ดอกเบี้ยไทย 1% ต่ำสุด! ‘ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ’ รักษาสมดุล ‘ผู้กู้-ผู้ฝากเงิน’
“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนหลังเป็นประธานมอบโล่รางวัลเกียรติคุณ ในงานประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2568/2569 เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 69 ระบุถึงดอกเบี้ยนโยบายของไทย ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมามีวัตถุประสงค์เพื่อ ดึงเงินเฟ้อระยะกลางให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ เนื่องจาก GDP ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7%
ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถือเป็นระดับที่สมดุลและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หากไม่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตรานี้ถือว่า ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก จากการเปรียบเทียบใน 42-43 ประเทศ และต่ำที่สุดในอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ายังคงมีกระสุนสำรองเพียงพอ หากเกิดเหตุการณ์ช็อกทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยสามารถปรับลดลงได้อีกเหมือนในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เคยลดลงไปถึงระดับ 0.50%
ทำไมแบงก์ชาติถึงมองว่าดอกเบี้ย 1% เป็นระดับที่สมดุล?
ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% เป็นจุดที่มีความสมดุลในสถานการณ์ปัจจุบัน
การรักษาสมดุลระหว่างผู้กู้และผู้ฝากเงิน: การปรับลดดอกเบี้ยส่งผลดีต่อผู้กู้ในการลดภาระต้นทุน แต่ส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ฝากเงินด้วย ดังนั้นระดับ 1% จึงถือเป็นระดับที่ "พอดี" เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบจากการลดดอกเบี้ยมากเกินไป
เป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับระดับโลก: เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสำคัญๆ ทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ประมาณ 42-43 ประเทศ อัตราดอกเบี้ย 1% ของไทยต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีเพียงสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า หากพิจารณาเฉพาะในอาเซียนหรือเอเชีย (ไม่นับญี่ปุ่น) ไทยถือว่ามีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด ซึ่งเป็นระดับที่ผ่อนคลายมากอยู่แล้ว
การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ: แบงก์ชาติต้องการใช้ดอกเบี้ยระดับนี้เพื่อดึงเงินเฟ้อระยะกลางให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบัน GDP ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% การคงดอกเบี้ยในระดับที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระต้นทุนเพื่อหนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ยังคงมี "กระสุน" หรือพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space): แม้ดอกเบี้ยจะต่ำ แต่ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ มองว่าที่ระดับ 1% ยังมี "Room" หรือพื้นที่เพียงพอที่จะปรับลดลงได้อีกหากเกิดเหตุการณ์ช็อกทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยกตัวอย่างในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่เคยปรับลดลงไปได้ถึงระดับ 0.50%