โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กต.ยัน คนไทยในตะวันออกกลางยังปลอดภัย เร่งหารือเส้นทางอพยพ เผยมี 49 คนไทยขอกลับบ้าน

Khaosod

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กต.ยืนยัน คนไทยในตะวันออกกลางยังปลอดภัย เร่งหารือเส้นทางอพยพ ถกต่อวงประชุม สมช.พรุ่งนี้ ทั้งผลกระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน-ความมั่นคง เผยมี 49 คนไทยใน 2 ประเทศ แจ้งขอกลับบ้าน

วันที่ 1 มี.ค.69 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นประธานการประชุมศูนย์สถานการณ์ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ ตลอดจนวางแนวทางการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง และวิเคราะห์เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาว่ามีเป้าประสงค์อะไร เนื่องจากในขณะนี้สถานการณ์บานปลายออกไปสู่ประเทศอื่น ทำให้คาดการณ์ว่าไม่น่าจะยุติลงง่ายๆ

เวลา 19.45 น. ภายหลังการประชุม ซึ่งใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวสรุปสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 1 มี.ค.69 ตามเวลาของประเทศไทย อิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศไปยังพื้นที่เป้าหมายสำคัญในกรุงเตหะราน และเมืองต่างๆ ทั่วอิหร่าน ต่อด้วยปฏิบัติการโจมตีทางทหารโดยสหรัฐอเมริกา

และในวันเดียวกัน อิหร่านได้โจมตีทางทหารเพื่อตอบโต้ไปที่ฐานทัพเรือสหรัฐ ในบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอิรัก สถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่ต่างๆ จึงได้เล่าถึงผลกระทบของการโจมตีตอบโต้ในสถานที่พลเมือง เบื้องต้นทราบว่าขณะนี้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆยังปลอดภัยดี

ต่อจากนั้น เมื่อสำนักข่าวของอิหร่านได้รายงานข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยระบุว่า ได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 ก.พ. สถานการณ์ในขณะนี้จึงมีความอ่อนไหวสูง และมีความน่าเป็นห่วง ขณะเดียวกันการสู้รบก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอย้ำให้คนไทยในพื้นที่ต่างๆ ติดตามประกาศ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด

ส่วนเรื่องท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ท่าทีไทยแล้วเมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) โดยได้ย้ำในหลักการ 3 ประการ
ประการที่ 1 ไทยติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความห่วงกังวลอย่างยิ่ง
ประการที่ 2 ไทยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งยุติการดำเนินการใดๆที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง และอาจจะส่งผลกระทบต่อสันติภาพ ตลอดจนความมั่นคงของประเทศและชีวิตของพลเรือนในภูมิภาค
ประการที่ 3 ไทยเรียกร้องให้มีการเร่งรัดแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเจรจาและการทูต

ขณะที่การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ นายปาณิดล กล่าวว่า ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของไทยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้จัดตั้งศูนย์ประสาน 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุล เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนกับคนไทย อีกทั้งยังได้ประกาศแจ้งเตือนคนไทยที่ไม่มีความจำเป็น พิจารณาหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงนี้

นอกจากนี้ นายปาณิดล ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 110,000 คน แต่ในภาพรวมยังไม่มีใครได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สถานทูตจึงได้ประกาศแจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการของประเทศนั้นๆ พร้อมให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ และหลีกเลี่ยงการออกจากที่พักอาศัย ขณะเดียวกันก็อาจมีการประสานกับประเทศอื่นๆ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเตรียมแผนอพยพของตนเองด้วยเช่นเดียวกัน

นายปาณิดลกล่าวอีกว่า วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ประชุมติดตามสถานการณ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ข้อสรุปดังนี้

กรณี อิหร่าน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน แจ้งว่า ขณะนี้ยังมีการโจมตีในพื้นที่ความมั่นคงอยู่ตลอด และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานทูตจึงได้เปิดศูนย์อำนวยการให้คนไทยสามารถติดต่อได้ตลอดเวลา หากต้องการความช่วยเหลือ หรือหากมีข้อซักถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็สามารถติดต่อสถานทูตได้เสมอ

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างวางแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยเปิดให้คนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับมาด้วยแล้ว ซึ่งในส่วนของอิหร่านตอนนี้มีคนไทยจำนวน 29 คน แสดงความประสงค์ที่จะเดินทางกลับไทย ซึ่งมีทั้งนักศึกษาและแรงงานไทย

ส่วนกรณีของ อิสราเอล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ แจ้งว่า สถานทูตได้สื่อสารกับชุมชนไทยอย่างใกล้ชิด โดยได้เปิด 4 หมายเลขโทรศัพท์ให้ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้มีคนไทยแจ้งความประสงค์ที่จะเดินทางกลับไม่เกิน 20 คน และสายการบินในอิสราเอลยังคงเปิดเส้นทางปกติและยังไปได้ในหลายประเทศข้างเคียง

สำหรับคนไทยในประเทศอื่นๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายจากการโจมตีของอิหร่านและได้รับผลกระทบจากการสู้รบ อาทิ ยูเออี โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และจอร์แดน ทางสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่อยู่ระหว่างสำรวจเส้นทางอพยพและประสานกับสายการบินประเทศเพื่อนบ้านเพื่อดำเนินการอพยพ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะเดียวกันในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) จะมีการประชุมร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบกับประเทศไทยทางในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน ความมั่นคง รวมถึงแผนดำเนินการเพื่อช่วยเหลือคนไทยโดยเร็วที่สุด และการปิดน่านฟ้าในหลายๆ ประเทศ

นายปาณิดล ยังกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าสายการบินไทย มีส่วนในการขนส่งชิ้นส่วนอาวุธไปยังอิสราเอล ว่า การบินไทยได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีแน่นอน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ ยังไม่มีรายงาน และตนเองเชื่อมั่นในการบินไทยแน่นอนว่าสายการบินของเราปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสากลโดยเคร่งครัด

ส่วนที่มีการหยิบยกเรื่องชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอยู่ในประเทศไทยมาพูดคุยในที่ประชุมด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในหลายพื้นที่ นายปาณิดล กล่าวยอมรับว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตา มไทยเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. ได้มีการยืดหยุ่นเรื่องกฎระเบียบแล้วให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศ จึงคาดว่าในวันพรุ่งนี้ (2 มี.ค.) จะมีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาหารือ เพราะเราต้องให้ความสำคัญกับชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยียนประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ที่มา : มติชน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กต.ยัน คนไทยในตะวันออกกลางยังปลอดภัย เร่งหารือเส้นทางอพยพ เผยมี 49 คนไทยขอกลับบ้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...