โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์ย่อตัวลง นักลงทุนรอลุ้นตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ กลางสัปดาห์นี้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ม.ค. 2568 เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2568 เวลา 11.26 น.

ดอลลาร์สหรัฐย่อตัวลงเล็กน้อย นักลงทุนรอลุ้นตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐกลางสัปดาห์นี้ ขณะที่ผู้บริโภคชาวสหรัฐยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 14 มกราคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (14/01) ที่ระดับ 34.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/01) ที่ระดับ 34.80/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก หลังจากวานนี้ (13/01) มีข่าวรายงานว่าทีมเศรษฐกิจของนายโดนัล ทรัมป์ จะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแทนการปรับขึ้นรวดเดียว โดยจากข่าวดังกล่าวจึงทำให้มีแรงเทขายทำกำไรดอลลาร์สหรัฐออกมาเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังเคลื่อนไหวแข็งค่า โดยเมื่อวานนี้ (13/01) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยผลสำรวจในเดือน ธ.ค. ระบุว่าผู้บริโภคชาวสหรัฐยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% โดยผู้บริโภคชาวสหรัฐคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับช่วง 1 ปี, 3 ปี และ 5 ปี อยู่ที่ระดับ 3%, 3% และ 2.7% ตามลำดับ จากระดับ 3%, 2.6% และ 2.9% ในเดือน พ.ย.

นอกจากนี้ นักลงทุนพากันเลื่อนคาดการณ์ต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้เป็นเดือน ก.ย. จากเดิมที่คาดไว้ในเดือน ก.ค. และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2568 หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานอกภาคเกษตรที่สูงกว่าคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 97.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 28-29 ม.ค. และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. และคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวในการประชุมที่เหลือจนสิ้นปี 2568

โดยในสัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือน ธ.ค. ที่จะมีการเผยแพร่ในวันพุธนี้ (15/01) ซึ่งผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 2.7% ในเดือน พ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ธ.ค. ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือน พ.ย.

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี ไม่เปลี่นแปลงจากเดือน พ.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 0.3% ในเดือน พ.ย.

ด้านปัจจัยภายในประเทศ เมื่อวานนี้ (13/01) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ออกมากล่าวเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปี 68 จะเติบโตได้อย่างน้อย 3% แต่รัฐบาลไม่ได้วางโจทย์ไว้แค่ระดับดังกล่าว เพราะต้องการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจก้าวหน้า ดังนั้น หากสามารถผลักดันไปให้สุดได้มากเท่าไหร่ก็จะเร่งดำเนินการ เนื่องจากมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะช่วยแก้ปัญหาในหลาย ๆ จุดได้ โดยเฉพาะเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวที่อยู่ในระดับสูง อาทิ หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน เป็นต้น

นอกจากนี้ ในวันนี้ (14/01) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือน ธ.ค. 67 อยู่ที่ 57.9 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ช่วยผ่อนคลายให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้น และการท่องเที่ยวในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวม อยู่ที่ 51.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 55.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 67.0 ซึ่งดัชนีทุกตัวปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกัน โดยในวันนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบระหว่าง 34.60-34.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.71/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (14/01) ที่ระดับ 1.0251/52 สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/01) ที่ระดับ 1.0198/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยเมื่อวานนี้ (13/01) ฟิลิป เลน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวในบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ออสเตรียว่า ECB พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ แต่ต้องค้นหาทางสายกลางที่จะไม่ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือทำให้การควบคุมเงินเฟ้อต้องล่าช้าออกไป

อีกทั้งยังชี้ว่าเงื่อนไขสำคัญในการควบคุมการขยายตัวของราคาสินค้าคือ การที่เงินเฟ้อในภาคบริการต้องลดลง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังคงทรงตัวอยู่ที่ราว 4% ตลอดปี 2567

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านราคา คาดว่าจะลดลง “อย่างมีนัยสำคัญ” ในปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อของยูโรโซนปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.4% โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0237-1.0277 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0257/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (14/01) ที่ระดับ 157.47/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/01) ที่ระดับ 157.01/06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (14/01) ว่า ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือน พ.ย. 2567 พุ่งขึ้น 54.5% จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 3.35 ล้านล้านเยน (2.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบเดือน พ.ย. โดยมีปัจจัยสำคัญจากการค้าสินค้าที่กลับมาเกินดุลอีกครั้ง

ในด้านการค้าสินค้า ญี่ปุ่นกลับมาเกินดุล 9.79 หมื่นล้านเยน พลิกจากที่เคยขาดดุล 6.833 แสนล้านเยนในปีก่อน โดยการส่งออกเติบโต 2.8% แตะระดับ 8.91 ล้านล้านเยน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความต้องการอุปกรณ์ผลิตชิปและกลุ่มโลหะที่ไม่มีส่วนผสมของเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การนำเข้าหดตัวลง 5.7% เหลือ 8.81 ล้านล้านเยน เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบและถ่านหินลดลงตามทิศทางราคาพลังงานโลก

ในส่วนของรายได้ขั้นต้น ซึ่งประกอบด้วยเงินปันผลและดอกเบี้ยจากการลงทุนในต่างประเทศ ขยายตัว 13.0% แตะ 3.44 ล้านล้านเยน โดยได้อานิสงส์จากผลตอบแทนที่สูงขึ้นของบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคเคมีภัณฑ์และอาหาร นอกจากนี้ ในส่วนของด้านดุลบริการก็เกินดุลเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเป็น 2.386 แสนล้านเยน ทำสถิติสูงสุดในรอบเดือน พ.ย. โดยได้แรงหนุนจากดุลการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ดีขึ้นเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในด้านการเกินดุลการท่องเที่ยวก็สะท้อนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายเงินในญี่ปุ่นสูงกว่ายอดที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นนำไปใช้จ่ายในต่างประเทศ โดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นรายงานว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นในเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 30.6% เป็น 3.19 ล้านคน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง

ในขณะเดียวกัน รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่าวันนี้ (14/01) ว่า กรรมการ BOJ จะหารือกันว่าควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ในการประชุมนโยบายการเงินสัปดาห์หน้า โดยจะพิจารณาจากรายงานคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อรายไตรมาส ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 157.10-158.01 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 157.77/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของอังกฤษ (15/01), ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (15/01), ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2567 ของอังกฤษ (16/01), ยอดค้าปลีกของสหรัฐ (16/01), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (16/01), ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน ม.ค. (16/01), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐ (16/01), ยอดค้าปลีกของจีน (17/01), ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน (17/01), ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2567 ของจีน (17/01), ยอดค้าปลีกของอังกฤษ (17/01) และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านของสหรัฐ (17/01)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.90/-6.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.70/+0.45 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์ย่อตัวลง นักลงทุนรอลุ้นตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ กลางสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...