โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศุภโชติ ไชยสัจ พลังงาน : ไทยกับสหรัฐในกระแสโลก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2568 เวลา 02.14 น.

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ | ศุภโชติ ไชยสัจ

พลังงาน : ไทยกับสหรัฐในกระแสโลก

ตอนที่ผมเขียนต้นฉบับนี้ ผมกำลังเตรียมตัวกลับไปที่บอสตัน สหรัฐ ปลายเดือนมกราคมนี้ก็จะเปิดเทอมและผมจะกลับไปทำหน้าที่ต่อครับ

แน่นอนว่าการเดินทางกลับครั้งนี้ทำให้ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองทั้งในไทยและอเมริกาควบคู่กัน

สิ่งที่สะดุดตาและน่าสนใจในข่าวทั้งสองประเทศ ทั้งไทยและอเมริกา คือประเด็นเรื่องพลังงานครับ

ในประเทศไทย เราเห็นการถกเถียงระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านเกี่ยวกับการกำหนดราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาพลังงานทางเลือกอย่างแสงอาทิตย์ และลม ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง

ส่วนที่สหรัฐ เรื่องพลังงานกลับถูกพูดถึงในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือ การกลับสู่พลังงานฟอสซิล เช่น น้ำมันและก๊าซ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลก่อนพยายามทำ

และขยายไปรวมถึงเรื่องความพยายามเข้าถึงเขตแดน (Territory) ต่างๆ อย่างอ่าวเม็กซิโก แคนาดา หรือกรีนแลนด์ ของ (ว่าที่) ประธานาธิบดีทรัมป์

ทำไมทรัมป์ถึงอยากได้กรีนแลนด์

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สนใจกรีนแลนด์คือศักยภาพด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

กรีนแลนด์มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา คาดว่ามีปริมาณสำรองกว่า 50 พันล้านบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมัน

นอกจากนี้ การละลายของธารน้ำแข็งในภูมิภาคอาร์กติกยังเปิดโอกาสใหม่สำหรับการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำจากธารน้ำแข็งที่ละลาย และพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไม่มีคนอาศัย

อีกทั้งกรีนแลนด์ยังเป็นแหล่งแร่ธาตุหายาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเทคโนโลยีสะอาด เช่น กังหันลม แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยให้สหรัฐอเมริกาลดการพึ่งพาจีนในการนำเข้าแร่ธาตุหายาก และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในมุมมองยุทธศาสตร์ กรีนแลนด์ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งสำคัญในเส้นทางเดินเรือใหม่ในอาร์กติก ซึ่งช่วยสนับสนุนการขนส่งพลังงานและสินค้าระหว่างตลาดโลก

การที่ทรัมป์แสดงความสนใจในกรีนแลนด์จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ

เนื่องจากในอดีตประเทศนี้เคยซื้อลุยเซียนาจากฝรั่งเศสในปี 1803 และอะแลสกาจากรัสเซียในปี 1867

ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นการลงทุนเพื่อขยายดินแดนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์

การซื้อกรีนแลนด์จึงถือเป็นความพยายามครั้งใหม่ในแนวคิดขยายตัวเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน

พลังงานในมุมมองระดับโลก

เมื่อมองในระดับโลก เราจะเห็นการต่อสู้ระหว่างสองกระแสหลัก พลังงานฟอสซิลและพลังงานสะอาด

ปัจจุบัน ราคาพลังงานจากแหล่งสะอาด เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เริ่มมีความสามารถในการแข่งขันกับพลังงานฟอสซิลได้มากขึ้น

– ราคาพลังงานลมและแสงอาทิตย์ : ข้อมูลจาก International Renewable Energy Agency (IRENA) ระบุว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมบนบกและแสงอาทิตย์ลดลงถึง 68-85% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันราคาการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 40-50 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง

ในขณะที่ราคาน้ำมันและก๊าซอาจสูงถึง 70-100 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดพลังงานมีความผันผวน

– พลังงานฟอสซิล : แม้ว่าจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักในหลายประเทศ แต่ราคาที่ไม่แน่นอนและปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานเหล่านี้

นอกจากการเปรียบเทียบในเรื่องของราคา ข้อจำกัดในเรื่องความไม่เสถียรของพลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ ก็ถูกแก้ไขโดยการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบกักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่ ซึ่งทำให้พลังงานสะอาดเป็นตัวเลือกที่ดูได้เปรียบกว่าพลังงงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นเรื่อยๆ

การรับซื้อไฟฟ้า

จากพลังงานหมุนเวียนรอบล่าสุด

จำนวนกว่า 3,600 MW

เป็นเวลา 25 ปี ของไทย

คุ้มหรือไม่?

เป็นคำถามที่ถกเถียงกันในประเทศไทย ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบล่าสุดจำนวนกว่า 3,600 MW ที่รัฐบาลประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคา 2.2 บาทต่อหน่วย หรือจากพลังงานลมที่ 3.1 บาทต่อหน่วย สำหรับโครงการที่จะมีการสร้างตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2573 นั้นมีความสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน ลองไปดูข้อมูลเปรียบเทียบกัน

1. ช่วงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก (Levelized Cost of Electricity – LCOE) :

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

เช่น ความเร็วของลม ความเข้มข้นของแสงอาทิตย์ ต้นทุนการติดตั้ง แรงงาน และนโยบายของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ถ้ายกตัวอย่างแค่พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ในปัจจุบัน LCOE ของโซลาร์เซลล์ทั่วโลกอยู่ในช่วงประมาณ 0.03 ถึง 0.06 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 1.00 ถึง 2.00 บาทต่อหน่วย) ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการแข่งขันของพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานอื่นๆ

โดยประเทศที่มีต้นทุนถูกที่สุดคือ อินเดีย ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 0.02-0.03 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (ประมาณ 0.70-1.10 บาทต่อหน่วย) เนื่องจากแรงงานและต้นทุนการติดตั้งที่ต่ำ รวมถึงการสนับสนุนจากรัฐบาล

2. ระยะเวลาสัมปทานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน :

ระยะเวลาสัมปทานหรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและโครงการ โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาสัมปทานมักอยู่ในช่วง 15 ถึง 25 ปี

ตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย ซึ่งกำหนดสัญญาสัมปทานไว้ที่ 15 ปี เพื่อดึงดูดการลงทุนในระยะสั้น

ขณะที่ฟิลิปปินส์มีระยะเวลาสัมปทานนานถึง 25 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในโครงการระยะยาว การกำหนดระยะเวลาสัมปทานที่เหมาะสมมีความสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว

3. ประเทศที่รวมพลังงานหมุนเวียนในแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ :

หลายประเทศได้รวมพลังงานหมุนเวียนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ตัวอย่างเช่น :

– เยอรมนี : มีการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง และมีการบูรณาการพลังงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบพลังงานหลักของประเทศ

– เดนมาร์ก : มีเป้าหมายที่จะใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดภายในปี 2050 และได้รวมพลังงานเหล่านี้ในแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ

– สหรัฐอเมริกา : บางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย มีการกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนและรวมพลังงานเหล่านี้ในแผนสำรองพลังงานของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเทศที่ไม่ได้รวมพลังงานหมุนเวียนในแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ เช่น ซาอุดีอาระเบีย, รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งยังเน้นพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก โดยพลังงานหมุนเวียนยังถือว่าเป็นส่วนเสริมมากกว่าที่จะเป็นแหล่งพลังงานสำรองในระบบ

จะเห็นได้ว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้มีทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นของตัวเองนั้นต่างมุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะลดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลบอกว่าประเทศไทยต้องการจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนพร้อมกับให้สัมปทาน 25 ปีนั้น ก็ดูพอจะมีเหตุผลมารองรับในเรื่องนี้

คำถามในเรื่องนี้คือ ทำไมราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ ยังคงใช้ราคาเดิมที่คิดตั้งแต่หลายปีมาแล้ว สำหรับทุกโครงการที่จะเกิดขึ้นภายในอีก 5 ปีข้างหน้า

เพราะอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น ทศวรรษที่ผ่านมาต้นทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนลดลงกว่าครึ่ง แล้วทำไมในอนาคตข้างหน้า ต้นทุนถึงจะไม่ถูกลงไปอีกล่ะ?

แหล่งพลังงานใหม่

: ทางเลือกที่น่าสนใจมีหรือไหม?

นอกจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์แล้ว ยังมีแหล่งพลังงานใหม่ที่น่าสนใจและควรถูกนำมาใช้ในระดับที่กว้างขวางขึ้น ได้แก่ :

1. พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)

พลังงานชนิดนี้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และมีต้นทุนการดำเนินงานต่ำเมื่อเทียบกับพลังงานสะอาดชนิดอื่น ยิ่งปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีอย่าง Heat Pump หรือเทคนิคแบบใหม่อย่าง Enhanced Geothermal System (ESG) ยิ่งทำให้ขอบเขตของพื้นที่ที่สามารถใช้พลังงานความร้อนได้นั้นขยายตัวมากขึ้นด้วยเช่นกัน

2. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs)

โรงไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้มีความปลอดภัยสูงกว่าและต้นทุนในการก่อสร้างต่ำกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม พวกมันอาจเป็นทางเลือกที่ดีในอนาคตสำหรับประเทศที่ต้องการพลังงานสะอาดในปริมาณมาก ซึ่งล่าสุดประเทศไทยได้บรรจุการสร้างโรงไฟฟ้าประเภทนี้อยู่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ฉบับล่าสุด ปี 2024 แล้วเช่นกัน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคนิค ข้อกฎหมาย รวมไปถึงสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องเร่งลงมือทำเช่นกัน

3. พลังงานไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)

การใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฮโดรเจนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถใช้ในภาคขนส่งหรืออุตสาหกรรมได้อย่างหลากหลาย ปัญหาในเรื่องต้นทุนที่สูงนั้นก็กำลังถูกหลายๆ ฝ่ายระดมทุนช่วยกันวิจัยหาวิธีลดต้นทุนในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวนี้เช่นกัน

พลังงานเพื่อชุมชน

: การต่อสู้กับการรวมศูนย์

ในบริบทของประเทศไทยและโลก การผลักดันแนวคิด “พลังงานเพื่อชุมชน” หรือ “Communal Energy” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดการผูกขาดของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ แทนที่จะบริหารภาคพลังงานของประเทศในรูปแบบรวมศูนย์จนเกิดช่องโหว่เหมือนในอดีต การกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่นในภาคพลังงาน อย่างการใช้พลังงานจากแหล่งที่ผลิตได้ในแต่ละพื้นที่ เช่น โซลาร์รูฟท็อปหรือกังหันลมขนาดเล็ก จะช่วยให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตด้านพลังงานในพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น

– พลังงานกระจายตัว (Decentralized Energy) : ระบบที่ผู้คนสามารถผลิตและใช้พลังงานเองในชุมชน เช่น โครงการโซลาร์ชุมชนหรือโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) จะช่วยลดการพึ่งพาระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมได้ง่ายขึ้น

– ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น : การสนับสนุนพลังงานท้องถิ่นช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน

ตัวอย่างพลังงานชุมชนที่น่าสนใจ

1.โครงการโซลาร์ชุมชน

ชุมชนร่วมลงทุนในแผงโซลาร์เซลล์หรือสมัครใช้พลังงานร่วมกัน พลังงานที่ผลิตได้แบ่งปันในรูปแบบเครดิตค่าไฟ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นที่ติดตั้งเอง เช่น ผู้เช่า ตัวอย่างเช่น Sharon Solar Farm ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่ชุมชนลงทุนในแผงโซลาร์และผู้เข้าร่วมได้รับส่วนลดค่าไฟผ่านเครดิต หรือ Colorado Community Solar Gardens ในโคโลราโด ที่รัฐบาลสนับสนุนการแบ่งปันพลังงานในชุมชน

2. ไมโครกริดและพลังงานลมชุมชน

ระบบพลังงานขนาดเล็ก เช่น ไมโครกริด หรือกังหันลมชุมชน ช่วยให้พลังงานเสถียร ลดการพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ และเหมาะสำหรับพื้นที่ลมแรงหรือไฟฟ้าไม่เสถียร เช่น โครงการ Smart Power India ที่นำไมโครกริดไปใช้ในชนบทของอินเดีย หรือ Middelgrunden Wind Cooperative ในเดนมาร์ก ที่ชุมชนร่วมกันสร้างกังหันลมในทะเลและแบ่งปันพลังงานในราคาที่ถูก

3. สหกรณ์พลังงาน

สมาชิกชุมชนร่วมกันลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม น้ำ หรือชีวมวล พร้อมแบ่งปันผลกำไรหรือพลังงานในราคาต่ำกว่า ตัวอย่างคือ J?hnde Bioenergy Village ในเยอรมนี ซึ่งใช้พลังงานชีวมวลที่ผลิตจากของเสียทางการเกษตรเพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าและความร้อนให้กับชุมชน

4. พลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ

ใช้ของเสียจากเกษตรกรรมหรือเศษอาหารมาผลิตพลังงาน ลดขยะและเพิ่มความยั่งยืนในชุมชน เช่น โครงการ J?hnde Bioenergy Village ในเยอรมนี หรือโครงการพลังงานชีวมวลในหมู่บ้านเล็กๆ ในอินเดียที่แปรรูปขยะอินทรีย์เป็นพลังงานไฟฟ้า

5. การจัดเก็บพลังงานร่วม

ชุมชนลงทุนในแบตเตอรี่ขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงานแบบใหม่เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน เช่น โครงการ Cryogenic Energy Storage ของ Highview Power ในสหราชอาณาจักร ที่ใช้เทคโนโลยีการทำความเย็นเปลี่ยนอากาศให้เป็นของเหลวเพื่อกักเก็บพลังงาน โครงการนี้สามารถจัดเก็บพลังงานระยะยาวได้ และเหมาะสำหรับชุมชนหรือเมืองที่ต้องการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง

แนวทางเหล่านี้ช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจขนาดใหญ่ เพิ่มความยั่งยืน และส่งเสริมความร่วมมือในชุมชน ทั้งยังช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับทรัพยากรในแต่ละพื้นที่

ปีนี้ว่าจะเดินทางไปศึกษาดูงานพลังงานชุมชนเหล่านี้ด้วยตัวเอง เพื่อหาทางออกสำหรับค่าไฟที่แพงในไทย และหวังว่าจะสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาเป็นตัวเลือกให้คนไทยได้ในอนาคตครับ!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศุภโชติ ไชยสัจ พลังงาน : ไทยกับสหรัฐในกระแสโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...