขายรถของญี่ปุ่นในไทยก็ลดลงอย่างฮวบฮาบเกือบทั้งหมดยกเว้น Toyota ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 9.7% ส่วนที่เหลือลดลงอยางมาก คือ Isuzu ลดลง 13.6%, Honda ลดลง 20.8%, Suzuki ลดลง 40.8% , Mitsubishi ลดลง 52.9%, Mazda ลดลง 71.6% และ Nissan ลดลง 76.0%

Nikkei Asia ได้สัมภาษณ์ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์เครือสหพัฒน์ ซึ่งเชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับธุรกิจของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี โดยตอนหนึ่งประธานบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ซึ่งได้ซื้อรถ BYD มาใช้ในปี 2023 ได้กล่าวว่า "ฟังค์ชั่นของรถ EV จีนนั้นสูงมาก อัตราการเร่งความเร็วก็เร็วมาก"

และในส่วนของคำถามว่าทำไมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นถึงตามหลังในแง่ของการพัฒนา EV? บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา แสดงความเห็นว่า "ผมมองญี่ปุ่นจากหลายมุมมอง เพราะความสำเร็จของญี่ปุ่นในยุคอะนาล็อก ญี่ปุ่นไม่สามารถปรับตัวได้เร็วพอในยุคดิจิทัล จีนไม่ได้ประสบความสำเร็จในยุคอะนาล็อก จีนพยายามที่จะดิสรัปต์อุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการมาถึงของยุคดิจิทัล ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นพวกเขาไปแบบ step-by-step แล้วถ้ามันได้ผลก็จะขยับไปอีกระดับ ถ้าไม่ได้ผลก็จะชะลอลงมา ผู้ผลิตรถยนต์จีนไม่ได้ทำแบบนั้น ยุคดิจิทัลดิสรัปต์ยุคอะนาล็อก"

ที่น่าสนใจก็คือ ในส่วนของความเห็นของผู้ชมหลังจาชมรายงานขาว-สารคดีนี้ มีทั้งคนไทยและต่างชาติมาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก และสะท้อนมุมมองของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ เช่น

ความเห็นที่ชื่อ @NopWorks บอกว่า "ประโยคนี้จากวิดีโอสรุปได้ดีที่สุดในฐานะคนไทย:
“รุ่นพ่อแม่ของเราไว้วางใจในรถยนต์อย่างโตโยต้าและฮอนด้า และพวกเขาคิดและรอคอยว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะออกรถยนต์ไฟฟ้า” เราชอบรถยนต์ญี่ปุ่น รถยนต์เหล่านี้ราคาไม่แพงและน่าเชื่อถือ แต่เราก็รอคอยให้พวกเขาออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่แพงและน่าเชื่อถือเหมือนกัน เรารอไม่ได้ตลอดไป

“จริงอยู่ที่เรานำผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัยมาจำหน่าย… ผมคิดว่าลูกค้าชาวไทยอาจไม่พอใจสิ่งนี้มากขึ้น” เรื่องนี้ฟังดูหนักมาก รถยนต์ญี่ปุ่นเรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับทุกสิ่งเล็กน้อย โดยมีการตกแต่ง ระดับ และการอัปเกรดเป็นมากมายหลายรายการในขณะเดียวกัน ชาวจีนก็ใส่ทุกอย่างที่มีไปให้ ลองนึกภาพว่าต้องจ่ายเพิ่มเพียงเพื่อให้มีระบบนำทางด้วยดาวเทียม ฮอนด้าและบริษัทอื่นๆ ที่นี่ยังคงขายรถยนต์ที่มีระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ล้าสมัย ในขณะเดียวกัน (ผู้ผลิตรถ) ชาวจีนก็ให้หน้าจอขนาดใหญ่ที่สวยงามโดยไม่คิดเงินเพิ่ม

“ในขณะเดียวกัน คนรุ่นเราให้ความสำคัญกับคุณค่าของผลิตภัณฑ์มากกว่าที่มาของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นจากจีนหรือที่อื่น” ในท้ายที่สุด หากรถยนต์ดี แสดงว่าดี ฉันหวังว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจะตื่นตัวและแข่งขันกันเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าให้กับผู้บริโภค คงน่าเสียดายหากผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะหายไปจากตลาด
ความเห็นชื่อ @realmeent5919 แสดงทัศนะเป็นข้อๆ ไว้อยางน่สนใจดังนี้

"1. รถยนต์ญี่ปุ่นในตลาดไทยเป็นรุ่นอาเซียนที่มีระดับต่ำกว่ารถที่จำหน่ายในตลาดพัฒนาแล้วแต่มีราคาสูงกว่า

2. ในขณะเดียวกัน รถยนต์จีนในตลาดไทยเป็นรุ่นระดับโลกหรือได้รับการดัดแปลงเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับกฎระเบียบของไทย

3. หากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเสนอผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึง/เทียบเท่ากับรถยนต์จีน ลูกค้าชาวไทย 90% จะยังคงเลือกผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่นแม้จะมีราคาสูงกว่า 10% ก็ตาม

4. รถยนต์ไฟฟ้าจีนรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 8 ปี โดยมีอายุการใช้งาน 160,000 กม. จากหลากหลายยี่ห้อ

5. ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรอง 50% ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องกังวลเรื่องไฟดับ

6. การใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าขณะจอดรถพร้อมเครื่องยนต์ติดนั้นประหยัดมาก โดยใช้พลังงานแบตเตอรี่เพียง 1%-2% ต่อชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าฉันสามารถอยู่ในรถได้ 3 วันโดยเปิดเครื่องปรับอากาศและดู Netflix และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีการปล่อยมลพิษ

ฉันคิดว่าคนไทยหลายคนยังคงไว้วางใจผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น แต่การตอบสนองของญี่ปุ่นที่ช้ากว่า ทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะลองใช้ผลิตภัณฑ์ของจีนมากขึ้น ในที่สุด ญี่ปุ่นก็จะสูญเสียข้อได้เปรียบทั้งหมด ครอบครัวของฉันมีรถยนต์ 4 คัน (Toyota 2 คัน, Nissan 1 คัน และ BYD 1 คัน) ฉันชอบรถยนต์ญี่ปุ่น แต่ฉันชอบขับรถ EV มากกว่า คงต้องใช้เวลาอีกสองสามปีกว่าที่รถญี่ปุ่นของฉันจะถูกแทนที่ หากญี่ปุ่นไม่มีอะไรให้ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากซื้อรถยนต์จีนเพิ่ม

ความเห็นของ @jaredspencer3304 บอกว่า "เป็นสารคดีที่ยอดเยี่ยม สิ่งหนึ่งที่คุณอาจสังเกตเห็นได้คือผู้จัดการชาวไทยหลายคนในบริษัทญี่ปุ่นพูดภาษาญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยมีชื่อเสียงในด้านการกำหนดวัฒนธรรมของพนักงานอย่างเข้มงวด รวมถึงบังคับให้พวกเขาเรียนรู้และพูดภาษาญี่ปุ่น จากที่ผมได้ยินมา บริษัทจีนไม่มีความคาดหวังเช่นนั้น นอกจากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแล้ว นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พนักงานชาวไทยย้ายจากบริษัทญี่ปุ่นมาทำงานที่บริษัทจีน"

ความเห็นของ @RangKlos บอกว่า "ฉันเป็นคนไทย ตลอดชีวิตผู้ใหญ่ของฉัน ฉันเห็นบริษัทผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นคอยทำลายความไว้วางใจของลูกค้าชาวไทยราวกับว่าไม่มีวันพรุ่งนี้ น่าเสียดายที่ยังมีวันพรุ่งนี้อยู่ พรุ่งนี้เป็นของผู้ผลิตรถยนต์จีน"

ความเห็นของ @wisuwatbhosri9971 บอกว่า "ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นต้องโทษตัวเอง พวกเขาเริ่มต้นก่อน Nissan Leaf แต่ปฏิเสธที่จะผลิตในประเทศไทย และเนื่องจากความโลภเก่าๆ ที่ใช้ข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลไทยมีภาษีนำเข้ารถยนต์สูง พวกเขาจึงเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคชาวไทยด้วยราคารถยนต์หรูเท่ากับรถยนต์ทั่วไป เช่น Camry หรือ Accord มีเพียงรถบรรทุก Toyota และ Isuzu เท่านั้นที่จะอยู่รอดในประเทศไทย"

ความเห็นของ @ramadhanisme7 บอกว่า "เรียกมันว่ากรรม ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขายโลงศพแบบมีล้อราคาถูก (หรือที่เรียกว่าไม่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Ncap ของยุโรป) แต่ราคาสูงเกินจริงมาก และตอนนี้ผู้ผลิตชาวจีนขายรถที่ปลอดภัยกว่าในราคาที่ถูกกว่าโลงศพของญี่ปุ่นเสียอีก"

Photo by AFP / CHINA OUT

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...