M STUDIO เผย 2569 ปีทองหนังไทย ธุรกิจสื่อ-ค้าปลีกแห่ร่วมวงชิงเม็ดเงิน 1.5 พันล้าน
ปี 2569 นี้ อาจเป็นปีทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย มูลค่าประมาณ 1,518.25 ล้านบาท ด้วยโอกาสที่ภาพยนตร์รายได้ทะลุ 100 ล้านบาท อาจมีมากกว่า 10 เรื่อง ซึ่งเยอะเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภาคธุรกิจหลากหลายวงการเห็นศักยภาพและหันมาลงทุนสร้างภาพยนตร์ หวังเป็น New S-curve
นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) กล่าวว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมูลค่าประมาณ 1,518.25 ล้านบาท คึกคักอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงปริมาณ, คุณภาพ และความหลากหลายของคอนเทนต์ โดยเกือบทุกค่ายต่างมีภาพยนตร์ไฮไลต์ มีภาพยนตร์แชมป์ของตัวเอง
ขณะเดียวกันแนวภาพยนตร์จะมีความหลากหลายมากขึ้น โดยแม้หนังผีจะยังครองตำแหน่งแนวที่มีจำนวนมากที่สุดของตลาด แต่จะมีความลึกมากขึ้น รวมถึงขณะเดียวกันภาพยนตร์แนวอื่น ๆ เช่น ดราม่า, แอ็กชั่น จะเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับจำนวนภาพยนตร์ที่รายได้ทะลุ 100 ล้านบาท อาจแตะ 10 เรื่อง
หลังปี 2568 มีภาพยนตร์ไทยทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท 5 เรื่อง แม้ลดลงจากปี 2567 ที่มีภาพยนตร์ไทยทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ถึง 8 เรื่อง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชมไทยยังคงเปิดรับและทุ่มเทให้กับภาพยนตร์ไทย แม้ต้องเผชิญสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย และความสำเร็จของภาพยนตร์ขึ้นอยู่กับตัวคอนเทนต์มากกว่าปัจจัยภายนอก
ผู้ชม-หนังไปไกลกว่าเดิม
ทั้งนี้ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ชมที่เปิดรับภาพยนตร์แนวใหม่ ๆ หลากหลายขึ้นทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ สะท้อนจากความสำเร็จของหลานม่า และเสือ แม้แต่แนวอนิเมะอย่าง ดาบพิฆาตอสูร ทำให้ผู้สร้าง-สปอนเซอร์-โรงภาพยนตร์ กล้าลงทุนผลักดันภาพยนตร์แนวอื่น ๆ ออกสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เชื่อว่าทุกวันนี้คนไทยเลือกหนังจากตัวคอนเทนต์ เช่น เนื้อเรื่อง โปรดักชั่น มากกว่าแนวหนังอย่างเดียว หลังสื่อออนไลน์ช่วยให้ผู้ชมได้รับข้อมูลของหนังละเอียดขึ้น ทั้งตัวอย่าง, เรื่องย่อ, รีวิว ฯลฯ ทำให้การเลือกละเอียดขึ้นด้วย ส่วนการที่หนังผียังครองเบอร์ 1 นั้นน่าจะเพราะความเป็นประสบการณ์ร่วมที่ต้องดูร่วมกับคนอื่น ๆ รวมถึงภาพและเสียงที่เหมาะกับการดูในโรง เห็นได้จากการที่ ธี่หยด ประสบความสำเร็จใน IMAX”
ผู้สร้างกล้าลงทุนเพิ่ม
คุณภาพของภาพยนตร์ไทยที่เพิ่มขึ้นในทุกด้าน ทั้งบท, นักแสดง และโปรดักชั่น เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้ปี’69 จะเป็นยุคทอง
นายสุรเชษฐ์อธิบายว่า พฤติกรรมการเลือกชมภาพยนตร์ หนุนให้ผู้สร้างเข้าใจมากขึ้นว่าคนไทยต้องการชมภาพยนตร์คุณภาพ และกล้าทุ่มลงทุนกับการผลิตภาพยนตร์ในระดับหลักหลายสิบ-ร้อยล้านกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการลงลึกในรายละเอียดการสร้างตั้งแต่บท การคัด-ฝึกซ้อมนักแสดง โปรดักชั่น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ภาพยนต์สยองขวัญหรือหนังผี ที่ปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมาก อาทิ เนื้อหาลึกซึ้งหลากหลายมากกว่า จะแค่แนวผีบวกตลกแบบเดิม ๆ การแสดงถึงขึ้นเพราะนักแสดงต้องผ่านการออดิชั่น และมีการเก็บตัวเข้าเวิร์กช็อปฝึกซ้อมก่อนถ่ายทำ เป็นต้น
“ในอดีตเม็ดเงินลงทุนระดับ 30-40 ล้านบาท ก็นับว่าสูงแล้วสำหรับหนังไทย แต่ตอนนี้เริ่มเห็นการลงทุนระดับ 100 ล้านบาท เช่น นาคี เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่เพียงใช้งบฯเยอะอย่างเดียวแต่คุณภาพของตัวหนังยังเพิ่มตามงบฯด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้นับว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่เด่นด้านการสร้างหนังอย่าง เกาหลีใต้ ที่ลงทุนกันระดับ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 700 ล้านบาท วงการหนังไทยจึงยังต้องเดินหน้าให้ได้ต่อเนื่อง”
ธุรกิจสื่อ-ค้าปลีกหวัง New S-curve
ผลตอบรับของผู้ชม และความกล้าลงทุนของผู้สร้าง นำไปสู่อีกจุดที่สะท้อนความเป็นยุคทองได้ชัดเจน คือ การตบเท้าเข้ามาควักกระเป๋าร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์ของยักษ์ธุรกิจหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการโทรทัศน์ สื่อโฆษณา แม้กระทั่งค้าปลีก เช่นเดียวกับค่ายภาพยนตร์จากเกาหลีและญี่ปุ่น ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับผู้สร้างในไทย ด้วยความหวังในอุตสาหกรรมนี้เป็น New S-curve
นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายธุรกิจเข้ามาลงทุนสร้างภาพยนตร์จอเงิน โดยเฉพาะความร่วมมือกับเอ็ม สตูดิโอนั้น มีทั้งสถานีโทรทัศน์ใหญ่อย่างช่อง 3, ช่อง 7, เวิร์คพอยน์, โมโน ยักษ์สื่อโฆษณาแพลนบี (Plan B) รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกรายหนึ่งที่อยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนธุรกิจต่างชาติมี SHOWBOX ค่ายภาพยนตร์จากเกาหลี และกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับค่ายใหญ่ในเอเชียตะวันออกอีกหนึ่งรายด้วย
กระแสการเข้ามาลงทุนสร้างภาพยนตร์ของภาคธุรกิจ เชื่อว่าเป็นเพราะความสำเร็จของภาพยนตร์ไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีภาพยนตร์ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ปีละ 5-8 เรื่อง รวมโอกาสสร้างรายได้ที่หลากหลายกว่าเดิมทั้งการขายสิทธิให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง, ส่งออกไปฉายในต่างประเทศและอื่น ๆ ทำให้ภาคธุรกิจเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฐานะเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะมาสร้างการเติบโต หรือ New S-curve
M STUDIO มุ่งต่อยอด IP
พร้อมกันนี้ นายสุรเชษฐ์เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์หลักของ M STUDIO ในปี 2569 นี้จะเพิ่มบทบาทด้าน Content & IP Creator เข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ โดยมองภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property-IP ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่ารายได้จาก Box Office หรือการขายตั๋วเพียงอย่างเดียว
โดยแนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเรื่อง การออกแบบบทให้รองรับทั้งโรงภาพยนตร์, บริการสตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการวางแผนต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาวอย่างการขายลิขสิทธิ์และกิจกรรมหลังโรงภาพยนตร์ มากกว่าแค่เปิดตัวแรงในสัปดาห์แรกเท่านั้น
พร้อมเป้าหมายสร้างภาพยนตร์ไทยอย่างน้อยปี 20 เรื่องอย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 ที่สร้าง 13 เรื่อง และเพิ่มสัดส่วนของ IP ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องในหลายช่องทางมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญคือแฟรนไชส์ “ธี่หยด 1, 2 และ 3” ซึ่งสามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์ในตลาดต่างประเทศ รวมกว่า 30 ประเทศทั่วโลก อาทิ กลุ่มประเทศอาเซียน นิวซีแลนด์, เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ออสเตรเลีย, รัสเซีย และอีกหลากหลายประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก
รวมถึงนำภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในอีกกว่า 190 ประเทศ นอกจากนี้ “ธี่หยด” ยังได้ต่อยอด IP ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบ้านผีสิงธี่หยด ร่วมกับ Universal Studios Singapore ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม
“เรามองว่าปี 2569 จะเป็นปีของการบริหารคอนเทนต์เชิงกลยุทธ์ มีหนังเป็นฐานรายได้หลัก ขณะที่คอนเทนต์ที่มีรากวัฒนธรรมไทยจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในการขยายตลาดโลกในระยะยาว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : M STUDIO เผย 2569 ปีทองหนังไทย ธุรกิจสื่อ-ค้าปลีกแห่ร่วมวงชิงเม็ดเงิน 1.5 พันล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net