โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

M STUDIO เผย 2569 ปีทองหนังไทย ธุรกิจสื่อ-ค้าปลีกแห่ร่วมวงชิงเม็ดเงิน 1.5 พันล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 08.31 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 09.02 น.
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์

ปี 2569 นี้ อาจเป็นปีทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย มูลค่าประมาณ 1,518.25 ล้านบาท ด้วยโอกาสที่ภาพยนตร์รายได้ทะลุ 100 ล้านบาท อาจมีมากกว่า 10 เรื่อง ซึ่งเยอะเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภาคธุรกิจหลากหลายวงการเห็นศักยภาพและหันมาลงทุนสร้างภาพยนตร์ หวังเป็น New S-curve

นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) กล่าวว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมูลค่าประมาณ 1,518.25 ล้านบาท คึกคักอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงปริมาณ, คุณภาพ และความหลากหลายของคอนเทนต์ โดยเกือบทุกค่ายต่างมีภาพยนตร์ไฮไลต์ มีภาพยนตร์แชมป์ของตัวเอง

ขณะเดียวกันแนวภาพยนตร์จะมีความหลากหลายมากขึ้น โดยแม้หนังผีจะยังครองตำแหน่งแนวที่มีจำนวนมากที่สุดของตลาด แต่จะมีความลึกมากขึ้น รวมถึงขณะเดียวกันภาพยนตร์แนวอื่น ๆ เช่น ดราม่า, แอ็กชั่น จะเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับจำนวนภาพยนตร์ที่รายได้ทะลุ 100 ล้านบาท อาจแตะ 10 เรื่อง

หลังปี 2568 มีภาพยนตร์ไทยทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท 5 เรื่อง แม้ลดลงจากปี 2567 ที่มีภาพยนตร์ไทยทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ถึง 8 เรื่อง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชมไทยยังคงเปิดรับและทุ่มเทให้กับภาพยนตร์ไทย แม้ต้องเผชิญสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย และความสำเร็จของภาพยนตร์ขึ้นอยู่กับตัวคอนเทนต์มากกว่าปัจจัยภายนอก

ผู้ชม-หนังไปไกลกว่าเดิม

ทั้งนี้ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ชมที่เปิดรับภาพยนตร์แนวใหม่ ๆ หลากหลายขึ้นทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ สะท้อนจากความสำเร็จของหลานม่า และเสือ แม้แต่แนวอนิเมะอย่าง ดาบพิฆาตอสูร ทำให้ผู้สร้าง-สปอนเซอร์-โรงภาพยนตร์ กล้าลงทุนผลักดันภาพยนตร์แนวอื่น ๆ ออกสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เชื่อว่าทุกวันนี้คนไทยเลือกหนังจากตัวคอนเทนต์ เช่น เนื้อเรื่อง โปรดักชั่น มากกว่าแนวหนังอย่างเดียว หลังสื่อออนไลน์ช่วยให้ผู้ชมได้รับข้อมูลของหนังละเอียดขึ้น ทั้งตัวอย่าง, เรื่องย่อ, รีวิว ฯลฯ ทำให้การเลือกละเอียดขึ้นด้วย ส่วนการที่หนังผียังครองเบอร์ 1 นั้นน่าจะเพราะความเป็นประสบการณ์ร่วมที่ต้องดูร่วมกับคนอื่น ๆ รวมถึงภาพและเสียงที่เหมาะกับการดูในโรง เห็นได้จากการที่ ธี่หยด ประสบความสำเร็จใน IMAX”

ผู้สร้างกล้าลงทุนเพิ่ม

คุณภาพของภาพยนตร์ไทยที่เพิ่มขึ้นในทุกด้าน ทั้งบท, นักแสดง และโปรดักชั่น เป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้ปี’69 จะเป็นยุคทอง

นายสุรเชษฐ์อธิบายว่า พฤติกรรมการเลือกชมภาพยนตร์ หนุนให้ผู้สร้างเข้าใจมากขึ้นว่าคนไทยต้องการชมภาพยนตร์คุณภาพ และกล้าทุ่มลงทุนกับการผลิตภาพยนตร์ในระดับหลักหลายสิบ-ร้อยล้านกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการลงลึกในรายละเอียดการสร้างตั้งแต่บท การคัด-ฝึกซ้อมนักแสดง โปรดักชั่น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ภาพยนต์สยองขวัญหรือหนังผี ที่ปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมาก อาทิ เนื้อหาลึกซึ้งหลากหลายมากกว่า จะแค่แนวผีบวกตลกแบบเดิม ๆ การแสดงถึงขึ้นเพราะนักแสดงต้องผ่านการออดิชั่น และมีการเก็บตัวเข้าเวิร์กช็อปฝึกซ้อมก่อนถ่ายทำ เป็นต้น

“ในอดีตเม็ดเงินลงทุนระดับ 30-40 ล้านบาท ก็นับว่าสูงแล้วสำหรับหนังไทย แต่ตอนนี้เริ่มเห็นการลงทุนระดับ 100 ล้านบาท เช่น นาคี เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่เพียงใช้งบฯเยอะอย่างเดียวแต่คุณภาพของตัวหนังยังเพิ่มตามงบฯด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้นับว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่เด่นด้านการสร้างหนังอย่าง เกาหลีใต้ ที่ลงทุนกันระดับ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 700 ล้านบาท วงการหนังไทยจึงยังต้องเดินหน้าให้ได้ต่อเนื่อง”

ธุรกิจสื่อ-ค้าปลีกหวัง New S-curve

ผลตอบรับของผู้ชม และความกล้าลงทุนของผู้สร้าง นำไปสู่อีกจุดที่สะท้อนความเป็นยุคทองได้ชัดเจน คือ การตบเท้าเข้ามาควักกระเป๋าร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์ของยักษ์ธุรกิจหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการโทรทัศน์ สื่อโฆษณา แม้กระทั่งค้าปลีก เช่นเดียวกับค่ายภาพยนตร์จากเกาหลีและญี่ปุ่น ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับผู้สร้างในไทย ด้วยความหวังในอุตสาหกรรมนี้เป็น New S-curve

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายธุรกิจเข้ามาลงทุนสร้างภาพยนตร์จอเงิน โดยเฉพาะความร่วมมือกับเอ็ม สตูดิโอนั้น มีทั้งสถานีโทรทัศน์ใหญ่อย่างช่อง 3, ช่อง 7, เวิร์คพอยน์, โมโน ยักษ์สื่อโฆษณาแพลนบี (Plan B) รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกรายหนึ่งที่อยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนธุรกิจต่างชาติมี SHOWBOX ค่ายภาพยนตร์จากเกาหลี และกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับค่ายใหญ่ในเอเชียตะวันออกอีกหนึ่งรายด้วย

กระแสการเข้ามาลงทุนสร้างภาพยนตร์ของภาคธุรกิจ เชื่อว่าเป็นเพราะความสำเร็จของภาพยนตร์ไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีภาพยนตร์ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ปีละ 5-8 เรื่อง รวมโอกาสสร้างรายได้ที่หลากหลายกว่าเดิมทั้งการขายสิทธิให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง, ส่งออกไปฉายในต่างประเทศและอื่น ๆ ทำให้ภาคธุรกิจเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฐานะเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะมาสร้างการเติบโต หรือ New S-curve

M STUDIO มุ่งต่อยอด IP

พร้อมกันนี้ นายสุรเชษฐ์เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์หลักของ M STUDIO ในปี 2569 นี้จะเพิ่มบทบาทด้าน Content & IP Creator เข้ามาอย่างเต็มรูปแบบ โดยมองภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property-IP ที่สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่ารายได้จาก Box Office หรือการขายตั๋วเพียงอย่างเดียว

โดยแนวคิดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาเรื่อง การออกแบบบทให้รองรับทั้งโรงภาพยนตร์, บริการสตรีมมิ่ง และตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการวางแผนต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระยะยาวอย่างการขายลิขสิทธิ์และกิจกรรมหลังโรงภาพยนตร์ มากกว่าแค่เปิดตัวแรงในสัปดาห์แรกเท่านั้น

พร้อมเป้าหมายสร้างภาพยนตร์ไทยอย่างน้อยปี 20 เรื่องอย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 ที่สร้าง 13 เรื่อง และเพิ่มสัดส่วนของ IP ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องในหลายช่องทางมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญคือแฟรนไชส์ “ธี่หยด 1, 2 และ 3” ซึ่งสามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์ในตลาดต่างประเทศ รวมกว่า 30 ประเทศทั่วโลก อาทิ กลุ่มประเทศอาเซียน นิวซีแลนด์, เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ออสเตรเลีย, รัสเซีย และอีกหลากหลายประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

รวมถึงนำภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในอีกกว่า 190 ประเทศ นอกจากนี้ “ธี่หยด” ยังได้ต่อยอด IP ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างบ้านผีสิงธี่หยด ร่วมกับ Universal Studios Singapore ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม

“เรามองว่าปี 2569 จะเป็นปีของการบริหารคอนเทนต์เชิงกลยุทธ์ มีหนังเป็นฐานรายได้หลัก ขณะที่คอนเทนต์ที่มีรากวัฒนธรรมไทยจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในการขยายตลาดโลกในระยะยาว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : M STUDIO เผย 2569 ปีทองหนังไทย ธุรกิจสื่อ-ค้าปลีกแห่ร่วมวงชิงเม็ดเงิน 1.5 พันล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...