หยวนต้า สแกนลึกหุ้นกลุ่มไหนรับผลดี-ผลเสีย สงครามตะวันออกกลาง
#ทันหุ้น-บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย
ฝ่ายวิจัยหยวนต้าระบุว่า ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันราว 30% ของโลก และช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของอุปทานโลก หากการขนส่งหยุดชะงักจะกระทบต่อซัพพลายพลังงานอย่างมาก
ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 50% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสมมติฐานเดิมที่ 65 ดอลลาร์ จะทำให้ GDP ไทยลดลงราว 0.07–0.08% จากประมาณการเดิมที่ 2.1%
หยวนต้าประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. โดยมีโอกาสแตะระดับ 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะกลับมาลดลงสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 31% จากสมมติฐานเดิม
ในเชิงผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ตลาดหุ้นไทยมีทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดย กลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ BANPU ได้อานิสงส์ทางอ้อมจากความต้องการพลังงานทดแทนอย่างถ่านหินที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ กลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP, SPRC, BCP และ IRPC คาดว่าจะได้รับผลบวกในระยะสั้นจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจเผชิญปัญหาการจัดหาวัตถุดิบ เนื่องจากโรงกลั่นไทยจำนวนมากพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC มีความเสี่ยงจากต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปรับตัวลงมามากแล้วโดยประเมินว่าระดับราคาหุ้นที่สะท้อนว่ารับรู้ประเด็นลบนี้มากแล้วสำหรับ BGRIM และ GPSC
ขณะที่กลุ่มสายการบิน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น แม้หลายบริษัทมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้บางส่วน โดย THAI ทำไว้50% ในครึ่งแรกปี 69 และ 30% ในครึ่งหลังปี 69 ขณะที่ BA ทำไว้ 30% ตลอดทั้งปีส่วน AAV ทำไว้น้อยมากที่สุดและมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันมากที่สุดเสี่ยงขาดทุนได้หากราคาน้ำมันขึ้นสูงนาน โดย BA มี Upside gain มากที่สุด เนื่องจากได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่ราคาหุ้นลงมามากที่สุดโดยปรับตัวลงถึง 24% นับตั้งแต่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา รองลงมาเป็น AAV ลดลง 20% และ THAI ลดลง 10% นอกจากนี้แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ของ BA ยังคาดว่าจะโตได้ทั้ง QoQ และ YoY
ด้าน ภาคท่องเที่ยวและสายการบิน อาจได้รับแรงกดดันจากการยกเลิกเที่ยวบินและความไม่แน่นอนของเส้นทางบิน โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามีเที่ยวบินยกเลิกสะสมประมาณ 600 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารกว่า 82,000 คน อย่างไรก็ตามสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางยังมีเพียง 2–4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงคาดว่าผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด ขณะเดียวกันก็มีบางบริษัทอย่าง CENTEL/ MINT มีธุรกิจในตะวันออกกลาง ประกอบกับกระทบกับเส้นทางการบินระยะไกล รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 3%และยังกระทบปริมาณผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนด้วยโดย BH และ PR9 มีสัดส่วนมากที่สุด
กลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบในแง่ของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกระทบต้นทุน Logistics ที่มีสัดส่วนราว 2-4% ของรายได้ และค่าไฟราว 2 – 3% ของรายได้ และกระทบกำลังซื้อในประเทศซึ่งอาจทำให้ SSSG เติบโตได้จำกัดหากไม่มีมาตรการกระตุ้น หากยืดเยื้อจะกระทบกำไรและราคาเป้าหมายถูกปรับลง 10% จากประมาณการเดิม (สมมติฐานราคาน้ำมันUS$85/บาเรล, ค่าไฟ 4 บาท/หน่วย) อย่างไรก็ตาม แม้มีการปรับประมาณการลงแล้วที่ราคาตลาดของหุ้นในกลุ่มใน Coverage ของเรายังมี Upside gain ราว 15%+/- สะท้อนว่าราคาตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว เลือก CPALL เป็น Top pick
กลุ่มเครื่องดื่มที่มียอดขายในตะวันออกกลางโดยตรงคือ SAPPE ในสัดส่วนราว 12-13% หากใช้สมมติฐานให้รายได้ส่วนนี้หายไปทั้งหมดจะกระทบราคาเป้าหมายลดลงเป็น 31 บาท ซึ่งยังมี Upside gain จากราคาตลาดราว 7% และมีปันผลรอ XD วันที่ 29 เม.ย. อีก 6% ราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้วเช่นกัน ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังอย่าง OSPและ CBG ที่สมมติฐานราคาก๊าซเพิ่มขึ้นจาก US$10/ล้านBTU เป็น US$24/ล้านBTU กระทบกำไรลดลงจากประมาณการ 12% และ 18% ตามลำดับ แต่ราคาหุ้นปรับตัวลงมา 14% และ 27% ตามลำดับ แม้ว่ามีความเสี่ยงด้านกำลังซื้อในประเทศเพิ่มเติมแต่ราคาหุ้นปัจจุบันถือว่ามี Downside risk อีกไม่มาก
ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัดเช่น กลุ่มICT/ อสังหาริมทรัพย์/ นิคมอุตสาหกรรม/ กลุ่มเกษตรและอาหาร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ หยวนต้ามองว่า ราคาหุ้นหลายกลุ่มในตลาดได้ปรับตัวรับข่าวลบไปพอสมควรแล้ว และยังมีโอกาสฟื้นตัวหากสถานการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะหุ้นบางกลุ่มที่ราคาปรับลงแรงเกินพื้นฐาน