ตลท.ชี้หุ้นไทยเซฟเฮฟเวน ต่างชาติไม่ทิ้งแค่ปรับพอร์ต
#หุ้นไทย #ทันหุ้น –ตลท.ยันตลาดหุ้นไทยเป็นเซฟเฮฟเวน “เศรษฐกิจมั่นคง–ดิวิเดนด์ยิลด์สูง”ต่างชาติยังไม่ทิ้ง แต่อาจมีการปรับพอร์ตไปบ้าง หากการเมืองราบรื่น “จัดตั้งรัฐบาลได้ตามกำหนด–มีมืออาชีพเข้ามาบริหาร–ผ่านงบประมาณได้”เชื่อช่วยพยุง SETช่วงปัจจัยต่างประเทศกดดันได้ เชื่อผลกระทบสงครามรอบนี้น้อยกว่าช่วงโควิด ลั่นมีมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายเพียงพอ–เหมาะสม
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง จะไม่รุนแรงเหมือนกับสถานการณ์โควิด ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีกลไกกำกับดูแลการซื้อขายที่เพียงพอและเหมาะสมเป็นระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น Circuit Breaker, Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ฯลฯ และถึงแม้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คณะกรรมการ(บอร์ด)พร้อมที่จะจัดประชุมเพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเข้ามาดูแลการซื้อขายทันที
“ตลท.มีกลไกการดูแลการซื้อขายที่เพียงพอและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น Circuit Breaker, Ceiling & Floor ซึ่งในช่วงที่ดัชนีหุ้นไทยลงแรง นั้นก็ไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลงแตะ Floor หรือลดลง 30% เลย ซึ่งถือว่ากลไกการดูแลตลาดหุ้นไทยของเราที่ดี และจากที่ตลท.ติดตามการซื้อขายก็ไม่พบความผิดปกติของการซื้อขาย หรือมีการซื้อขายที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น”
@พื้นฐานหุ้นไทยแกร่ง
ทั้งนี้จากที่ส่วนตัวสังเกตหลายเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นในต่างประเทศ จะพบว่ามีเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลเข้าประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ค่อยข้างมั่นคง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติบอกตลอดว่าไม่ลืมประเทศไทย จับตามดูเสนอเมื่อมีปัจจัยบวกหนุนพร้อมกลับมาซื้อ และหุ้นไทยมีผลตอบแทนเงินปันผล (ดิวิเดนด์ยิลด์) ที่สูง และปีที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียน (บจ.)นั้นก็ทำโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stock) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดหุ้นที่มีความปลอดภัย (Safe Haven) ในช่วงที่ตลาดหุ้นต่างประเทศมีความผันผวน หรือราคาสูงเกินไป โดย ณ ตอนนี้ส่วนตัวมองว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป และถือเป็นตลาดหุ้นที่มีดาวน์ไซด์ต่ำ
รวมถึงสัดส่วนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีการกระจายตัวที่เหมาะสม ซึ่งสะท้อนจากที่ผ่านมาเมื่อดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรกง นักลงทุนแต่ละกลุ่มก็จะมีมุมมองที่หลายหลาย บางกลุ่มอาจจะรีบขายแต่ก็จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มเข้ามาซื้อ นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้นที่ไม่กีดดันการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ พอมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นนักลงทุนต่างประเทศก็ไม่ได้รีบขายออกไป ซึ่งเห็นได้เมื่อเกิดสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ในวันที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลง 8% จนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ในช่วงการซื้อขายภาคเช้าของวันที่ 4 มีนาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติก็ยังซื้อสุทธิ และในช่วงที่เกิดความรุนแรงในอิหร่านต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปเพียง 15,242.14 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มี.ค. 69) และปัจจุบันยังคงยอดซื้อสุทธิหุ้นไทยอยู่ที่ 43,584.22 ล้านบาท
@ยืดเยื้อดันต้นทุนพลังงานขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อนาน ก็จะส่งผลต่อราคาพลังงานแต่จากที่มีการประชุมของศูนย์ประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกลางระบุ นำเข้าน้ำมันของไทยมีการกระจายแหล่งที่มาหลากหลายได้พึ่งพาเพียงตะวันออกกลาง 50% โดยมีสำรองน้ำมันและช่องทางการนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกา หรือบรูไน ช่วยลดความเสี่ยง โดยจากราคาพลังงานขึ้นมาทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั้นจะส่งผลกระทบกับบจ.ที่มีต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น แต่ก็จะมีกลุ่มบจ.ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงเช่นกัน รวมถึงค่าเงินบาทที่กลับทิศทางจากเดิมแข็งค่าเป็นอ่อนค่าลงในช่วงนี้ ก็จะมีผลกระทบต่อบจ.บางกลุ่มเช่นกัน ซึ่งนักลงทุนก็ต้องพิจารณาข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเช่นกัน
อย่างไรก็ตามในเรื่องตลาดหลักทรัพย์ฯมีช่องทางและมาตรฐานในการให้บจ.เปิดเผยข้อมูลอยู่แล้วในเรื่องสำคัญๆที่มีผลกระทบต่อบจ.อย่างมีนัยสำคัญอยู่แล้ว และเชื่อว่าทุกบจ.ก็พร้อมที่จะตอบคำถามต่างๆทั้งด้านที่ดี และด้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลที่เหมาะสมในการประกอบการตัดสินใจการลงทุนอยู่แล้ว
@การเมืองฉลุยพยุง SET
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลท.กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม ปรับตัวลงจากปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะสงครามในตะวันออกซึ่งมีผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวขึ้นตาม โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อในสหรัฐสูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ลดดอกเบี้ยเร็ว ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายการลงทุนของฟันด์โฟลว์ และแม้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลง แต่ต้นปีถึงปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย
อย่างไรก็ตามหากการเมืองในประเทศมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลได้ตามกำหนด มีมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศ มีการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และผ่านงบประมาณได้ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจากปัจจัยในประเทศแข็งแรง ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนในต่างประเทศได้บ้าง