โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หยวนต้า สแกนลึกหุ้นกลุ่มไหนรับผลดี-ผลเสีย สงครามตะวันออกกลาง

ทันหุ้น

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 06.13 น.

#ทันหุ้น-บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ฝ่ายวิจัยหยวนต้าระบุว่า ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันราว 30% ของโลก และช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของอุปทานโลก หากการขนส่งหยุดชะงักจะกระทบต่อซัพพลายพลังงานอย่างมาก

ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 50% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสมมติฐานเดิมที่ 65 ดอลลาร์ จะทำให้ GDP ไทยลดลงราว 0.07–0.08% จากประมาณการเดิมที่ 2.1%

หยวนต้าประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. โดยมีโอกาสแตะระดับ 120–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะกลับมาลดลงสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 31% จากสมมติฐานเดิม

ในเชิงผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ตลาดหุ้นไทยมีทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดย กลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ BANPU ได้อานิสงส์ทางอ้อมจากความต้องการพลังงานทดแทนอย่างถ่านหินที่เพิ่มขึ้น

สำหรับ กลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP, SPRC, BCP และ IRPC คาดว่าจะได้รับผลบวกในระยะสั้นจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจเผชิญปัญหาการจัดหาวัตถุดิบ เนื่องจากโรงกลั่นไทยจำนวนมากพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM และ GPSC มีความเสี่ยงจากต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปรับตัวลงมามากแล้วโดยประเมินว่าระดับราคาหุ้นที่สะท้อนว่ารับรู้ประเด็นลบนี้มากแล้วสำหรับ BGRIM และ GPSC

ขณะที่กลุ่มสายการบิน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น แม้หลายบริษัทมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้บางส่วน โดย THAI ทำไว้50% ในครึ่งแรกปี 69 และ 30% ในครึ่งหลังปี 69 ขณะที่ BA ทำไว้ 30% ตลอดทั้งปีส่วน AAV ทำไว้น้อยมากที่สุดและมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันมากที่สุดเสี่ยงขาดทุนได้หากราคาน้ำมันขึ้นสูงนาน โดย BA มี Upside gain มากที่สุด เนื่องจากได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่ราคาหุ้นลงมามากที่สุดโดยปรับตัวลงถึง 24% นับตั้งแต่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา รองลงมาเป็น AAV ลดลง 20% และ THAI ลดลง 10% นอกจากนี้แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ของ BA ยังคาดว่าจะโตได้ทั้ง QoQ และ YoY

ด้าน ภาคท่องเที่ยวและสายการบิน อาจได้รับแรงกดดันจากการยกเลิกเที่ยวบินและความไม่แน่นอนของเส้นทางบิน โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามีเที่ยวบินยกเลิกสะสมประมาณ 600 เที่ยวบิน กระทบผู้โดยสารกว่า 82,000 คน อย่างไรก็ตามสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางยังมีเพียง 2–4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงคาดว่าผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด ขณะเดียวกันก็มีบางบริษัทอย่าง CENTEL/ MINT มีธุรกิจในตะวันออกกลาง ประกอบกับกระทบกับเส้นทางการบินระยะไกล รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 3%และยังกระทบปริมาณผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนด้วยโดย BH และ PR9 มีสัดส่วนมากที่สุด

กลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบในแง่ของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกระทบต้นทุน Logistics ที่มีสัดส่วนราว 2-4% ของรายได้ และค่าไฟราว 2 – 3% ของรายได้ และกระทบกำลังซื้อในประเทศซึ่งอาจทำให้ SSSG เติบโตได้จำกัดหากไม่มีมาตรการกระตุ้น หากยืดเยื้อจะกระทบกำไรและราคาเป้าหมายถูกปรับลง 10% จากประมาณการเดิม (สมมติฐานราคาน้ำมันUS$85/บาเรล, ค่าไฟ 4 บาท/หน่วย) อย่างไรก็ตาม แม้มีการปรับประมาณการลงแล้วที่ราคาตลาดของหุ้นในกลุ่มใน Coverage ของเรายังมี Upside gain ราว 15%+/- สะท้อนว่าราคาตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว เลือก CPALL เป็น Top pick

กลุ่มเครื่องดื่มที่มียอดขายในตะวันออกกลางโดยตรงคือ SAPPE ในสัดส่วนราว 12-13% หากใช้สมมติฐานให้รายได้ส่วนนี้หายไปทั้งหมดจะกระทบราคาเป้าหมายลดลงเป็น 31 บาท ซึ่งยังมี Upside gain จากราคาตลาดราว 7% และมีปันผลรอ XD วันที่ 29 เม.ย. อีก 6% ราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้วเช่นกัน ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังอย่าง OSPและ CBG ที่สมมติฐานราคาก๊าซเพิ่มขึ้นจาก US$10/ล้านBTU เป็น US$24/ล้านBTU กระทบกำไรลดลงจากประมาณการ 12% และ 18% ตามลำดับ แต่ราคาหุ้นปรับตัวลงมา 14% และ 27% ตามลำดับ แม้ว่ามีความเสี่ยงด้านกำลังซื้อในประเทศเพิ่มเติมแต่ราคาหุ้นปัจจุบันถือว่ามี Downside risk อีกไม่มาก

ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัดเช่น กลุ่มICT/ อสังหาริมทรัพย์/ นิคมอุตสาหกรรม/ กลุ่มเกษตรและอาหาร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ หยวนต้ามองว่า ราคาหุ้นหลายกลุ่มในตลาดได้ปรับตัวรับข่าวลบไปพอสมควรแล้ว และยังมีโอกาสฟื้นตัวหากสถานการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะหุ้นบางกลุ่มที่ราคาปรับลงแรงเกินพื้นฐาน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...