โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิเคราะห์ 8 ประเด็นเขย่าโลกคริปโทฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 พ.ย. 2567 เวลา 16.37 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2567 เวลา 09.29 น.

Bitcoin พุ่งแรงทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) ทะลุ 81,000 ดอลลาร์ (ราคา ณ วันที่ 11 พ.ย. 2024) ประเด็นที่ถูกจับตาไม่น้อยคือนโยบายที่เกี่ยวกับ Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี่ ที่ทรัมป์ ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะทำให้อเมริกาเป็นเมืองหลวงด้านคริปโทฯ ของโลก

หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัยชนะการเลือกตั้ง ขึ้นแท่นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 47 ราคา Bitcoin ก็พุ่งแรงจนทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) ทะลุ 81,000 ดอลลาร์ (ราคา ณ วันที่ 11 พ.ย. 2024) ประเด็นที่ถูกจับตาไม่น้อยคือนโยบายที่เกี่ยวกับ Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี่ ที่ทรัมป์ ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะทำให้อเมริกาเป็นเมืองหลวงด้านคริปโทฯของโลก นอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่น ๆ เช่น การสนับสนุนให้ชาวอเมริกันทุกคน มีสิทธิในการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง และทำธุรกรรมโดยปราศจากการเฝ้าระวังและควบคุมของรัฐบาล พร้อมท่าทีต่อต้านการทำ CBDC ที่จะเป็นปิดกั้นความเป็นส่วนตัวของของประชาชนในด้านการเงิน

[caption id="attachment_139637" align="aligncenter" width="1024"]

ข้อมูลจาก Coinmarketcap.com[/caption]

ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ ยังมีแนวคิดที่จะนำ Bitcoin ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยึดได้ มาเป็นเงินทุนสำรองของประเทศ และเขาจะปลด Gary Gensler ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ทันทีที่ได้เข้ารับตำแหน่ง ด้วยเหตุผลว่า Gensler มีทัศนคติเชิงลบต่อคริปโทฯ อีกด้วย

[caption id="attachment_139645" align="aligncenter" width="1000"]

แพลตฟอร์ม World Liberty Financial ของครอบครัวทรัมป์[/caption]

นอกจากนี้ครอบครัวทรัมป์ยัง เปิดแพลตฟอร์ม DeFi ที่ชื่อว่า World Liberty Financial โดยมีลูกชายทั้ง 3 คือ เอริค ทรัมป์, โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ และแบร์รอน ทรัมป์ ทำหน้าที่เป็น Web3 Ambassador ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีตำแหน่งเป็น Chief Crypto Advocate และยังมาพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน คริปโทฯ และ Bitcoin อีกหลายคน ถือเป็นการตอกย้ำได้อย่างชัดเจนว่า การกลับเข้าทำเนียบขาวของทรัมป์ครั้งนี้ ต้องการเป็นมิตรกับอุตสาหกรรมคริปโทฯ อย่างแท้จริง

เพื่อให้สามารถมองเห็นแนวโน้มอุตสาหกรรมคริปโทฯ หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ การเงินธนาคาร ได้รวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน ที่มีต่อนโยบายและคำมั่นสัญญาที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยหาเสียงเอาไว้ แบ่งเป็นประเด็นสำคัญทั้งหมด 8 เรื่อง ดังนี้

1. ทำให้อเมริกากลายเป็นประเทศศูนย์กลางของโลกคริปโทฯ และจะทำให้การกำกับดูแลเป็นมิตรกับการทำธุรกิจด้านคริปโทฯมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในประเทศ พร้อมแสดงจุดยืนว่าต้องการจะเป็นผู้นำอย่างชัดเจน โดยไม่ยอมเป็นรองประเทศใด

[caption id="attachment_139638" align="aligncenter" width="1024"]

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล[/caption]

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ (BINANCE TH) ให้มุมมองในประเด็นนี้ว่า BINANCE TH มองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมคริปโทฯ โดยในระหว่างการหาเสียงของผู้ลงสมัครเลือกตั้ง ทรัมป์ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าหากได้รับชัยชนะ เขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงนโยบายต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลดีต่อ บิตคอยน์ และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งล่าสุดก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องนี้แล้ว จากการที่มูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุด (All Time High - ATH) ภายหลังจากที่ทรัมป์คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

มองว่าเป็นไปได้มากสำหรับนโยบายนี้ เห็นได้จากนโยบายของทรัมป์ในการขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ที่มีจุดยืนแตกต่างจากสมัยแรก ที่พรรครีพับลิกันได้รับคะแนนเสียงข้างมากในวุฒิสภา และมีแนวโน้มสูงที่จะรวมสภาผู้แทนราษฎรด้วย นอกจากนี้ อีลอน มัสก์ และ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ ที่เป็นผู้หนุนการหาเสียงของทรัมป์ ต่างสนับสนุนในเรื่อง Bitcoin อย่างมาก ดังนั้นทาง BINANCE TH จึงคิดว่านโยบายนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

“ถ้าหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ อย่างมาก เราน่าจะได้เห็นสหรัฐฯ เดินหน้าสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมอีกครั้ง ภายหลังจากที่บริษัทในสหรัฐฯ หลายแห่งย้ายออกไปตั้งบริษัทที่ต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยเงินลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและการสนับสนุนในกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เพิ่มมากขึ้น”

BINANCE TH เชื่อว่าอุตสาหกรรมคริปโทฯจะเติบโตอย่างมากหลังจากนี้ นอกจากนี้ การประกาศของทรัมป์ที่จะสนับสนุนในด้านคริปโทฯยังอาจส่งผลกระทบทางอ้อมอีกด้วย โดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะดำเนินตามเพื่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการดำเนินการนโยบายด้านคริปโทฯ แต่สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมได้รับการยอมรับในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูต่อไปว่าปัญหาเร่งด่วนที่ชาวอเมริกันคาดหวังให้ทรัมป์เข้ามาแก้ไข อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ วิกฤติผู้อพยพทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นปัญหาขั้นแรกที่ทรัมป์จะเข้ามาจัดการแก้ปัญหาก่อน จึงจำเป็นต้องจับตารอการเข้ามาดูแลจัดการในนโยบายด้าน Bitcoin อีกครั้ง

ท้ายสุดแล้ว การจัดการแก้ไขปัญหาคริปโทฯมีความซับซ้อนอย่างมาก และการร่างกฎหมายก็จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เห็นได้จากหนึ่งตัวอย่างสำคัญ คือ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบผ่าน การร่างกฎหมาย FIT21 เป็นที่เรียบร้อย และกำลังรอวุฒิสภาพิจารณา ซึ่งหากทรัมป์ต้องการร่างกฎหมายฉบับใหม่ทั้งหมด จำเป็นจะต้องยืดเวลาออกไปอีก

2. ต่อต้านสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) เพราะต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวในการใช้จ่ายของชาวอเมริกัน

[caption id="attachment_139639" align="aligncenter" width="1024"]

นายสัญชัย ปอปลี[/caption]

นายสัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ให้มุมมองต่อประเด็นนี้ว่า อเมริกาเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพมาก การออกและบังคับใช้ CBDC เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอเมริกันในแง่มุมหนึ่ง ซึ่งมีทั้งคนที่ยอมรับและไม่ยอมรับ โดยคนที่ไม่ยอมรับก็จะมองว่า CBDC มารุกล้ำความเป็นส่วนตัวเพราะธนาคารกลางจะรู้เห็นทุกธุรกรรมของทุกคน ไม่ว่าจะที่ไหน เวลาไหน เงินจำนวนเท่าไหร่ ในขณะที่เงินสดมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า

และเมื่อ CBDC มีความเป็นดิจิทัลที่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้เงินได้ง่ายมากขึ้น หรืออาจมีการใช้ควบคุมผู้เห็นต่างทางการเมืองได้ การที่ทรัมป์ไม่สนับสนุน CBDC นั้นยิ่งได้ใจชาวคริปโทฯ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบ Bitcoin เพราะแสดงถึงความเข้าใจว่าทำไม CBDC ถึงเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Bitcoiner ไม่ชอบ

และด้วยคุณสมบัติของ Bitcoin ยังเป็นเงินที่ไม่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว เพราะไม่มีตัวกลางที่จะคอยควบคุมเงินของใครเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนธนาคารกลางที่ควบคุม CBDC นอกจากนี้ยังมีนโยบายการเงินคงที่ คาดเดาได้ มีความเป็นส่วนตัวเพราะการโอนเงินให้กันสองคนผ่าน Bitcoin นั้นจะรู้กันแค่สองคน โดยมีความเป็นส่วนตัวเทียบเท่าเงินสดในปัจจุบัน ทำให้ Bitcoin จึงได้ชื่อว่า peer to peer electronic “cash”

“การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนับสนุน CBDC ไม่มีผลกระทบด้านลบอะไรกับอุตสาหกรรมคริปโทฯ ในทางกลับกันยิ่งดูเป็นผลบวกมากกว่า เพราะทำให้ทรัมป์ดูเป็นคนที่เข้าใจคริปโทฯ และอยากผลักดันนโยบายที่เคยพูดไว้จริง ๆ ซึ่งนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทรัมป์ได้คะแนนเสียงกว่า 10% ของประชากรที่เป็นชาวคริปโทฯ จนคว้าชัยชนะอย่างขาดลอยได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้”

3. ผ่อนคลายข้อจำกัดและกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนให้เกิดการขุด Bitcoin ในสหรัฐฯ

[caption id="attachment_139640" align="aligncenter" width="667"]

นายพิริยะ สัมพันธารักษ์[/caption]

นายพิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไรท์ชิฟท์ จำกัด และกรรมการบริหาร บริษัท โฉลก ดอท คอม จำกัด ให้ความเห็นว่า การที่โดนัลด์ ทรัมป์ หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาหาเสียง เป็นการพูดภายใต้บริบทของการที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี โจ ไบเดน โจมตีวงการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Bitcoin และ USDT อย่างรุนแรง และยังมีความพยายามจะปิดกั้นการที่ผู้คนจะเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ที่ตัวเอง แม้ว่ากฎหมายเหล่านี้จะไม่ผ่านสภาออกมา แต่ก็แสดงให้เห็นว่า มีความพยายามที่จะผลักดันการควบคุม สอดส่อง สอดแนม และสกัดกั้นผู้คนไม่ให้เข้ามาในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่าย

วันที่โดนัลด์ ทรัมป์ ปราศรัยที่งาน Bitcoin conference ที่เมืองแนชวิลล์ นั้นมีประเด็นตรงที่ ทั้งโจ ไบเดน และ คามาลา แฮร์ริส ต้องการทำให้การถือคีย์เพื่อเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ พร้อมแนะนำว่าให้ฝากสินทรัพย์ดิจิทัลไว้กับผู้ที่มีใบอนุญาตเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลแทน เพราะกระเป๋าที่สร้างขึ้นเองเหล่านี้ไม่ได้ถูกจดทะเบียน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งการหาเสียงของทรัมป์วันนั้นคือการประกาศว่า “เขาจะปกป้องสิทธิของชาวอเมริกัน ในการเป็นเจ้าของและเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตัวเอง”

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการตั้ง Bitcoin Strategic Reserve ที่สหรัฐฯประกาศว่าจะไม่ขาย Bitcoin ทั้งหมดที่มีอยู่ และจะเก็บเพิ่มจนกว่าจะครบ 1 ล้าน BTC ภายในปี 2028 ซึ่งมีการร่างกฎหมายออกมาแล้ว โดย วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ Cynthia Lummis ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสามารถผ่านกฎหมายนี้ภายใต้การทำงานของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับประเด็นการสนับสนุนธุรกิจขุด บิตคอยน์ ในสหรัฐฯนั้น นายพิริยะ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันผู้ขุด Bitcoin ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯอยู่แล้ว หลังจากที่ประเทศจีนประกาศแบนการขุดคริปโทฯในปี 2021-2022 ทำให้นักขุดส่วนใหญ่ต้องย้ายที่ตั้งไปในหลายประเทศ ซึ่งหลายรายมาตั้งอยู่ที่อเมริกา เช่น รัฐเท็กซัส ที่มีนโยบายเอื้อต่อธุรกิจขุดคริปโทฯ ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็มองเห็นจุดนี้ จึงประกาศว่าจะปกป้องสิทธิในการขุด บิตคอยน์ ซึ่งสวนทางกันรัฐบาลโจ ไบเดน ที่มองว่า ถ้านำไฟฟ้าไปขุด บิตคอยน์ จะเก็บภาษีค่าไฟเพิ่มในอัตราพิเศษ จนหลายฝ่ายมองว่าไม่ยุติธรรมนัก

“ถ้าเชื่อว่า Bitcoin หรือธุรกิจคริปโทฯจะมา คำถามคือ ทำไมอเมริกาถึงจะไม่เป็นผู้นำ ผมมองว่านี่คือแนวคิดของคนที่ชูนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First) ถ้าโลกจะหมุนไปทางไหน อเมริกาต้องเป็นผู้นำ ซึ่งมองว่านโยบายนี้เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา”

ส่วนการที่จะทำให้ Bitcoin made in USA นั้น ที่จริงแล้ว บิตคอยน์ ไม่ได้ถูกสร้างโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้จะมีความพยายามของเหมืองขุด บิตคอยน์ บางแห่งในอเมริกา ใส่ข้อมูลลงไปในบล็อกที่ขุดได้ว่า บล็อกนั้น made in USA แต่ก็เป็นเพียงกิมมิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะดึง บิตคอยน์ ทั้งหมดไปผลิตในอเมริกา และไม่ได้มีผลต่อราคา

การจะรวมนักขุดไปอยู่ในที่เดียวกันเยอะ ๆ นั้นเกิดขึ้นได้ หากว่าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ประเทศจีนมีเหมือง บิตคอยน์ เยอะมาก นั่นเพราะค่าไฟต่ำ แต่นั่นก็มาจากการอุดหนุนของรัฐบาลจีน ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้การขุด บิตคอยน์ ก็ถูกแบน เพราะค่าไฟที่ได้ ไม่ได้มาจากกลไกของตลาดจริง ๆ

การที่อเมริกาจะทำให้นักขุด บิตคอยน์ อยู่ในประเทศเยอะ ๆ สิ่งที่ต้องทำก็คือ กฎหมายต้องเอื้อต่อการทำเหมือง บิตคอยน์ ทั้งเรื่องภาษี สิทธิในการประกอบกิจการอย่างมั่นคง และราคาค่าไฟรวมถึงแหล่งพลังงานที่แน่นอน

ขณะเดียวกันเมื่อกำลังขุด บิตคอยน์ เข้าไปอยู่ในอเมริกาเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะผลักดันให้ค่าไฟปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากประเมินตามกลไกทางเศรษฐกิจ จึงมองว่าเป็นไปได้ยากที่กำลังการขุดทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ จะไปกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพราะแต่ละคนก็ต้องพยายามหาพื้นที่ที่ทำให้ตนเองสามารถแข่งขันได้ในตลาดเสรี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่มีค่าไฟถูกกว่าอเมริกา และมีพลังงานเหลือใช้มากกว่า เช่น ประเทศอิหร่าน ที่ปัจจุบันสั่งสมกำลังขุด บิตคอยน์ ได้ราว 4-5% ของโลก

หรือหากนักขุด บิตคอยน์ รวมตัวกันไปตั้งในอเมริกาจริง ก็มองว่าไม่มีผลกระทบอะไรกับเครือข่าย บิตคอยน์ เพราะเหมืองที่จะเปิดในอเมริกาเป็นบริษัทเอกชน รวมถึงผู้คนจำนวนมากที่เข้ามามีส่วนร่วมในเครือข่าย บิตคอยน์ แม้รัฐบาลจะสามารถใช้ข้อกฎหมายบางอย่างในการกดดันผู้ประกอบการเหล่านี้ เช่น การเซนเซอร์ธุรกรรมที่ส่งไปยังประเทศที่ถูกอเมริกาคว่ำบาตร แต่การทำเช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงระบบได้ เป็นเพียงการทำธุรกรรมบางธุรกรรมทำได้ช้ากว่าปกติ เพราะในที่สุดแล้วก็ยังมีนักขุดอีกมากอยู่นอกอเมริกาที่พร้อมจะยืนยันธุรกรรมเหล่านั้น

4. ตั้งสภาที่ปรึกษาประธานาธิปดีด้านคริปโทฯ เพื่อทำให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสม พร้อมทำให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน

[caption id="attachment_139641" align="aligncenter" width="667"]

นายนเรศ เหล่าพรรณราย[/caption]

นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันอเมริกาเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่รายเดียวที่ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่กลับมีเม็ดเงินลงทุนในตลาดนี้สูงที่สุด ดังนั้นการมีสภาที่ปรึกษาเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับชาวอเมริกันใส่เงินลงทุนเข้ามาเพิ่ม

นอกจากนี้ยังคาดว่าทรัมป์จะปลดประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ คนปัจจุบันหรืออาจลาออกเองแม้ยังเหลือวาระอีกหนึ่งปี เพราะเป็นคนของพรรคเดโมแครต โดยประธานคนปัจจุบันมีทัศนคติด้านลบต่อคริปโทฯ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดคริปโทฯ ยิ่งมีความคึกคัก ประกอบกับการคุมเสียงในสภาบนและล่างของพรรครีพับรีกัน ยิ่งทำให้การออกกฎหมายยิ่งง่ายเข้าไปอีก

“นอกจากการเปิดเสรีขุด บิตคอยน์ และการเก็บ บิตคอยน์ เป็นทุนสำรอง คาดว่าจะได้เห็นกองทุน ETF ของ Altcoin ตามมา เพราะตอนนี้มีบริษัทจัดการกองทุนที่พยายามยื่นจัดตั้งกองทุน ETF อย่าง Solana อยู่แล้วและมีความสนใจที่จะตั้ง ETF ของเหรียญอื่น ๆ เพิ่มอีก อย่างไรก็ตามการที่นักลงทุนสถาบันมีความมั่นใจในกฎระเบียบที่ชัดเจนจะผลักดันมูลค่าตลาดคริปโทฯ ให้เติบโตได้ขั้นต่ำหนึ่งเท่าตัว จากปัจจุบันประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มเป็น 4-5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง”

5. ปลด Gary Gensler ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) และจะนำคนที่มีทัศนคติเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมคริปโทฯมาทำหน้าที่แทน และจะไม่ให้การสนับสนุนคนบางกลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

[caption id="attachment_139642" align="aligncenter" width="1000"]

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน[/caption]

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน PhD in Financial Mathematics, ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษาของ Forward - Decentralized Derivatives Platform และ Forward Labs - Blockchain technology labs รวมถึงอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในงาน Bitcoin Conference 2024 โดยประกาศสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมสัญญาว่าจะปลด Gary Gensler ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง หากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ด้วยเหตุที่ Gensler มีนโยบายที่เข้มงวดต่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ เช่น การดำเนินคดีกับ Uniswap Labs, Ripple และบริษัทคริปโทฯอื่น ๆ ในข้อหาออกหลักทรัพย์ที่ไม่ได้รับอนุญาต

ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา ประธาน SEC มักจะลาออกเมื่อมีประธานาธิบดีคนใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เลือกบุคคลที่สอดคล้องกับนโยบายใหม่ ตัวอย่างเช่น Jay Clayton ซึ่งทรัมป์แต่งตั้ง ก็ลาออกก่อนที่ Joe Biden จะเข้ารับตำแหน่ง หรือ Mary Jo White ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยโอบามา ก็ลาออกก่อนที่ทรัมป์จะเข้าดำรงตำแหน่ง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า Gensler อาจพิจารณาลาออกก่อนที่ทรัมป์จะรับตำแหน่ง

สำหรับประธาน SEC คนใหม่ แน่นอนว่าจะมีนโยบายเป็นบวกต่อคริปโทฯ โดยมีผู้เข้าข่ายที่ได้รับการจับตามอง เช่น Mark Uyede ซึ่งต่อต้านกฎระเบียบคริปโทฯ ที่เข้มงวดที่ออกโดย SEC มาโดยตลอด หรือ Hester Peirce กรรมาธิการของ SEC ที่ได้รับฉายาว่า“Crypto Mom” รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ที่สนับสนุนคริปโทฯหรือมีประสบการณ์ในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

“ในอนาคตเราน่าจะได้เห็นนโยบายที่ชัดเจนและเป็นมิตรต่อสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะดึงดูดสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ และเมื่อผู้ให้นโยบายเปลี่ยน เราก็คงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนของผู้ปฏิบัติการ ที่จะลดการดำเนินคดี ฟ้องร้อง กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ด้วยเช่นกัน”

6. สนับสนุนให้สหรัฐฯถือครอง Bitcoin ไว้ในระยะยาว พร้อมตั้งข้อเสนอเก็บ Bitcoin เพิ่มให้ครบ 1 ล้าน BTC เพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์ (Bitcoin Strategic Reserve)

ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ ให้ความเห็นต่อว่า การที่ทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ มีผลทางบวกต่อตลาดคริปโทฯโดยรวมอย่างมาก เป็นที่ชัดเจนว่าตลอดวาระของทรัมป์จะไม่มีการแบน บิตคอยน์ และ“อาจจะ” มีการเก็บ บิตคอยน์ เพิ่มเพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองในเชิงกลยุทธ์ของประเทศ

“เราน่าจะเห็นการเข้ามามากขึ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้การยอมรับจากภาคนโยบายและแรงกดดันจากผู้เล่นรายใหญ่ที่ได้เข้าสู่โลกคริปโทฯแล้ว ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือการเสนอให้ Microsoft ถือ บิตคอยน์ เป็นทรัพย์สินของบริษัท ซึ่งถึงแม้ว่าคณะกรรมการจะไม่เห็นด้วย แต่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง BlackRock ก็สนับสนุนแนวคิดนี้ และถึงขั้นขู่ฟ้องหากบริษัทยังคงปฏิเสธการถือครอง บิตคอยน์ จนเสียโอกาสทางการเงินเมื่อราคาปรับขึ้น”

ทั้งนี้ BlackRock ถือหุ้นในบริษัทระดับใหญ่อยู่เกือบทุกแห่ง หากสามารถผลักดันให้ Microsoft เป็นบริษัทแรกที่ถือ บิตคอยน์ ได้สำเร็จ คาดว่าจะเกิดเอฟเฟกต์โดมิโน นำไปสู่การตัดสินใจที่คล้ายกันจากบริษัทอื่น ๆ อีกมากมาย

7. สนับสนุนให้ชาวอเมริกันทุกคน มีสิทธิในการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง

[caption id="attachment_139643" align="aligncenter" width="667"]

นายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์[/caption]

นายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไทย บิทแคสต์ จํากัด ให้ความเห็นว่า จากประเด็นการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเองที่ทางประธานาธิบดีคนล่าสุดของอเมริกาเคยประกาศไว้ ประเมินว่ามีนัยสำคัญทั้งในด้านประโยชน์และข้อควรระวัง ดังนี้ ในแง่ของประโยชน์ การถือครองด้วยตนเองก่อให้เกิดอิสรภาพทางการเงิน ความเป็นส่วนบุคคลในการทำธุรกรรม และการมีสิทธิควบคุมสินทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ และยังเป็นการลดการพึ่งพากระดานซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนที่อาจมีความเสี่ยงเชิงระบบ ตามที่เคยเห็นข่าวเรื่องของกระดานซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนต้องปิดตัวไป จากการดำเนินงานที่ผิดพลาด

อย่างไรก็การเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลก็มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะความเสี่ยงทั้งหมดเจ้าของสินทรัพย์จะต้องเป็นคนจัดการเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงในการสูญหายและการถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การขาดระบบการสำรองแล้กู้คืนที่เพียงพอ ที่สำคัญอุปสรรคสำหรับผู้ใช้รายใหม่ที่อาจยังไม่มีความเข้าใจในการเก็บ Private Key

8. การสร้างแพลตฟอร์ม DeFi World Liberty Financial ธุรกิจใหม่ของครอบครัวทรัมป์

[caption id="attachment_139644" align="aligncenter" width="1000"]

นายชานน จรัสสุทธิกุล[/caption]

นายชานน จรัสสุทธิกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ FWX แพลตฟอร์มเทรดอนุพันธ์ไร้ศูนย์กลาง และ Forward Labs สตาร์ตอัพฟินเทคด้าน Blockchain ให้ความเห็นว่า การพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ของ บิตคอยน์ เป็นผลมาจากความตื่นตัวของนักลงทุนคริปโทฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับมามีบทบาทสำคัญในแวดวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยทรัมป์ได้กล่าวในการประชุม Bitcoin Conference ว่าสหรัฐฯ ควรนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโทฯ มาใช้ให้แพร่หลาย เพื่อไม่ให้จีนขึ้นนำในตลาดนี้ พร้อมแสดงแผนที่จะทำให้อเมริกาเป็นศูนย์กลางของคริปโทฯโลก

หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เต็มไปด้วยความดุเดือด ราคาของบรรดาเหรียญในกลุ่ม DeFi เช่น Lido, Uniswap, EigenLayer และ Aave ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 20%-30% โดยหนึ่งในกระแสสำคัญที่ผลักดันคือโครงการ DeFi ใหม่ชื่อ World Liberty Financial ซึ่งก่อตั้งโดยลูกชาย 3 คนของทรัมป์และได้รับการสนับสนุนจากว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ และนักลงทุนมองว่านี่อาจเป็นโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรม DeFi

ด้วยเหตุนี้ทำให้ ราคาของ เหรียญ DeFi อย่างเช่น Lido, Uniswap, EigenLayer, Aave พากันขึ้น 20%-30% จากช่วงก่อนการเลือกตั้ง

[caption id="attachment_139634" align="aligncenter" width="1024"]

ทีมบริหารของ World Liberty Financial[/caption]

อย่างไรก็ตาม โครงการ World Liberty Financial ยังเผชิญกับความท้าทายในการระดมทุน โดยตั้งเป้าระดมทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการจัดสรรโทเคน WLFI สำหรับการขาย 63% ของจำนวนทั้งหมด แต่ขณะนี้สามารถระดมทุนได้เพียงประมาณ 5% ของเป้าหมาย โดยแผนการใช้เงินทุนระบุว่า 75% ของเงินที่ระดมทุนได้จะเข้าสู่บัญชีลูก ๆ ของทรัมป์ ซึ่งโทเคนอีก 17% จะถูกจัดสรรให้กับผู้ใช้งาน และ 20% จะมอบให้ทีมพัฒนาและดำเนินการ โดยคาดว่าแพลตฟอร์ม World Liberty Financial จะเปิดตัวบนเครือข่าย Ethereum และ Scroll

ด้านโครงสร้างแพลตฟอร์ม World Liberty Financial เน้นการให้บริการกู้ยืมเงินบนเครือข่ายบล็อกเชน Ethereum และถูกกำกับดูแลโดย SEC โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Dough Finance ซึ่งเคยประสบปัญหาถูกแฮกในเดือนกรกฎาคมปีนี้ โดย Dough Finance ถูกโจมตีด้วยวิธี Flash Loan Attack และสูญเสียเงินในแพลตฟอร์มกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ปัจจุบันโครงการ WLFI จะอยู่ในช่วงเปิดขาย Token และยังสามารถระดมทุนได้ไม่ถึง 10% ของเป้าหมาย แต่การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้ง บิตคอยน์ และ DeFi ของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุน โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรม DeFi”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ คริปโทเคอร์เรนซี ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...