“จีน” ส่งสัญญาณคุมพอร์ต “พันธบัตรสหรัฐ” สั่งแบงก์ลดถือครอง หวั่นผันผวน-เสี่ยงกระจุกตัว
หน่วยงานกำกับดูแลของจีนแนะนำให้ธนาคารและสถาบันการเงินภายในประเทศจำกัดการถือครองและเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์และความผันผวนของตลาด
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.14 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้แนะนำให้สถาบันการเงินภายในประเทศควบคุมการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์และความผันผวนของตลาด ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ได้ขอให้ธนาคารจำกัดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มเติม และสั่งให้สถาบันที่มีสัดส่วนการถือครองสูงอยู่แล้วทยอยลดพอร์ตลง โดยแนวทางนี้ไม่ครอบคลุมการถือครองพันธบัตรของรัฐจีนในระดับประเทศ
คำแนะนำดังกล่าวถูกสื่อสารด้วยวาจาไปยังธนาคารรายใหญ่บางแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของทางการจีนว่าการถือครองหนี้รัฐบาลสหรัฐในระดับสูงอาจทำให้ธนาคารเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสถกเถียงในหลายประเทศและในหมู่นักลงทุนทั่วโลกเกี่ยวกับสถานะสินทรัพย์ปลอดภัยของพันธบัตรสหรัฐ และความน่าสนใจของเงินดอลลาร์
แหล่งข่าวย้ำว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านตลาด มากกว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์หรือสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อความน่าเชื่อถือทางเครดิตของสหรัฐ และไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนด้านขนาดหรือกรอบเวลาในการลดการถือครอง
แม้ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐยังคงอยู่ แต่ความสัมพันธ์โดยรวมมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากการพักรบทางการค้าเมื่อปีที่แล้ว
หลังมีรายงานข่าว พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงเล็กน้อย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (yield) ขยับสูงขึ้นในหลายช่วงอายุ ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเพิ่งโทรศัพท์พูดคุยกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีแผนพบผู้นำจีนที่กรุงปักกิ่งเร็วที่สุดในเดือนเมษายน โดยคำแนะนำต่อธนาคารจีนเกี่ยวกับพันธบัตรสหรัฐถูกส่งออกมาก่อนการสนทนาดังกล่าว
ข้อมูลจาก State Administration of Foreign Exchange ระบุว่า ณ เดือนกันยายนที่ผ่านมา ธนาคารจีนถือครองพันธบัตรสกุลดอลลาร์รวมราว 298,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าส่วนใดเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐโดยตรง ขณะที่ People’s Bank of China และ National Financial Regulatory Administration ยังไม่ให้ความเห็น
ท่าทีระมัดระวังของจีนเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามต่อวินัยการคลังของสหรัฐมากขึ้น รวมถึงความกังวลต่อจุดยืนของทรัมป์ต่อค่าเงินดอลลาร์และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve)
เมื่อเดือนที่แล้ว นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank AG เตือนว่าผู้จัดการกองทุนในยุโรปอาจลดการถือครองสินทรัพย์สหรัฐ จากความไม่แน่นอนด้านภาษีและท่าทีเชิงนโยบายของทรัมป์
ทรัมป์ยังระบุในช่วงปลายเดือนมกราคมว่า เขายอมรับได้กับการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งทำให้เงินดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 โดยแรงกดดันมาจากทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำและความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐ
อย่างไรก็ดีรัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในปีที่แล้วทำผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และมีความต้องการจากนักลงทุนต่างชาติในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรวม 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์จากปีก่อน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การถือครองพันธบัตรสหรัฐของจีนทั้งภาครัฐและเอกชนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจีนเคยเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ แต่ถูกญี่ปุ่นแซงหน้าในปี 2562 และถูก United Kingdom แซงในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันจีนถือครองอยู่ราว 683,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2551
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าตัวเลขการลดลงจริงอาจน้อยกว่าที่เห็น เนื่องจากจีนอาจโยกการถือครองไปไว้ในบัญชีรับฝากในยุโรป โดย Belgium ซึ่งรวมบัญชีรับฝากของจีน มีการถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ในปีนี้ ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรง ทั้งราคาทองคำที่พุ่งแรงก่อนร่วงหนัก ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่เผชิญแรงเทขายครั้งใหญ่ และค่าเงินดอลลาร์กับเยนที่แกว่งตัวอย่างรวดเร็ว สะท้อนบรรยากาศความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง : bloomberg.com