โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เอกชนแนะพลังงานหารือผู้ค้าน้ำมันด่วน รับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับสถานการณ์ความตรึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านว่า ต้องจับตาสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ราคาโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

รวมถึงราคาน้ำมัน เพราะการที่มีสถานการร์ความตึงเครียดใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และบริเวณใกล้กับการขนส่งทางเรือค่อนข้างหนาแน่น มีโอกาสที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับทั่วโลก และประเทศไทย

นอกจากนี้ ต้องติดตามว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือไม่ หรือเพียงแค่เพาะจุด และจับตาดูพันธมิตรของอิหร่าน เช่น ประเทศในตะวันออกกลางว่าประเทศใดจะออกมาเป็นตัวกลาง หรือประเทศมหาอำนาจที่สนับสนุนอิหร่าน ได้แก่ จีน และรัสเซียจะมีท่าทีอย่างไร รวมถึงจะมีการปะทะรุนแรงแค่ไหน

“ในช่วงสั้นผลกระทบทางจิตวิทยาราคาน้ำมันคงพุ่งขึ้นแน่นอน ส่วนราคาน้ำมันช่วงสั้นน่าจะกระเตื้องขึ้นไม่มาก แต่ในระยะยาวหากสถานการณ์บานปลายก็จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น“

เอกชนแนะพลังงานหารือผู้ค้าน้ำมันด่วน รับมือราคาน้ำมันพุ่งสูง

ทั้งนี้ ได้หวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อ หรือบานปลาย เพราะจะกลายเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีความอ่อนไหวทางด้านน้ำมัน หรือการขนส่งน้ำมัน โดยภาคพลังงานจะเป็นตัวแปรที่สำคัญ

หากมีการโจมตีนอกเหนือจากที่ได้มีการตกลงกันไว้ เช่น บ่อน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันของอิหร่าน เพื่อต้องการทำทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน เช่นเดียวกับกรณีของรัสเซีย ยิ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั่วโลก และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าใดนัก

ส่วนการเตรียมความพร้อมของไทยนั้น แน่นอนว่าต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงบริษัทน้ำมันในประเทศต้องดูว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือจะเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดการสู่รบกันระหว่างรัสเซีย และยูเครน

เพียงต่ครั้งนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ใกล้ชิดกับประเทสไทยมากกว่า เพราะไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกางเป็นหลัก โดยมองว่ากระทรวงพลังงานและบริษัทน้ำมันควรหารือร่วมกันโดยด่วน เพื่อวางแผนรับมือสถานการณ์ รวมถึงวางแผนเรื่องการเส้นทางการขนส่งสำรอง และดูว่าจะมีผลกระทบกับไทยมากน้อยแค่ไหน หากมีการปิดช่องแคบหรือเส้นทางขนส่งปกติ

“กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) จะต้องมีกาประเมินความเสี่ยงในระดับต่างๆ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว กรณีย่ที่สุดสงครามบานปลายจนถึงขั้นมีการปิดอ่าว ไทยจะมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานแค่ไหน จะกระทบมากน้อยอย่างไร เหล่านี้จะต้องพิจารณาดูอย่างเร่งด่วน“

ขณะที่ประเด็นเรื่องการเข้าไปห้ามส่งครามนั้น มองว่าไทยยังเป็นประเทศเล็กเกินไปที่จะสามารถทำได้ แต่หากมีการเจรจาในเชิงต่างประเทศ ไทยก็ควรจะอยู่ในกลุ่มที่ขอให้มีการเข้าสู่การเจรจา โดยใช้วิธีทางการฑูตมากกว่าการใช้สงคราม ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ก็จะต้องมาดูว่าโรงงาน หรืออถตสาหกรรมใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สาุถดจะทำอย่างไร หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นสูงมากจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอะไรบ้าง โดยจะต้องมีการเตรียมการควบคู่กันไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...