โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘กรณ์’ จี้ ก.ล.ต.-ปปง.แจงปมปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี ถามเกรงใจใครหรือไม่

The Better

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 06.50 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 06.48 น. • THE BETTER
‘กรณ์’ จี้ ก.ล.ต.-ปปง.แจงปมปล่อยกองทุน CAIเอี่ยวสแกมเมอร์ ขายหุ้นหนี ล่าสุดถูกสิงคโปร์จัดการ ถามเกรงใจใครหรือไม่ หลังเกี่ยวโยงบุคคลสำคัญวงการเมือง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ทางการสิงคโปร์จับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments (CAI) และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพราะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยเตือนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 แล้วว่ากองทุน CAI เชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนและการฟอกเงิน เช่น เบน สมิธ, แคทรียา บีเวอร์, สุภารัตน์, ยิมเลียก และพวก รวมทั้ง Alpha Charter Energy (ACE) อีกทั้งเรายังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ก.ล.ต. และได้ชี้แล้วว่ากองทุน CAI ปรากฏพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นหลายรายการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจนคือหุ้นของบีซีพีจี หรือบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงหุ้นอื่นๆ เช่น FSX ที่มีการเคลื่อนไหวของการถือครองในลักษณะที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม แต่ ก.ล.ต. และ ปปง. ไม่ได้ดำเนินการใดๆ จนกระทั่งล่าสุดทางการสิงคโปร์ได้การจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท CAI และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

“พรรคประชาธิปัตย์ได้เตือนแล้วว่ามีหุ้นและธุรกรรมหลายรายการมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และในวันนี้ปรากฏชัดว่าการยักย้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่หน่วยงานของสิงคโปร์ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่หน่วยงานของไทยยังไม่ดำเนินการปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้หลอกลวง ซึ่งประชาชนสูญเสียทรัพย์สินจากกลุ่มสแกมเมอร์มากกว่า 115,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดได้มีมูลค่าต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวว่า สำหรับหุ้นของบริษัท บางจากฯ นั้น กองทุน CAI ถือหุ้นอยู่ประมาณ 168.4 ล้านหุ้น หรือประมาณ 5.62 เปอร์เซ็นต์ และยังปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี 2568 และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานการขายหลักทรัพย์ผ่านจุด 5 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ปรากฏว่าการถือครองหุ้นนี้เหลือ 21.237 ล้านหุ้น หรือ ประมาณ 0.71 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีการขายหุ้นออกไปเกือบทั้งหมด ทั้งที่หุ้นนี้เป็นทรัพย์สินที่ควรได้รับการอายัดไว้เพื่อการตรวจสอบตั้งแต่ต้น เนื่องจากเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

รองหัวหน้าพรรค กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้นำเสนอหลักฐานการถือครองหุ้นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน CAI ผ่านบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การถือครองผ่าน แคทรียา บีเวอร์ ภรรยา นายเบน สมิธ และผ่านบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันอีกหลายรายการ ซึ่ง ก.ล.ต. ควรขยายการตรวจสอบที่มาของเงิน และตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมที่ผิดปกติของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงควรมีการระงับธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที ส่งผลให้เกิดการขายหุ้นออกไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนั้นพรรคขอตั้งคำถามต่อ ก.ล.ต.และ ปปง. ว่าเหตุใดจึงไม่ได้การดำเนินการใดๆ กับธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย และนำไปสู่การดำเนินคดีหน่วยงานของสิงคโปร์ อีกทั้งจะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ถูกยึดเหล่านี้มาชดเชยให้กับผู้เสียหายจากการถูกการหลอกลวง และมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดหรือไม่ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

เมื่อถามว่า จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายกรณ์ กล่าวว่า รอดูว่าเขาจะตอบเราอย่างไร ให้โอกาสอธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพราะอะไร ถึงมีการปล่อยปละละเลยจริงๆ และทำให้ความเสียหายเกิดขึ้น หากถามตนเองทางการจะอธิบายบอกว่า เราไม่เคยมีเหตุที่ทำให้เรารู้ว่า CAI มีความผิด หรือเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินอย่างไร ซึ่งคำตอบฟังไม่ขึ้น และการตัดสินใจยึดอายัดหุ้นบางจาก เพราะได้ประเมินแล้วว่า มีความเกี่ยวโยงนำไปสู่การถือครองที่ถือว่าเป็นเจ้าของตัวจริง คือกองทุน CAI โดยรู้อยู่แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ นั่นคือสาเหตุที่ไปยึดหุ้นบางจากมา ดังนั้นจะบอกว่าไม่รู้จักบริษัท CAI เป็นไปไม่ได้ อีกทั้ง เราได้นำหลักฐานที่ขึ้นในระบบตลาดหลักทรัพย์ และเป็นข้อมูลสาธารณะ ว่าบริษัท CAI ถือหุ้นอะไรบ้างในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังยึดทรัพย์ทางอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เรือยอชท์ แต่ทำไมไม่อายัดหุ้นอื่นๆ ที่ปรากฏในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นชื่อของเขา

เมื่อถามว่าได้กำหนดเส้นตายในการรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า เวลาที่ผ่านไปยิ่งนานแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการยักย้ายถ่ายเทเพิ่มเติม เพราะยังมีหลักทรัพย์อีกหลายตัวที่คนกลุ่มนี้ ยังถือครองอยู่ เพราะฉะนั้น อยากให้ทางการรีบพิจารณาคำตอบที่ฟังขึ้น คงไม่ถึงขั้นต้องกำหนดว่าภายในกี่วัน แต่ถ้ายิ่งช้า จะยิ่งเป็นปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต หากเรื่องนี้มีการท้าทายในแง่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า เราทำเรื่องนี้ก่อนที่เราจะเป็นฝ่ายค้าน และวันนี้ยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ โดยเราทำในฐานะนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มองว่า เรื่องการต่อสู้กับทุนเทาและกระบวนการการฟอกเงิน ควรเป็นหน้าที่ของทุกคนทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ต้องทำ

เมื่อถามย้ำว่า ถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่ที่ไม่มีการขยายผลเพิ่มเติม นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจ ว่ามีใครเกรงใจหรือกลัวใครหรือไม่ มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ที่ทำให้เรื่องนี้เดินต่อยาก พรรคประชาธิปัตย์ เรายึดตามหลักฐาน ไม่ยึดตามข่าวลือ ไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ความสนใจเลยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธ เคยมีภาพถ่ายกับใครบ้าง กินข้าวกับใครบ้าง หากดูตามหลักฐานที่ปรากฏ เราจะเห็นว่ากองทุน CAI เกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง เคยบอกว่าการที่บริษัทที่เคยถือหุ้นใหญ่ เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holdings ก็ซื้อด้วยเงินที่กู้มากจากกองทุน CAI ส่วนจะจริงหรือไม่จริงนั้น ก็เป็นเรื่องที่ควรมีการตรวจสอบ หรือกรณีของการลงนาม MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีข้อกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการ คู่สัญญาเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI และในวันลงนาม นายเบน สมิธ มาเป็นสักขีพยานในการลงนาม

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การที่กองทุน CAI ได้เข้าไปถือหุ้นบริษัทบีซีพีจี เป็นการซื้อหุ้นประเภทการขายแบบเจาะจง มีมติจากคณะกรรมการขายให้โดยตรง ควรมีคำถามว่าทำไมถึงเลือกขายหุ้นเพิ่มทุนให้กองทุนนี้ และหากตรวจเช็กดูคณะกรรมการของบีซีพีจีในขณะนั้น ก็จะพบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองในระดับสูงสุด หรือเกือบจะสูงสุด ว่าเป็นใครบ้าง ความเกี่ยวโยงกับบุคคลทางการเมืองที่มีความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเลย ในการจำกัดเครือข่ายการฟอกเงินในตลาดทุนไทย ใช่หรือไม่

“พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าต่อในเรื่องนี้ และรอคำตอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างไร ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องคนไทย เรื่องการต่อสู้กับการฟอกเงินและทุนเทาอย่างไร” นายกรณ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...