เขื่อนปากแบง-เขื่อนหลวงพระบาง: การตะแบงของทุนและความบอบบางของชีวิตลุ่มน้ำโขง
1
เราล่องเรือมาถึงท่าเรือปากแบงในตอนที่แสงอาทิตย์กลายเป็นสีทองของเย็นย่ำ แบ็กแพ็กเกอร์ชาวตะวันตกหลายสิบชีวิตลงจากเรือที่เทียบท่าพร้อมกันหลายลำ ว่ากันว่าท่าเรือปากแบงคึกคักที่สุดอยู่สองช่วงเวลา คือตอนเย็นที่เรือจากโขงด้านบนเข้าฝั่งเพื่อส่งคนแวะพักค้างแรม และตอนเช้าที่เรือออกจากฝั่งเพื่อล่องโขงลงใต้
ปากแบงใน สปป.ลาว เป็นจุดแวะพักในเส้นทางล่องเรือจากห้วยทรายสู่หลวงพระบาง ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อน ถูกพูดถึงว่าเป็นโตรกผาแม่น้ำโขงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง แม้จะเป็น ‘เมืองทางผ่าน’ แต่ผู้คนจากทั่วโลกก็ตั้งใจมาที่นี่เพื่อนั่งมองพระอาทิตย์ลับขอบเขา และดูหมอกยามเช้าตอนพระอาทิตย์กระจายแสงทั่วผืนน้ำ
ตลอดสายธารแม่น้ำโขงที่ยาวกว่า 4,900 กิโลเมตร ปากแบงดำรงอยู่ตรงนี้ มีผู้คนมากมายเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงทั้งในฐานะผู้มาเยือนและใช้เป็นถิ่นอาศัย
ทั้งพวกเราและนักท่องเที่ยวที่มาถึงพร้อมกันต่างกระชับสายเป้หลังให้มั่น เดินไต่ขึ้นเนินทรายอย่างระมัดระวัง และสอดส่ายสายตาหารถจากเกสต์เฮ้าส์ที่จองไว้ มีบ้างบางคนที่เพิ่งมาจิ้มเลือกที่พักจากป้ายเอาตอนนั้น
ไม่แน่ใจว่าพวกเขารู้จักกันมาก่อนไหม แต่ทันทีที่เหล่าแบ็กแพ็กเกอร์ปีนขึ้นท้ายรถกระบะสำเร็จ พวกเขานั่งงอเข่า กอดกระเป๋า และพูดคุยกันดังระงม
“นักท่องเที่ยวฝรั่งก็เหมือนนกอพยพนะ หนีหนาวมาหาร้อน” ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ผู้ร่วมเดินทางจากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงพูดขึ้น บนท้องฟ้าไม่มีนกให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่ความสามารถในการ ‘เลือกอพยพ’ ได้ ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีกว่าถูกบังคับให้ย้าย ซึ่งดูเหมือนว่าชาวปากแบงไม่ได้มีสิทธิเลือกเช่นนั้น
ใช่ – สำหรับคนบางกลุ่ม พื้นที่ธรรมชาติที่สวยงามแห่งนี้ ถูกมองว่าเหมาะสมในการสร้างเขื่อน และนั่นหมายถึงคนริมน้ำในรัศมีใกล้เคียงเขื่อนจำเป็นต้องโยกย้ายที่อยู่อาศัย เพราะโขงกว้างใหญ่ที่ไหลแรงกำลังจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ส่วนปลาในน้ำก็อาจมึนงงกับสายน้ำที่แปรเปลี่ยนจนลืมเส้นทางวางไข่
เขื่อนที่อยู่ในแผนการก่อสร้างนี้ชื่อว่า ‘เขื่อนปากแบง’ โครงการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยที่มี กฟผ. รัฐวิสาหกิจของไทยเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า ในขณะที่ไทยมีไฟฟ้าสำรองอยู่แล้วถึง 30-40% จึงแทบไม่จำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก
การลงนามรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงมีภาระผูกพันระยะยาวกว่า 29-35 ปี นั่นหมายถึงราคาค่าไฟที่คนไทยต้องจ่าย และราคาชีวิตที่คนลุ่มน้ำโขงต้องเสียไป – คำถามคือใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้
2
ถัดขึ้นเหนือทางน้ำไปประมาณ 14 กิโลเมตร ราวสองชั่วโมงก่อนเดินทางถึงท่าเรือปากแบงด้วยอัตราความเร็วของเรือช้า มีดอนทรายตรงหัวโค้งน้ำที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ – ที่นี่มีชื่อว่า ‘ดอนเทด’ พื้นที่ที่คาดว่าจะถูกสร้างเป็นสันเขื่อนของเขื่อนปากแบง ในระดับความสูงราว 300 เมตรเทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง และจะมีความยาวสันเขื่อนราว 900 เมตร
ทั่วดอนเทดปกคลุมด้วยผืนทรายละเอียด มีต้นไคร้น้ำและต้นหว้าน้ำขึ้นอยู่ทั่ว ต้นไม้ที่ดูเล็กหรอมนี้เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งอาหาร และเป็นตัวช่วยคอยยึดดินตลิ่งเพื่อรับแรงปะทะของน้ำ
ณ ตอนนี้ดอนเทดยังดำรงอยู่ใต้แดดจ้า ตั้งอยู่ท่ามกลางแรงเสียดทานของน้ำโขง และได้รับการโอบล้อมด้วยเทือกเขา แต่หากมีการสร้างเขื่อนสำเร็จ พื้นที่ธรรมชาติอันนุ่มนวลนี้จะถูกทับทำลายด้วยวัตถุแข็งกระด้างเช่นคอนกรีต
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะปลา นกอพยพ พืชพันธุ์ หรือคนลุ่มน้ำโขงที่ลาวเท่านั้น แต่กระทบทั้งคนลุ่มโขงเชียงรายและเงินในกระเป๋าคนไทยทุกคนที่ต้องจ่ายค่าไฟด้วย – การสร้างเขื่อนมี ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ตามความหมายของทุกตัวอักษร
เขื่อนปากแบงเป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำในแม่น้ำโขงตอนล่างจำนวน 11 โครงการ (เริ่มใช้งานไปแล้วสองเขื่อนคือเขื่อนดอนสะโฮงและเขื่อนไซยะบุรี) โดยมี China Datang Oversea investment Co,Ltd และ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมลงทุนในการดำเนินโครงการฯ เขื่อนปากแบง
ตอนนี้โครงการฯ เขื่อนปากแบงผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Prior Consultation: PC) ตามระเบียบปฏิบัติไปแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง เพราะอยู่ในช่วงจัดทำรายงานผลกระทบข้ามพรมแดน ตามกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโครงการฯ ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม Team Engineering and Management Public Company Limited (TEAM GROUP) ให้จัดทำรายงานผลกระทบฯ ครั้งนี้ และหากกระบวนการนี้เสร็จสิ้นจะยังเหลือขั้นตอนการขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ของไทย
คำว่า ‘ข้ามพรมแดน’ อาจฟังดูง่ายหากเป็นการขีดเส้นบนผืนดิน แต่เมื่อเขื่อนขนาดใหญ่ตั้งกั้นแม่น้ำโขงสายหลักที่มีระบบนิเวศเป็นของตัวเองทั้งทางลึกและกว้าง ย่อมยากที่จะศึกษาผลกระทบออกมาได้ครบถ้วนตามความเป็นจริง
เขื่อนที่กั้นน้ำไว้ด้านบนกว่าพันกิโลเมตร ส่งผลต่อคนปลายน้ำอย่างรุนแรงซึมลึก อย่างที่เราเห็นผลลัพธ์จากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงของจีนที่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืช ไปจนถึงการวางไข่ของปลาในฤดูผสมพันธุ์ – ผลกระทบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สามเหลี่ยมทองคำ ลากยาวไปถึงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เวียดนาม
ชีวิตคนริมโขงสามอำเภอในเชียงรายคือ เชียงแสน เชียงของ และเวียงแก่น ผันผวนเพราะการสร้างเขื่อนในจีน ถูกกระทำซ้ำจากโขงด้านล่างเมื่อเขื่อนไซยะบุรีเปิดใช้งานในปี 2562 และยิ่งจะหนักหนาขึ้นหากมีการสร้างเขื่อนปากแบงที่อยู่ห่างจากแก่งผาได อ.เวียงแก่น เพียง 96 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่โขงไหลผ่านชายแดนไทย-ลาวช่วงแรก แล้วไหลวกเข้าในพื้นที่ลาวทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
เหตุการณ์น้ำท่วมเชียงรายในปี 2567 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง เมื่อฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องจนแม่น้ำสายหลักเต็ม น้ำไม่สามารถระบายไปตามธรรมชาติที่ควรเป็น ส่งผลให้แม่น้ำสาขาเช่นแม่น้ำอิงและแม่น้ำกกไหลลงสู่โขงไม่ได้ จนน้ำเอ่อล้นท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนี้ยังมีผลส่วนหนึ่งมาจากการถมทางน้ำและสร้างถนนเส้นใหม่ในเชียงรายด้วย
น้ำไม่มีที่ไป คนก็ไม่มีที่ไป – ในยามฝนตกทั่วฟ้า ดูเหมือนว่ามีบางคนที่ต้องเปียกปอนมากกว่าคนอื่น
หนึ่งในประเด็นน่ากังวลหากมีการสร้างเขื่อนปากแบงสำเร็จคือ ‘น้ำเท้อ’ (backwater effect) ที่อาจส่งผลกระทบมาถึงเชียงราย ซึ่งประเด็นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอธิบายกระจ่างชัดในรายงานผลกระทบข้ามพรมแดน
น้ำเท้อคือภาวะน้ำล้นจากการกักเก็บน้ำของเขื่อน เมื่อมีเขื่อนกั้นลำน้ำ น้ำที่กักไว้เหนือเขื่อนจะไหลกลับเข้ามายังพื้นที่ตอนเหนือ ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงจนไหลท่วมเข้าไปยังพื้นที่รอบข้างรวมถึงแม่น้ำสาขา โดยเขื่อนปากแบงกำหนดระดับกักเก็บน้ำไว้ที่ราว 340 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นั่นหมายความว่าพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับนี้จะถูกน้ำท่วมทั้งหมด
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เฉพาะคนริมโขงเชียงรายเท่านั้น แต่หมายถึงคนทำไร่นาที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินอีกหลายกิโลเมตรด้วย
ระบบนิเวศของแม่น้ำโขงคือสิ่งอัศจรรย์และเชื่อมโยงกันทั้งเส้น สายน้ำที่ทอดยาวจากโตรกผาหิมาลัยเปลี่ยนโฉมหน้าทุกครั้งเมื่อผ่านแผ่นดินที่แตกต่าง หากเราล่องเรือผ่านออกมาจากแก่งผาไดเข้าสู่เขตลาว ทิวทัศน์ริมน้ำโขงจะค่อยๆ เปลี่ยนทีละน้อย จากภาพอาคารบ้านเรือนและกระท่อมริมน้ำในช่วงโขงเชียงราย กลายเป็นลำน้ำคดเคี้ยวผ่านภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีหมู่บ้านบนที่ลาดเชิงเขาอยู่ประปราย ร่องรอยการใช้งานแม่น้ำและเรือกสวนไร่นาปรากฏผ่านการวางคันเบ็ดทิ้งไว้ คนออกมาร่อนทอง สวนกล้วยขนาดเล็ก แปลงปลูกถั่วดิน สัตว์หากินริมน้ำ ไปจนถึงป่าสักที่กินพื้นที่จำนวนมากของภูเขา
ช่วงโขงในพื้นที่ของลาวตอนบนเต็มไปด้วยภูเขาสูงชัน ป่าเขียวขจีเหมือนไม่เคยมีใครมาแตะต้อง แตกต่างจากช่วงโขงไทย-ลาวตรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่น้ำไหลแผ่ลงไปบนที่ราบ พื้นที่รอบข้างกลายเป็นชุมชนและแหล่งเกษตรกรรมกว้างใหญ่
“ป่าที่ยังเขียวอยู่ได้ ก็เพราะแม่น้ำไหลเข้าไป มันไม่ได้มีคุณค่าแค่ตรงสายน้ำนี้” ไพรินทร์ เสาะสาย ผู้ประสานงาน International Rivers ขยายความให้เห็นความสำคัญของระบบนิเวศแม่น้ำโขง
ช่วงโขงในแขวงอุดมไซของลาว บนพื้นที่ภูเขาสูงใหญ่ มีคนอาศัยอยู่ไม่หนาแน่น พวกเขาหากินตามลำน้ำ ปลูกพืชดำรงชีพ หลายหมู่บ้านเป็นชาวขมุ ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศลาว
“ถ้ามีการสร้างเขื่อนปากแบงสำเร็จ ตรงแถบนี้จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านที่อยู่บ้านเชิงเขาต้องย้ายออกหมด เขาต้องย้ายไปอยู่หลังเขา หลายแห่งไม่มีที่ทำกินชดเชยให้” ไพรินทร์ชี้ไปที่หมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่งตรงเชิงเขาที่มองเห็นได้จากบนเรือ เมื่อเรือแล่นเข้าสู่เมืองปากแบง แขวงอุดมไซ
เรือล่องผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า คนขับเรือผู้มีประสบการณ์ขับเรือมาเกิน 40 ปี ขับหลบแก่งหินที่จดจำได้ขึ้นใจ เทียบท่าแวะดอนเทดตอนบ่ายแก่ และล่องเรือมาถึงท่าเรือปากแบงในตอนเย็น
บนท้ายกระบะที่ขับเข้าไปในหมู่บ้านปากแบง นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสคู่หนึ่งเดินทางเที่ยวเอเชียอาคเนย์มาเกือบหนึ่งปีแล้ว พวกเขาต่างเป็น ‘คนรุ่นหลัง’ ที่เดินทางมาสัมผัสแม่น้ำโขงอันทรงเสน่ห์ หลังจากทีมสำรวจชาวฝรั่งเศสออกเดินทางบนเส้นแม่น้ำโขงอย่างบ้าคลั่งเมื่อราว 160 ปีก่อนในยุคล่าอาณานิคม และปรากฏออกมาเป็นหนังสือเรื่อง Voyage d’exploration en Indo-Chineการสำรวจครั้งนั้นเปลี่ยนแม่น้ำลึกลับที่ไม่มีคนนอกรู้จัก ให้กลายเป็นแม่น้ำขุมทรัพย์ที่ถูกรุมฉวยใช้ในนามของการพัฒนา
ค่ำคืนนั้น ปากแบงดำเนินไปด้วยแสงนีออนและเบียร์ นักท่องเที่ยวจับกลุ่มกันดื่มกิน แทงพูล และดื่มด่ำเสียงดนตรีป็อปร็อกที่ส่งตรงมาจากบ้านเกิดของพวกเขาในดินแดนเงียบงันของลุ่มน้ำโขง
3
เช้าตรู่ของปากแบง มีหมอกคลุมยอดเขาลอยเอื่อย แม่น้ำไหลแรงหายลับไปในโค้งน้ำ โทรศัพท์บอกอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส พื้นที่ที่คึกคักที่สุดในยามนี้คือตลาดกลางหมู่บ้านและร้านอาหารตลอดทางลงไปสู่ท่าเรือ มีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเริ่มเดินออกมาจากที่พัก กินข้าวเช้าเพื่อเตรียมพร้อมในการล่องเรือต่อ
ร้านอาหารตามสั่งเปิดดูข่าวช่องเจ็ดของทางฝั่งไทย เสียงผัดกระทะและกลิ่นกะเพราทำให้ความเผ็ดร้อนเติมเต็มความเย็นของอากาศ เมื่ออิ่มหนำพวกเราค่อยเดินลงไปต่อที่ท่าเรือ เจอคุณป้าในชุมชนนั่งทุบไกอยู่หน้าบ้าน คนลาวมักเอาไกมาปิ้งหรือขายเป็นแผ่นตากแห้ง ถือเป็นอีกหนึ่งอาหารยอดนิยมที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่
นอกจากนี้ ไกหรือสาหร่ายน้ำจืดเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง แต่ในหลายแห่งของโขง ไกเริ่มหายไปหรือหาได้ยากขึ้นแล้วจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ
“เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เคยเห็นผู้หญิงลาวเก็บไก เขาขายกิโลกรัมละ 20 บาท วันหนึ่งเขาขายได้ 1,000 บาท คิดดูสิ ว่าผู้หญิงแม่บ้านชาวลาวคนหนึ่งที่มีรายได้ 1,000 บาทต่อวัน ถือว่าเยอะมากนะ ในหนึ่งฤดูกาลสัก 2-3 เดือนที่เขาสามารถลงมาเก็บไกได้ แต่พอเกิดความเสียหายทางระบบนิเวศขึ้น คนพวกนี้ไม่ถูกนับว่าเขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบ แต่เขาสูญเสียรายได้ที่เคยมีจากทรัพยากรแม่น้ำโขง” เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาค International Rivers เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของไกในฐานะเครื่องมือเลี้ยงชีพของคนริมโขง
เมื่อเดินลงมาถึงท่าเรือ มีเรือจอดรอประมาณ 4-5 ลำ คุณลุงคนขับเรือของเราเตรียมพร้อมแล้วที่จะล่องเรือไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่ตั้งอยู่บนจุดตัดของแม่น้ำโขงกับแม่น้ำคาน กลายเป็นเมืองที่มีแม่น้ำสองสายและภูเขาสูงใหญ่โอบล้อม
โขงในวันนี้กับโขงอีกสิบปีข้างหน้าจะต่างกันแค่ไหนไม่รู้ แต่โขงวันนี้กับเมื่อวานยังสวยเท่ากัน
แปดโมงตรง เรือแล่นออกจากท่า ทันทีที่เรือมุ่งผ่านลมแม่น้ำ ก็เหมือนมีใครสักคนกดเปิดแอร์ อากาศเย็นเฉียบจนต้องกระชับเสื้อคลุม พวกเราทิ้งปากแบงไว้เบื้องหลัง ภาพอาคารที่ตั้งอยู่บนเนินเขาค่อยๆ หายลับไป ทิวทัศน์ข้างทางกลายเป็นภูเขาเขียวขจีไล่เรียงเป็นเส้นโค้งไม่สิ้นสุด
ล่องเรือไปไม่นานเราก็พบกับแพะภูเขากำลังยืนเล็มหญ้าอยู่บนเนิน แต่ภาพเหล่านี้อาจหายไปพร้อมการมาของเขื่อน
หลังจากทิวทัศน์รอบข้างเป็นธรรมชาติมาเกินร้อยกิโลเมตรบนเส้นทางน้ำโขงในลาว สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่พาดผ่านแม่น้ำโขงก็ปรากฏสู่สายตา นั่นคือทางรถไฟความเร็วสูงเวียงจันทน์-บ่อเต็น ไกด์นำทางชาวลาวบอกว่าตอนนี้เราเข้าสู่แขวงหลวงพระบางแล้ว
จุดนี้เป็นสัญลักษณ์ว่าเรากำลังเข้าใกล้เขื่อนหลวงพระบาง อีกหนึ่งเขื่อนที่ถูกผลักดันพร้อมๆ กับเขื่อนปากแบงและปากลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยเช่นกัน โดย กฟผ. ลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าในปี 2565 มีสัญญาซื้อขาย 35 ปี และจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตอนปี 2573 ตอนนี้ก่อสร้างไปได้ราว 30 เปอร์เซ็นต์
ในทางที่ตั้ง เขื่อนหลวงพระบางตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนปากแบง อยู่เหนือตัวเมืองหลวงพระบางมาเพียง 25 กิโลเมตร มีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนทั้งหมด 26 หมู่บ้าน ขณะที่หมู่บ้าน 6 แห่งที่อยู่ใกล้เคียงเขื่อนต้องถูกเวนคืนที่ดิน โดยทางโครงการฯ สร้างบ้านทดแทนให้ กำหนดเป็น 5 ประเภทตามขนาดบ้านเดิม ในภาพรวมมีผู้จะได้รับผลกระทบจากโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 10,000 คน ประมาณ 2,100 ครัวเรือน โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และมีรูปแบบการทำมาหากินที่แตกต่างกันไป
มีหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ก่อนถึงเขื่อนไม่ไกล เป็นชุมชน 200 หลังคาเรือน บ้านเรือนตั้งอยู่ติดกันร่มรื่น ทางเดินเล็กแคบแบ่งบ้านเป็นสัดส่วน มีทั้งบ้านปูนทั้งหลัง บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน และบ้านไม้ทั้งหลัง มีพื้นที่ลานดินหน้าบ้านกว้างขวาง
ที่ประตูบ้านของแต่ละหลังตอนนี้มีป้ายตัวอักษร LHN กับลำดับเลขติดไว้ เพื่อแสดงว่าขึ้นบัญชีย้ายไปบ้านแปลงอพยพแล้ว คุณยายในชุมชนคนหนึ่งให้ข้อมูลว่าเตรียมย้ายในปี 2568
ในช่วงบ่าย เสียงเด็กวิ่งเล่นในโรงเรียนเป็นตัวกำหนดบรรยากาศของที่นี่ ชาวบ้านหลายคนนั่งคุยกันอยู่บนแคร่หน้าบ้าน ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า “ใจจริงก็ไม่อยากย้าย อยู่ที่นี่สบายกว่า” แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องยอม
มีเส้นทางเดินรถจากหมู่บ้านไปสู่แปลงอพยพ ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าใช้เวลาเดินทางไม่ไกลมาก แต่พวกเขาก็ยังต้องจัดการเรื่องที่ดินทำกินและสัตว์เลี้ยง
“เขาบอกว่ามีค่าชดเชยสัตว์เลี้ยงให้ครอบครัวละ 5 ล้านกีบ” คุณลุงคนหนึ่งบอกระหว่างฟันฟืน ตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 7,800 บาท
นอกจากเรื่องที่ดินและบ้านที่ต้องสูญเสียแล้ว ในหมู่บ้านแห่งนี้ มีวัดโบราณอายุกว่าร้อยปีตั้งอยู่ ซึ่งต้องถูกน้ำท่วมทั้งหมดหากเขื่อนหลวงพระบางสร้างเสร็จ – เมื่อถึงเวลา ชาวบ้านคงย้ายไปได้แค่ศรัทธาและพระพุทธรูปเท่านั้น
เมื่อมองจากที่ไกลๆ หลายหมู่บ้านอาจดูเหมือนสิ่งปลูกสร้างริมน้ำไร้ความหมาย แต่เมื่อขยับเข้าไปใกล้ พวกเขาทุกคนต่างเป็นมนุษย์ที่มีครอบครัวและความต้องการไม่ต่างจากเรา – การโถมทำลายบ้านเรือนคนลาวให้จมลงใต้น้ำ แล้วย้ายพวกเขาให้ไปอยู่อย่างไร้ที่ทำกิน โดยกระแสไฟฟ้าถูกส่งข้ามประเทศมาใช้งานในไทย ส่งผ่านเสา ไหลเข้าสมาร์ตทีวีในบ้านที่แอร์เย็นฉ่ำ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ และอาจไม่ใช่สิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการ
เราใช้เวลาที่หมู่บ้านอีกไม่นาน เดินผ่านแปลงถั่วดินเพื่อลงสู่เรือ และล่องเรือมุ่งสู่เมืองหลวงพระบาง ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ แม่น้ำโขงที่เต็มไปด้วยเกาะแก่งธรรมชาติมาตลอดทางก็ปรากฏสิ่งแปลกปลอมมหึมาขวางกั้นแม่น้ำ สิ่งนั้นคือคอนกรีต หินทราย และเครนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า เหมือนอำนาจที่มาในโฉมหน้าของเหล็กและหิน โดยมีพลังงานไฟฟ้าเป็นเหตุผล – ที่นี่คือที่ตั้งของเขื่อนหลวงพระบาง
ลุงคนขับเรือที่จำได้ทุกแก่ง ต้องหันหัวเรือเข้าไปในทางเดินเรือที่เปิดไว้ตรงฝั่งซ้ายของแม่น้ำ เพื่อให้ล่องผ่านโครงการขนาดใหญ่นี้ไปได้ แน่ว่าโครงการเขื่อนที่ใหญ่ขนาดนี้ย่อมส่งผลต่อเส้นทางล่องเรือท่องเที่ยวห้วยทราย-หลวงพระบางในอนาคต ที่ต้องล่องเรือผ่านถึงสองเขื่อน หากเขื่อนปากแบงและเขื่อนหลวงพระบางสร้างสำเร็จ
ระหว่างเรือกำลังจะแล่นผ่านไซต์ก่อสร้างเขื่อน เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ภูมิภาค International Rivers พูดถึงประเด็นการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงว่าส่งผลต่อระบบนิเวศของโขงที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
“ระบบนิเวศโขงเชื่อมโยงกันหมด เราไม่สามารถมองว่าตรงไหนเป็นของใคร พอมีการพัฒนาโครงการเขื่อน ในโขงตอนบน จีนเขาก็บอกว่าเป็นแม่น้ำล้านช้าง เป็นแม่น้ำของเขา แต่พอน้ำไหลต่อมาก็กลายเป็นแม่น้ำโขงนั่นแหละ
“แต่ละบริษัทที่ได้รับสิทธิในการพัฒนาโครงการ เขาก็มองว่าดูแลแค่ตรงนั้น แต่จริงๆ แล้วทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกัน ปลาไม่รู้นะว่าตรงไหนเป็นเขื่อนของบริษัทไหน หรือตรงไหนเป็นของประเทศอะไร มันก็อพยพตามธรรมชาติของมัน และหล่อเลี้ยงระบบนิเวศมาโดยตลอดไม่รู้กี่ล้านปี แต่ภายในแค่ 25 ปีเท่านั้นเองที่มนุษย์เข้าไปรบกวนแม่น้ำโขงอย่างรุนแรงสาหัส แล้วติดฉลากว่าเป็นพลังงานสะอาด เป็นพลังงานหมุนเวียน ผลักดันเข้าสู่แนวทางลดคาร์บอนของประเทศ ซึ่งไม่ใช่เลยถ้าเรานับรวมผลกระทบทั้งหมดและคุณค่าทั้งหมดที่แม่น้ำมี”
คำว่า ‘พลังงานสะอาด’ ถูกใช้เรียก ‘ไฟฟ้าพลังงานน้ำ’ ที่ผู้ได้ประโยชน์จากการสร้างเขื่อนมักบอกว่า “การสร้างพลังงานจากน้ำไม่มีต้นทุน” แต่พวกเขาอาจลืมไปว่าแม่น้ำที่ไหลยาวกว่า 4,900 กิโลเมตรนี้ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 60 ล้านคน และแม่น้ำโขงคือ ‘ระบบนิเวศ’ ที่ครอบคลุมออกไปนอกตัวแม่น้ำ เพียรพรอธิบายประเด็นนี้ว่าแม่น้ำโขงไม่ใช่คลองประปาและต้องนับต้นทุนทั้งหมดที่ไม่ใช่ตัวเงินด้วย
“แม่น้ำโขงไม่ใช่คลองประปา ไม่ใช่น้ำที่อยู่ในอ่างหรือในขวด แต่โขงคือระบบนิเวศ คือแม่น้ำที่ไหลผ่านแก่ง มันฟอกและเติมอากาศเข้ามา ใต้น้ำนี้มีปลากี่ชนิด เราไม่รู้เลยว่าปลากำลังอพยพไปที่ไหนบ้าง มีสิ่งที่เรามองไม่เห็นอยู่ใต้น้ำมากมาย”
“ถ้าเรานับต้นทุนทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทุนทางนิเวศ ต้นทุนทางสังคม ต้นทุนทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมากที่ต้องสูญเสียไป เพื่อแลกกับกำไรของบริษัทพลังงานเพียง 1-2 แห่ง ก็อาจเรียกไม่ได้ว่าสะอาด ในขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าชาวไทยทุกคนถูกบังคับให้จ่ายเงินกับไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นกับระบบ เป็นระยะเวลายาวนาน 29-35 ปี จะบอกว่าสะอาดได้อย่างไร” เพียรพรอธิบาย
“เรื่องความเดือดร้อนของเขื่อนปากแบงหรือเขื่อนแม่น้ำโขงอื่นๆ ไม่ใช่ความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่หมายถึงเงินในกระเป๋าทุกคนที่ไหลออกไปทุกๆ เดือนกับค่าไฟ เพราะสัญญาซื้อขายไฟฟ้ามีเงื่อนไข ‘ไม่ใช้ก็จ่าย’ คือมี availability payment เป็นค่าความพร้อมจ่ายที่โรงไฟฟ้าต้องพร้อมเสมอที่จะถูกเรียกให้ผลิตไฟฟ้าได้ เขื่อนปากแบงผูกพันถึง 29 ปี ส่วนเขื่อนหลวงพระบางผูกพัน 35 ปี นานมากเลย ทั้งๆ ที่เรากำลังมีเทคโนโลยีใหม่ มีทางเลือกด้านพลังงานมากมาย แต่เรากลับถูกบังคับให้ต้องจ่ายแบบนี้”
เพียรพรทิ้งท้ายว่า “เขาไม่ได้มองว่าแม่น้ำเป็น free flowing river ที่ไหลหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตและให้คุณค่ากับคนจำนวนมาก แต่มองว่าเป็น H2O ดังนั้นพลังงานก็ฟรีสิ ฟรีสำหรับคุณ แต่ถูกจ่ายด้วยคนอื่น”
ในประเด็นเรื่องคำว่า ‘พลังงานสะอาด’ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อการบริหารการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) Thai-Water Partnership พูดถึงประเด็นนี้ว่า
“เขื่อนพลังน้ำไม่ได้สะอาดจริง หนึ่ง เราพบว่าในกรณีของการสร้างเขื่อน เวลาน้ำลดลงมาช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกิดช่องว่างตรงขอบน้ำทั้งเขื่อนบนบกและในแม่น้ำสายใหญ่ เราพบว่าช่วงเวลา 3-4 เดือน มีหญ้าขึ้นขอบน้ำแล้วไม่มีการชำระล้าง แล้วพอปิดน้ำ หญ้าที่กำลังขึ้นอ่อนๆ ในช่วงสองเดือนก็จะเน่า ทำให้เกิดก๊าซมีเทน การที่แม่น้ำเคยไหลสะอาด ชำระตามระบบธรรมชาติ อยู่ๆ เรามาปิดน้ำจนทำให้เกิดภาวะน้ำเน่าเสียตามเข้ามา จะบอกว่าสะอาดได้อย่างไร”
“สอง การสร้างเขื่อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำ คุณเปลี่ยนวิถีชีวิตของสัตว์น้ำหมดเลย ปลาบางชนิดเคยวางไข่หรือเจริญพันธุ์ในน้ำไหล ในช่วงที่มีน้ำใหม่เข้ามาทำให้น้ำสะอาด แต่เขื่อนมีคุณภาพน้ำแบบเดียวกันหมดคือน้ำนิ่ง ทำให้เปลี่ยนระบบนิเวศของปลาบางอย่าง ปลาเกือบครึ่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ไม่ชอบน้ำนิ่ง ฉะนั้นปลาที่ชอบน้ำไหลก็ค่อยๆ หายไป แล้วจะบอกว่าแบบนี้ดูแลระบบนิเวศได้อย่างไร”
“ฉะนั้นวาทกรรมของการบอกว่าเขื่อนเป็นพลังงานสะอาด เพียงแต่เป็นการไปเทียบกับพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งไม่ควรเทียบกับอันนั้น เพราะคุณไปเทียบกับเทคโนโลยีที่เลวสุด ตอนนี้เรามีนวัตกรรมพลังงานเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ตอนนี้โซลาร์เซลล์ก็มีราคาถูกลง แต่ก็ไม่ใช่ทำกระจุกนะ เพราะการกระจุกนำมาซึ่งต้นทุนและพื้นที่เยอะ เราควรกระจาย แต่ประเทศเราไม่กระจายให้ท้องถิ่นหรือประชาชนทั่วไปมีกำลังในการผลิตไฟฟ้าได้” หาญณรงค์กล่าว
การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเป็นลักษณะเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-off-river) และเมื่อเขื่อนสร้างเพื่อผลิตไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องสร้างหัวเขื่อนให้สูง เพราะต้องการใช้แรงดันของน้ำที่ตกลงมาเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้เมื่อเป็นการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสายใหญ่จึงต้องแบ่งเขื่อนเป็นสองซีก ครึ่งหนึ่งเป็นทางน้ำผ่าน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นโรงไฟฟ้า
ประเด็นสำคัญในทางวิศวกรรมและการจัดการน้ำที่ต้องมาคิดต่อคือ ความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่แตกต่างกันในฤดูแล้งกับฤดูฝนที่อาจส่งผลต่อการกักน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า และนั่นอาจนำไปสู่การตั้งคำถามถึงปริมาณไฟฟ้าที่โครงการฯ บอกว่าจะผลิตได้ด้วย
หาญณรงค์พูดถึงประเด็นนี้ว่า แม่น้ำโขงมีปริมาณน้ำมาก ในขณะที่ประตูน้ำผ่านจะเปิดสูงสุดในกรณีที่น้ำผ่านสูงในฤดูฝน แต่ในฤดูแล้ง เขื่อนต้องปิดทางน้ำเพื่อยกระดับน้ำขึ้นไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งถ้าในกรณีที่น้ำไหลน้อยมากๆ ในฤดูแล้ง อาจต้องใช้เวลาหน่วงน้ำถึง 10 ชั่วโมง กว่าน้ำจะมีระดับสูงพอในการผลิตไฟฟ้า และต้องเผื่อเวลาในการผลิตไฟฟ้าต่ออีกประมาณ 6 ชั่วโมง ส่งผลให้กระแสการไหลของน้ำขาดเป็นห้วง และโครงการฯ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเวลาที่ใจคิด
“ในทางหลักการไม่มีใครมีอำนาจควบคุมธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น อย่างน้อยต้องมีการปล่อยน้ำไหลต่ำสุด (minimum flow) เช่น 500-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อหล่อเลี้ยงระบบนิเวศตอนล่างของแม่น้ำ ไม่อย่างนั้นน้ำก็ขาดช่วง ปลาที่อยู่ในลำน้ำก็หายไป” หาญณรงค์สรุป
เรือล่องผ่านลำโขง ทิ้งเขื่อนหลวงพระบางยักษ์ใหญ่เอาไว้ข้างหลัง มองไม่เห็นแก่งใดที่อยู่ด้านหลังกองหินนั้น
4
เราล่องเรือมาถึงเมืองหลวงพระบางในตอนเย็น อากาศเย็นสบาย บรรยากาศคึกคัก มีรถรับจ้างมาจอดรอรับคนที่ริมน้ำหลายคัน เราอยู่ห่างไกลจากจุดเริ่มที่ห้วยทรายมากจนรู้สึกเหมือนอยู่ไกลโพ้น – แม่น้ำโขงยาวและลึกลับจนการล่องเรือเหมือนล่องเวลาอันยาวนาน
เมืองหลวงพระบางยังเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถนนคนเดินและวัดวาอารามยังตั้งอยู่รอให้คนมาเยี่ยมชมเหมือนที่เคยเป็น เมืองแห่งนี้เป็นมรดกโลกที่เก็บรักษาทั้งอาคาร ธรรมชาติ และวัฒนธรรม แต่ก็ยังหลีกไม่พ้นโครงการพัฒนาที่มาในนามของเขื่อน ซึ่งทำให้เมืองเสี่ยงต่อการถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลก
สถานะเมืองมรดกโลกอาจเป็นเพียงเรื่องในหน้ากระดาษ แต่ที่แน่ๆ มรดกทางธรรมชาติในลุ่มน้ำโขงอาจไม่ถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลัง เพราะมีคนจำนวนหนึ่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแม่น้ำไว้เพียงกลุ่มเดียว