โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลยกฟ้อง "แอม" คดีที่ 3 กรณีวางยา-ชิงรถ "นิตยา" ปี 63

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 05.25 น. • RS PCL
ศาลยกฟ้อง! “แอม” คดีที่ 3 กรณีถูกกล่าวหาใส่ไซยาไนด์ในเครื่องดื่มให้ “นิตยา” วิศวกรสาว จนเสียชีวิตที่ จ.นครปฐม ปี 63 ชี้ผลผ่าพิสูจน์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเสียชีวิตจากไซยาไนด์ ขณะที่ พนายพัช ชี้พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน พบว่า แอมสั่งซื้อสารไซยาไนด์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีครอบครองในช่วงปี 2563
ศาลยกฟ้อง! “แอม” คดีที่ 3 กรณีถูกกล่าวหาใส่ไซยาไนด์ในเครื่องดื่มให้ “นิตยา” วิศวกรสาว จนเสียชีวิตที่ จ.นครปฐม ปี 63 ชี้ผลผ่าพิสูจน์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเสียชีวิตจากไซยาไนด์ ขณะที่ พนายพัช ชี้พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน พบว่า แอมสั่งซื้อสารไซยาไนด์ในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีครอบครองในช่วงปี 2563

วันที่ 11 มี.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแอม ไซยาไนด์ วางยาฆ่าผู้อื่นคดีที่ 3 หมายเลขดำ อ.274/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนางสรารัตน์ หรือแอม เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนฯ

จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ส.ค.63 จำเลยถูกกล่าวหาว่า ได้ใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในเครืองดื่มให้ น.ส. นิตยา แก้วบุปผา อายุ 36 ปี ดื่มกินจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลว โดยมีมูลเหตุประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตาย

ศาลพิเคราะห์จากคำเบิกความของพยาน ให้การยืนยันว่า เคยพบเห็นจำเลยมาหาผู้ตายที่ไซต์งานก่อสร้างโรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม โดยจดจำใบหน้าของจำเลยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยไปหาผู้ตายที่ไซต์งานก่อสร้างจึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีพยานหลักฐาน

ส่วนคืนเกิดเหตุ มีพยานซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตายไปหาผู้ตายที่หอพัก และพบเห็นว่าจำเลยและผู้ตายนั่งพูดคุยกันอยู่ที่โถงชั้นล่างของหอพัก โดยผู้ตายอ้างว่ากับพยานว่า ได้นำรถยนต์ไปจำนำไว้ในราคา 150,000 บาท และจะคืนเงินให้กับพยานในวันถัดไป เพราะจะนำเงินไปฝากที่ธนาคารก่อน โดยที่พยานไม่เห็นเงินจำนวนนั้นว่าอยู่ที่ผู้ตายจริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน ผู้ตายได้ชักชวนพยานให้ไปกินข้าวเย็นกับจำเลย แต่พยานปฏิเสธไป และมาทราบข่าวว่าผู้ตายเสียชีวิต

ขณะที่ ผลการผ่าพิสูจน์ศพ แพทย์ที่ผ่าพิสูจน์ให้การในชั้นศาลว่า ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์หรือไม่ เนื่องจากไม่มีการตรวจหาสารไซยาไนด์ เพราะไม่มีข้อสงสัยว่าผู้เสียชีวิตเกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์ ขณะที่แพทย์ของโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการตรวจหาสารพิษในร่างกาย ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่า ดูจากภาพถ่ายการเสียชีวิต และผลการชันสูตรของแพทย์นิติเวช คล้ายกับอาการที่เกิดจากสารไซยาไนด์ ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลศิริราชให้ความเห็นถูกต้องตามหลักวิชาการสัมพันธ์กับแพทย์นิติเวชที่ผ่าพิสูจน์ศพ และสัมพันธ์กับพยานที่เบิกความยืนยันว่า ผู้ตายมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงจึงเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เอาการกิดจากอาการเจ็บป่วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้เสียชีวิตได้รับสารไซยาไนด์จริง

ส่วนมูลเหตุที่จำเลยต้องการทรัพย์สินของผู้ตายหรือไม่นั้น จากพยานหลักฐานเชื่อว่าผู้เสียชีวิตนำรถยนต์จำนวน 2 คัน เอาไปจำนำไว้กับจำเลย เพราะภายหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งให้สามีของผู้ตายไปไถ่ถอนรถยนต์จำนวน 150,000 บาทคืน จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่

ส่วนเรื่องของการครอบครองสารไซยาไนด์ ตามพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน พบว่า จำเลยสั่งซื้อสารไซยาไนด์ ในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 โดยคดีนี้ โจทก์ไม่สามารถเบิกความและนำสืบได้ว่า จำเลยมีศาลไซยาไนด์ไว้ในครอบครองอย่างไร เอามาใช้อย่างไร ดังนั้นในการพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป คำพิพากษาในคดีอื่นไม่อาจนำมาเป็นผลร้ายในคดีนี้ได้ กรณีนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ร้องทั้งสาม จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ร้องทั้ง 3 พิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของผู้ร้องทั้ง 3 แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์

ด้านนางสาวธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความของนางสรารัตน์ เปิดเผยว่า คดีนี้ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่เพียงพอ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์ในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ตายเสียชีวิต

อีกทั้งศาลเห็นว่า การรับจำนำรถเป็นสิทธิ์ที่จำเลยทำได้ตามปกติ และหลังผู้ตายเสียชีวิต จำเลยได้แจ้งบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย รวมถึงให้ญาติมาไถ่ถอนรถกลับไป จึงไม่พบพฤติการณ์ที่ชี้ชัดว่าเป็นการชิงทรัพย์ และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย และแม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ศาลยังให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ได้ โดยฝ่ายโจทก์ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์

ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ทนายความระบุว่า คดีที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ คดีที่เกิดก่อนวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนพบข้อมูลการสั่งซื้อไซยาไนด์ และคดีที่เกิดหลังจากนั้น ซึ่งรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในแต่ละคดีที่ศาลจะพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศาลอาญามีคำพิพากษาคดีความผิดของแอม ไซยาไนด์มาแล้วรวม 2 คดี โดยคดีแรกใส่สารไซยาไนด์เพื่อเจตนาฆ่าก้อย น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ อายุ 33 ปี จนถึงแก่ความตาย คดีนี้ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิตสถานเดียว

ส่วนคดีที่ 2 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แอม ไซยาไนด์ หลังใส่สารไซยาไนด์ในอาหาร ให้สารวัตรปู พ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ อายุ 38 ปี ถึงแก่ความตาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...