โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดมุมมอง “ไลน์แมน-วงใน” The Platform Era ปลุกลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 พ.ย. 2567 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2567 เวลา 00.09 น.
ยอด ชินสุภัคกุล

ธุรกิจแพลตฟอร์มยังเป็นเซ็กเตอร์ดาวรุ่ง ในฐานะขุมทรัพย์ใหม่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล จากการเติบโตก้าวกระโดดทุกปี และช่วยเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็ก หรือ SMEsมีช่องทางในการสร้างรายได้มากขึ้น

ในงานสัมมนา“PRACHACHAT THAILAND 2025 : โอกาส-ความหวัง-ความจริง” เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เป็นหนึ่งในวิทยากรที่มาแชร์มุมมองน่าสนใจ เกี่ยวกับธุรกิจแพลตฟอร์มและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “The Platform Era” ดังนี้

เจาะธุรกิจแพลตฟอร์ม

“ยอด” ฉายภาพว่า ธุรกิจแพลตฟอร์ม คือธุรกิจที่พาคนมาเจอกันบนโลกเทคโนโลยี เช่น มาร์เก็ตเพลซ, บริการทางการเงิน, โซเชียลมีเดีย และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ซึ่งเติบโตอย่างมาก เห็นได้จากช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หน้าตาของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเปลี่ยนไปค่อนข้างมากจากกลุ่มค้าปลีก และพลังงานอย่าง ExxonMobil และ Walmart มาเป็นบริษัทเทคโนโลยี เช่น Apple, Microsoft และ Alphabet เป็นต้น

เมื่อเจาะมาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถจัดกลุ่มของธุรกิจแพลตฟอร์มได้เป็น 5 หมวดหมู่ใหญ่ ๆ ได้แก่

1.อีคอมเมิร์ซ เช่น Shopee, Lazada, TikTok และ Tokopedia

2.ออนดีมานด์ เช่น LINE MAN, Grab และ GoTo

3.ท่องเที่ยวออนไลน์ เช่น Agoda, Traveloka และ Klook

4.สื่อออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram และ X

5.บริการทางการเงิน เช่น LINE PAY, GrabPay และ Shopee Pay

สแกนภาพรายประเทศ

“ภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลของแต่ละประเทศในภูมิภาคยังเติบโตต่อเนื่อง หลายประเทศมีอัตราการเติบโตต่อปีมากกว่า 20%”

เช่น ประเทศอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่ที่สุด เพราะมีจำนวนประชากรเยอะ โดยในปี 2567 มีมูลค่าอยู่ที่ 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (3 ล้านล้านบาท) คาดว่าจะขยายตัวแบบปีต่อปี เฉลี่ย 21% เป็น 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (9.68 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573

รองลงมาเป็นประเทศไทย ในปี 2567 มีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.59 ล้านล้านบาท) และจะมีการขยายตัวแบบปีต่อปี 20% เป็น 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (4.49 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573 ถือว่าโตเร็วกว่า GDP ที่ขยายตัวประมาณ 2-3% ตามด้วยเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่อีกไม่กี่ปีจะมีสัดส่วนเท่า ๆ กับไทย ส่วนมาเลเซีย แม้จะมีการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลต่อปี ประมาณ 11% น้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะประชากรน้อย แต่ก็เป็นประเทศที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

การลงทุนยังไม่ฟื้น

“ยอด” กล่าวต่อว่า แม้การเติบโตของธุรกิจแพลตฟอร์มจะมีทิศทางที่สดใส แต่ในแง่ของการลงทุนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับการสร้างการเติบโตให้บริษัทเหล่านี้ยังไม่กลับมา

“ปี 2564 มูลค่าการระดมทุนในสตาร์ตอัพ และบริษัทเทคโนโลยีอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9.37 แสนล้านบาท ปี 2565 อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.63 แสนล้านบาท แต่ในปี 2566 กลับเหลือเพียง 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.77 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยีหดตัวอย่างหนักช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาด”

การทำธุรกิจแพลตฟอร์มช่วงแรกต้องใช้เงินลงทุนสูง เพราะต้องดึงผู้ใช้จำนวนมากเข้าสู่แพลตฟอร์มแล้วจึงค่อยหาทางทำกำไรในภายหลัง ดังนั้นการที่สตาร์ตอัพไม่มีเงินลงทุนตั้งแต่แรก จะทำให้สร้างการเติบโตได้ลำบาก

ไทยรั้งท้าย-โอกาสที่ซ่อนอยู่

หากเปรียบเทียบความสามารถในการดึงดูดใจนักลงทุนสตาร์ตอัพระหว่างประเทศในภูมิภาคจะพบว่า ไทยอยู่ในอันดับ 6 รองจากเวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากความไม่ชัดเจนเรื่อง “Exit Pathways” หรือวิธีการออกจากการลงทุน ซึ่งมีปัจจัยจากแผนการ IPO หรือการเกิดดีลควบรวมกิจการ (M&A) ที่ไม่ชัดเจน และข้อบังคับของผู้กำกับดูแล

“ในฐานะคนที่ทำธุรกิจแพลตฟอร์มรู้ว่า M&A สำคัญกับการเติบโตมาก ซึ่งในภูมิภาคนี้มีดีล M&A เกิดขึ้นหลายดีล เช่น Alibaba เข้าซื้อ Lazada ในปี 2559 และ Gojek ควบรวมกิจการกับ Tokopedia เป็น GoTo ในปี 2564 เป็นต้น”

“ยอด” กล่าวด้วยว่า ท่ามกลางสภาพการลงทุนที่ยังไม่ฟื้นกลับมา ยังมีโอกาสซ่อนอยู่อีกมาก เห็นได้จากจำนวนการเข้าถึงบริการต่าง ๆ (Penetration Rate) ที่ยังมีสัดส่วนไม่เยอะ เช่น ฟู้ดดีลิเวอรี่ 14% บริการเรียกรถ 9% บริการ Digital Payment 41% เป็นต้น

โดยกลุ่มบริการซอฟต์แวร์ (Software as a Services : SaaS) เช่น แพลตฟอร์มบริหารจัดการหลังบ้านของร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรม เป็นเซ็กเตอร์ที่น่าจับตามองมาก ทั้งจากความต้องการของกลุ่ม SMEs ที่มีมากขึ้น รวมถึงสัดส่วนการลงทุนจากนักลงทุนยังเพิ่มขึ้นด้วย

“การลงทุนในธุรกิจแพลตฟอร์มเกือบ 50% อยู่ใน Nascent Sectors หรือธุรกิจที่กำลังตั้งไข่ นอกจากอีคอมเมิร์ซ ท่องเที่ยวออนไลน์ และบริการทางการเงิน โดยในช่วงครึ่งปีแรก 2567 สัดส่วนการลงทุนกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ที่ SaaS ขยายตัวจากช่วงครึ่งปีหลัง 2566 ที่ 28% นับเป็นโอกาสของกลุ่มสตาร์ตอัพ และบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการทำธุรกิจแพลตฟอร์ม”

แนะ 3 ส่วนหนุน ศก.ดิจิทัล

ผู้บริหาร LINE MAN Wongnai ทิ้งท้ายว่า ปัจจัยที่จะช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตยิ่งขึ้นมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.การทำให้ SMEs มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานดิจิทัล ถือเป็นสิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ 2.เพิ่มความชัดเจนเรื่อง Exit Pathways ผ่านการทำ M&A หรือการเข้า IPO และ 3.นโยบายภาครัฐต้องส่งเสริมการทำธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของกลุ่มแพลตฟอร์มดิจิทัล

“LINE MAN Wongnai มีแผนเข้า IPO ในตลาดหุ้นไทยในปีหน้า เชื่อว่าความตั้งใจของเราจะช่วยพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่าการลงทุนในธุรกิจแพลตฟอร์มของไทยมี Exit Pathways ที่ชัดเจน ส่งเสริมให้อีโคซิสเต็มของบริษัทเทคโนโลยีไทยแข็งแรงขึ้น และมีเม็ดเงินการลงทุนไหลเวียนอยู่ในประเทศ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดมุมมอง “ไลน์แมน-วงใน” The Platform Era ปลุกลงทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...