โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

อย่าหาทำ! 5 วิธีใช้ยาที่คนไทยเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต เสี่ยงตับพัง-ไตวายไม่รู้ตัว

sanook.com

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
“เปิดความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้! พาราฯ ต้องกินกี่เม็ด? ยาแก้แพ้ต้องง่วงถึงจะดีจริงไหม? และความเข้าใจผิดระหว่าง 'ยาแก้อักเสบ' กับ 'ยาฆ่าเชื้อ' ที่ทำร้ายสุขภาพระยะยาว รวบรวมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญคณะเภสัชฯ มหิดล เพื่อให้คุณใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและหายไวขึ้น”

Tuck Talk สัปดาห์นี้พบเรื่องใกล้ตัว เตือน! วิธีใช้ยาที่คนไทยเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต? กินผิดเสี่ยงกระเพาะทะลุ ไตวาย ตับพัง? มารู้เคล็ดลับการเลือกยาให้ถูกต้อง หายไว และปลอดภัย กับ “รศ. ภก. ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์” อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อย่าปล่อยให้การกินยา กลายเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ยาพาราเซตามอลแค่เป็น ยาแก้ไข้ แก้ปวดหัว ถูกผิดขนาดไหน ?

หมอธนรัตน์ : ถูกครึ่งเดียว เพราะว่าพาราเซตามอลเป็นยาที่ผมว่าทุกบ้านที่ฟังเราอยู่มีติดบ้านหมดเลย บางบ้านมีมากกว่า 1 ยี่ห้อด้วยซ้ำ ทีนี้ตัวพาราเวลาที่เราใช้ด้วยฤทธิ์ของมันอย่างที่เข้าใจว่ามันแก้ปวดศีรษะ ลดไข้ อันนี้ไม่ผิดเพราะว่าเรามักจะเห็นภาพของพาราเป็นแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วปัจจุบันพาราเซตามอลเป็นยาแก้ปวดที่เราใช้ในการรักษาอาการปวดแบบอ่อน ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดต้นคอเวลาที่นอนตกหมอนบ้าง พลิกตัวเร็ว ๆ หมุนตัวเร็ว ๆ แล้วมันเจ็บนิดหนึ่ง หรือเจ็บเข่าในคนไข้ที่เป็นเข่าเสื่อม หรือแม้แต่ในกรณีที่เล่นกีฬาแล้วมีการบาดเจ็บเล็กน้อย พาราเซตามอลก็เพียงพอที่จะใช้

กินทีกี่เม็ด ?

หมอธนรัตน์ : ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์แล้วก็วิธีใช้ ซึ่งมันจะต่างกัน ถ้าเป็นไข้โดยทั่วไปเราจะคิดตามน้ำหนักตัว ถ้าหนัก 45 ใช้ตัวเลข 10 คูณ 45x10 คือ 450 แปลว่าเม็ดเดียว 500 พอ แล้วกินซ้ำทุก 6 ชั่วโมงหรือ 8 ชั่วโมง

ในกรณีที่เล่นกีฬาพาราจะช่วยได้ไหมถ้าเราปวดขาปวดแขน ?

หมอธนรัตน์ : ได้ครับ พาราในลักษณะการปวดที่เป็นเรื่องของระบบกระดูกระบบกล้ามเนื้อ ใช้ได้หมด

ถ้าน้ำหนักตัว 45 กินเม็ดเดียว 2 เม็ดได้ไหม ?

หมอธนรัตน์ : ประเด็นคือเมื่อกี้ผมบอกให้คูณ 10 ในกรณีที่เราใช้เพื่อแก้ปวดศีรษะหรือลดไข้ธรรมดา แต่ถ้าเกิดเป็นกรณีของการปวดที่มาจากกล้ามเนื้อ มาจากกระดูกที่เกิดจากการบาดเจ็บแบบนี้ เราจะขอว่าไม่ต้องสนใจน้ำหนักตัว ถ้าเป็นไปได้เราเพิ่มเป็น 2 เม็ดเลย แล้วกินซ้ำทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมงเหมือนกัน

กินพาราเข้าไปแล้วไม่หายก็ไปกิน ไอบูโพรเฟน ซึ่งแรงกว่าหรือเปล่า ?

หมอธนรัตน์ : ถูกต้องอันนี้คือสิ่งแรกที่บอกว่าถูกต้องคือว่าไอบูโพรเฟนเป็นยาในกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นยาสำหรับรักษาการปวดของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเหมือนกัน ซึ่งในยาในกลุ่มนี้มีเยอะไปหมดเลย บางทีเราจะได้ยินคนเรียกยากลุ่มนี้ว่าเป็นยาแก้อักเสบ เพราะว่าอย่างนี้ครับคือการปวดที่เกิดขึ้นจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่มันเกิดการบาดเจ็บ มันมาจากกระบวนการอักเสบของกระดูกและกล้ามเนื้อก่อน เพราะฉะนั้นการอักเสบคือพื้นฐานเมื่ออักเสบก็เลยทำให้ปวด ดังนั้นถ้าเกิดเราสามารถรักษาต้นเหตุได้ ก็คือลดการอักเสบได้ มันก็เลยทำให้อาการปวดดีขึ้น ตรงไปตรงมา ถ้าถามว่ามันแรงกว่าไหมก็ต้องบอกว่ามันแรงกว่า เพราะว่าด้วยความที่ยากลุ่มแก้อักเสบหรือกลุ่มไอบูโพรเฟนเป็นยากลุ่มที่เวลาเข้าไปออกฤทธิ์ในร่างกาย มันไปรักษาการอักเสบทุกจุดในร่างกายเลย แต่อะไรก็ตามนะที่มาพร้อมคำว่าแรงกว่า สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนตระหนักไว้ร่วมกันเสมอคือเมื่อมันแรงกว่าแปลว่ามันอาจจะอันตรายมากกว่าด้วยเช่นกัน

บางคนซื้อยากินเอง จะหยุดยาตอนไหน จะกินตอนไหน ?

หมอธนรัตน์ : ถ้าเกิดซื้อกินเองอันดับแรกเลย เนื่องจากยากลุ่มนี้ทั้งหมดเราจัดเป็นยาอันตราย เพราะฉะนั้นคำว่ายาอันตรายในทางการแพทย์แปลว่าจะต้องถูกส่งมอบหรือถูกคัดเลือกโดยบุคลากรทางวิชาชีพเป็นหลัก ซึ่งอาจจะเป็นแพทย์เป็นเภสัชกร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะซื้อทานเองก็ต้องหาร้านที่มีเภสัชกรก่อน คืออันดับแรกเลยหรือไปพบคุณหมอ อันที่ 2 หลังจากได้ยามาแล้วถ้าเกิดว่าเป็นกรณีของการปวดแบบเฉียบพลัน อย่างเช่นไปเล่นกอล์ฟแล้วบาดเจ็บ ปวดขึ้นมา อย่างนี้อาจจะแค่วัน 2 วันแล้วจบ เพราะว่ากล้ามเนื้อมันได้หยุดพักแล้ว เราไม่ได้ตีกอ์ฟทุกวันหรือเราไม่ได้เล่นทุกวัน แค่นั้นแล้วจบ พอเป็นใหม่ก็ทานใหม่ อันนี้คือกรณีหนึ่ง แต่ถ้าเกิดว่าเรามีโรคบางอย่างที่มันเป็นโรคเรื้อรังของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น เป็นโรคข้อเสื่อม เป็นโรคข้ออักเสบอยู่แล้ว อันนั้นจำเป็นต้องทานทุกวันก็ต้องทานทุกวัน

กินทุกวันจะติดไหม ?

หมอธนรัตน์ : มันไม่ติดแต่มันอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงอื่น เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร ทำให้ความดันขึ้น

ถ้าไม่กินยา แล้วใช้ยานวดหรือแผ่นแปะผิดไหม ?

หมอธนรัตน์ : ต้องบอกไม่ผิด แล้ววิธีที่ถูกด้วยเพราะว่าจริง ๆ แล้วไม่ว่าเราจะมียาดีแค่ไหนก็ตาม พื้นฐานสำคัญเวลาที่เราเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อก็คือ เราต้องปฐมพยาบาลก่อน การปฐมพยาบาลเลยก็คือ 1 หยุดใช้ ต้องหยุดพักก่อน อันที่ 2 คืออาจจะใช้วิธีการประคบเย็นในช่วง 24 ชั่วโมงแรกอันนี้ได้ แล้วก็ฟิกมันไว้ คืออย่าขยับมัน พอยิ่งขยับมันยิ่งอักเสบมากขึ้น ส่วนยาที่เราใช้ไม่ว่าจะเป็นยาทาภายนอกที่มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด เช่น อย่างกรณีที่เราทาแล้วมันรู้สึกร้อน ๆ พวกนี้หรือว่าเป็นแผ่นปิดผิวหนังก็แล้วแต่ พวกนี้วัตถุประสงค์จริง ๆ ก็คือเพื่อให้หลอดเลือดมันขยายตัว ช่วยทำให้มันพยายามเร่งกระบวนการซ่อมแซมที่เสียไปประมาณนั้น

โดยเฉลี่ยยาเม็ดถ้าอยู่ในกระเพาะเราประมาณกี่นาทีกี่ชั่วโมง ?

หมอธนรัตน์ : โดยทั่วไปครับในมาตรฐานของยา ยาทุกตัวที่ออกมาเป็นรูปแบบยาเม็ด เมื่ออยู่ในกระเพาะแล้วต้องแตกตัวสมบูรณ์ไม่เกิน 15 นาที ต้องไม่เกิน ถ้าเกินแปลว่าตกมาตรฐาน

การแตกตัวเร็วเท่ากับว่าดูดซึมเร็ว การดูดซึมเร็วเท่ากับว่าเห็นผลเร็ว ?

หมอธนรัตน์ : ใช่ เพราะฉะนั้นยาทุกตัวไม่ได้บอกว่าต้องแตกตัวเร็วเสมอไป แต่ว่าถ้าเรากำลังใช้ยาตัวนั้นเพื่อต้องการผลที่รวดเร็ว ก็ควรจะต้องได้ควรจะถูกต้อง สมมติถ้าเกิดเราเจอยารูปแบบที่ไม่แตกอย่างนี้ต้องกลับมาถามตัวเองก่อนว่า ปกติยาตัวนี้ที่เราไว้ที่บ้านเราเก็บถูกไหม เก็บที่ไหน

ไม่ควรเอายาไว้ที่รถ ?

หมอธนรัตน์ : ไม่ควร ร้อนมาก ไม่ว่าจะเป็นยาน้ำยาเม็ด ที่ชื้นอย่างเช่น ถ้าเราดูหนังต่างประเทศจะเห็นว่าฝรั่งชอบเก็บยาในห้องน้ำ ที่ตู้เก็บของสำหรับห้องน้ำ บางทีจะชื้น อันนี้ก็จะเป็นทางหนึ่ง เพราะอย่างยาตัวนี้ที่ผมเอามาให้ เป็นตัวอย่างยาที่ถูกแกะออกมาจากแผง แล้วมันตากอยู่กับโต๊ะ ตากอยู่กับอากาศข้างนอกเป็นระยะเวลาหนึ่ง พอเรามารับประทานเราก็จะเห็นว่าอาจจะไม่ออกฤทธิ์เกิดขึ้น

ยาน้ำเปิดแล้วควรหรือไม่ควรใส่ตู้เย็น ?

หมอธนรัตน์ : ยาน้ำจริง ๆ ไม่ต้องเก็บตู้เย็น อุณหภูมิปกติได้เลย ยาน้ำปกติมีหลายรูปแบบ คำว่าหลายรูปแบบแปลว่าในขวดที่เราเห็น ส่วนใหญ่อาจจะมีที่เรารู้จักกันดีก็คือเป็นยาน้ำหวาน หรือยาน้ำเด็ก ซึ่งจะมีการเติมน้ำเชื่อมเข้าไป กับยาน้ำอีกแบบหนึ่งที่จะมีการเติมพวกแอลกอฮอล์ไปเป็นตัวช่วยละลาย ปริมาณนี้น้อย ๆ นะไม่เมา แต่ว่าก็จะเติมลงไป เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเป็นยาน้ำอื่น ๆ ที่มีแอลกอฮอล์พวกนี้ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นเลย ยาพวกนี้สามารถอยู่ข้างนอกได้เลย

ใส่ตู้เย็นแล้วจะเก็บได้นานจริงไหม ?

หมอธนรัตน์ : ไม่จริง ความเชื่อที่บอกว่าเก็บอยู่ตู้เย็นแล้วเก็บได้นานขึ้น เพราะว่าเขาเข้าใจว่าหรือเชื่อว่าการอยู่ในตู้เย็นจะทำให้เชื้อไม่ขึ้น หรือเชื้อโรคไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นจริง ๆ ไม่จำเป็นเลย อยู่ข้างนอก ยาทุกตัวที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยาน้ำหวาน ยาน้ำที่มีแอลกอฮอล์ผสมทั้งหลาย เมื่อเปิดแล้วอยู่ข้างนอกตู้เย็นได้เลย แล้วส่วนใหญ่คำแนะนำที่เรามักจะแนะนำก็คือเมื่อเปิดแล้วถ้าใช้ไม่หมดภายใน 1 เดือนอยากให้ทิ้ง ไม่ต้องเก็บไว้อย่าเสียดายครับ

ยาแก้หวัดมีหลายยี่ห้อ ประสิทธิภาพมันดีกว่ามันต่างกว่ากันยังไง ?

หมอธนรัตน์ : ถ้าเรามองถึงคำว่ายาแก้หวัดก่อน เพราะว่ายาพวกนี้วัตถุประสงค์ออกมาคือเพื่อใช้สำหรับรักษาการหวัด ทีนี้เวลารักษาการหวัดยาที่มีหลายชั้นหรือยาที่มีรูปแบบแปลก ๆ ใช้คำนี้แล้วกัน ก็มักจะมีส่วนผสมแปลก ๆ ตามไปด้วย อย่างเช่นยาส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของยา 3 ชนิด ที่สำหรับรักษา 3 ข้อบ่งใช้เลย ก็คืออันที่ 1 ยาพื้นฐานคือพาราเซตามอล ยาพวกนี้ผสมพารา อยู่ในยาหวัดอยู่แล้ว เพราะว่าบางทีเป็นหวัดก็จะมีไข้มีปวดหัว ก็เติมตรงนี้เข้าไป ตัวที่ 2 คือยาลดน้ำมูกชนิดง่วงนอน อยู่ในชั้นหนึ่ง เพราะพวกนี้เวลาเป็นหวัดเราก็มักจะมีน้ำมูก ก็อาจจะใส่ยาน้ำมูกเข้าไปเลย อันที่ 3 คือยาช่วยลดอาการคัดแน่นจมูก เพราะมันคือหวัดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหรือบางยี่ห้ออาจจะมียาแก้ไอก็ได้แล้วแต่ มีอยู่ในนั้นเลย หลักการก็คือว่าเวลาที่เป็นหวัดขึ้นมา ถ้าเกิดเรามีอาการครบ 3 อย่าง กิน 1 เม็ดเข้าไปหรือกิน 2 เม็ดเข้าไป เราได้ยาทั้ง 3 ตัว อันนี้ก็ช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้ค่อนข้างดี แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้เป็นหวัดครบทุกอาการ เช่น เราเป็นแค่ปวดศีรษะ ไม่มีน้ำมูก ไม่มีอาการคัดแน่นจมูก ไม่มีอาการไอ คำถามคือแล้วไปกินอีก 2 ตัวที่ได้เข้าไปเพื่ออะไร

ต้องกินตามอาการ แต่ถ้าคัดจมูก แน่นจมูก มีน้ำมูก ก็ทานยาที่มีหลาย ๆ สีได้ ?

หมอธนรัตน์ : ใช่ ก็จะเป็นการลดจำนวนเม็ดยา แทนที่จะต้องไปกิน 3 เม็ด ก็กินเม็ดเดียว แล้วก็ได้ทั้งหมด

หวัดแบบไหนต้องกินยาแก้ ?

หมอธนรัตน์ : แพ้มันมีหลายแบบ อย่างช่วงนี้เราแพ้อากาศเยอะเพราะว่าฝุ่นเริ่มมา จะมี 2 แบบคือ แพ้ด้วยฝุ่นหรือแพ้ด้วยแพ้อากาศที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูก หรือมีอาการแพ้เพราะมีหวัด หรือมีการติดเชื้อไวรัส อันนี้จะเป็นสิ่งที่ต่างกัน การใช้ยาประสิทธิภาพก็จะต่างกันไปด้วย เพราะว่าถ้าเกิดสมมติว่าเราเป็นหวัดจากไวรัส เช่น ไปติดคนนู้นมาคนนี้มา แล้วมีอาการคัดจมูกยาลดน้ำมูก พวกนี้จริง ๆ ถ้าจะได้ผลดีครับต้องง่วงนอน มันจะออกฤทธิ์ดีกว่า

ยาแก้แพ้ถ้าดีต้องง่วงนอนไหม ?

หมอธนรัตน์ : ถ้ายาแก้แพ้ ถ้าเกิดเป็นภูมิแพ้ธรรมดาไม่ได้เป็นหวัด ไม่ได้เป็นเรื่องของติดเชื้อไวรัส กินยาแก้แพ้ง่วงไม่ง่วงประสิทธิภาพเท่ากัน ได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นคำถามคือยาแก้แพ้ที่ง่วงต้องกินวันละหลายครั้ง กินแล้วง่วงด้วย เทียบกับยาแก้แพ้ที่ไม่ง่วงกินวันละครั้ง แล้วไม่ง่วง เลือกได้ ประสิทธิภาพเท่ากันเลยไม่ต่างกัน ต้องแยกแยะให้ดี

กินยาแก้แพ้ทุกวันจะดื้อยาไหม แล้วดื้อยาแล้วเจะเปลี่ยนเป็นยี่ห้ออื่นไปเรื่อย ๆ ไหม ?

หมอธนรัตน์ : ปกติยาแก้แพ้เรากินเพื่อบรรเทาอาการ คีย์เวิร์ดสำคัญคือบรรเทาอาการ ไม่ใช่ทำให้หาย ไม่ใช่ใช้เพื่อป้องกัน เพราะฉะนั้นหลักการคือเวลาที่เราจะใช้ยาแก้แพ้พวกนี้ เช่น ผื่นขึ้น มีน้ำมูก จมูกเราใช้แค่บรรเทาอาการ เหมือนปวดศีรษะเมื่อกี้ก็คือใช้แค่ระยะเวลาสั้น ๆ อาทิตย์ 2 อาทิตย์แล้วจบ ไม่ค่อยกินนาน ถ้าเกิดว่ากรณีเป็นภูมิแพ้อากาศจริง ๆ ปัจจุบันเรามียาที่ออกฤทธิ์ดีกว่า เช่น เป็นยาพ่นจมูก พวกนี้ก็จะสามารถที่จะบรรเทาอาการได้ดี แล้วผลข้างเคียงก็น้อยกว่า แต่ถามว่ามันดื้อยาไหม ต้องตอบว่าไม่ดื้อ แต่มันก็ไม่ควรกิน

บางคนกินยาแก้แพ้เพื่อช่วยการนอน มียาแก้แพ้แล้วง่วงด้วยใช่ไหม ?

หมอธนรัตน์ : ถามว่าผิดไหมจริง ๆ ไม่ผิด แต่ต้องรู้ว่าถ้าเกิดเรากินยาแก้แพ้เพื่อช่วยการนอน เนื่องจากว่ายาแก้แพ้ที่ง่วงมันมีอาการข้างเคียงเยอะ ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเรากินยาทุกวันได้ เราไม่เบื่อนะเรากินได้ แต่ว่าถามว่ากินทุกวันยาทุกตัวเป็นสารเคมี ยาเป็นดาบสังคมเสมอ กินเข้าไปนอกจากประโยชน์โทษมันจะมาด้วย แต่โทษบางทีมันไม่ได้มาแบบชัดเจนมาก อย่างเช่นยาแก้แพ้ที่ง่วงแล้วเอามาใช้เพื่อช่วยนอนไม่หลับ ถามว่าดีไหมจริง ๆ ดี เราหลับ แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่ายาแก้แพ้พวกนี้ถ้าเราใช้ติดต่อกัน 1 มันมีข้อมูลว่าทำให้เกิดสมองเสื่อมได้ถ้าเป็นสมผู้สูงอายุ 2 อาจจะทำให้สับสน 3 มันจะทำให้ถ้าเป็นคุณผู้ชายอายุเยอะหน่อย ต่อมลูกหมากตัวโตนิดหนึ่งฉี่ไม่ออก ใครที่ท้องผูกอยู่แล้วบางทีท้องผูก ซึ่งผลข้างเคียงพวกนี้บางทีมันเป็นผลข้างเคียงที่มันไม่ได้ดูรุนแรง แต่มันจะไปเรื่อย ๆ แล้วบางทีเราไม่รู้ว่ามันเป็นจากยา สมมติเช่นตอนนี้ท้องผูก ปัสสาวะไม่ออกปัสสาวะลำบาก เดินไปหาคุณหมอคุณหมอก็ให้ยาไปกินตัวที่ 2 ตัวที่ 3 มันก็จะเกิดการเพิ่มยาไปเรื่อย ๆ ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่อาจจะต้องระมัดระวังกรณีกินยา

กลไกการออกฤทธิ์ของยา พอเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้วมันออกฤทธิ์ยังไง ?

หมอธนรัตน์ : มันเดา เดาคือแปลอย่างนี้คือเวลาเราประทานยาเข้าไปเมื่อกี้เราเล่าให้ฟังแล้วว่า ยาเวลาจะเข้าร่างกายก็คือต้องแตกตัว ละลายแล้วก็ดูดซึมเข้าร่างกาย พอเข้าไปอยู่ในเลือด เลือดก็คือวิ่งไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามยาเข้าไปในเลือด แปลว่ายาไปทั่วร่างกายได้หมด ปวดไหล่ปวดคอจังเลย ถามว่ายารู้ได้ยังไง ยาก็ไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นตรงนี้ แต่ในเมื่อตอนนี้ฉันอยู่ในเลือด ฉันมีสิทธิ์ที่จะวิ่งไปตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นเธอก็เลยหาย เพราะฉะนั้นจริง ๆ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องกินยาหลายตัว เพื่อช่วยในแต่ละข้อบ่งใช้ที่ต่างกัน เช่น ปวดหัวกินพารา ปวดไหล่กินยาลดการอักเสบ แต่ถามว่าก็มันก็คือช่วยเหมือนกัน ก็กินตัวเดียวก็ช่วยได้แล้ว

ยาแก้อักเสบกับยาปฏิชีวนะ มีวิธีดูอะไรยังไง ?

หมอธนรัตน์ : วิธีดูอันดับแรกดูก่อนว่าเราเป็นอะไร เราเป็นอะไรคือแปลว่า ถ้าเกิดว่าสาเหตุหรือของโรคที่เป็น มันเป็นเรื่องของการบาดเจ็บ มีอาการบวม แดง ร้อน เช่น บางทีเวลาเราออกกำลังกายเราผิดท่ามันก็จะมีการเจ็บมีบวมต่าง ๆ พวกนี้จะเป็นกระบวนการที่เราเรียกว่าเป็นกระบวนการอักเสบของร่างกาย ส่วนใหญ่คำว่าอักเสบเราจะใช้กับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเวลาที่มีปัญหาปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเอว ปวดนู่นปวดนี่ เราก็จะบอกว่าน่าจะต้องไปกินยาแก้อักเสบนะหรือพาราก็ได้

อักเสบ ปวด บวม ร้อน แดง ต้องกินอะไร ?

หมอธนรัตน์ : อันนี้ก็กินเป็นยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือภาษาทางการแพทย์เราเรียกว่ากลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน เช่น ถ้าเป็นน้อง ๆ ที่ปวดท้องประจำเดือน ก็คือพวกตัวพอนสแตน หรือเมฟีนามิก หรือว่าอย่างปวดจากนักกีฬาส่วนใหญ่ก็อาจจะมีใช้อีโทริคอกซิบที่เป็นยาแรง ๆ หน่อยอะไรอย่างนี้

พอนสแตนถือว่าแรงไหม ?

หมอธนรัตน์ : ถือว่าแรงไหม ยาพวกนี้ถ้าเทียบกับพาราแรงกว่า

พอนสแตนแก้ปวดตกหมอน ปวดเข่าได้ไหม ?

หมอธนรัตน์ : ได้หมดเลย มันเข้าไปในร่างกายแล้ว นอกจากมดลูกมันวิ่งที่อื่นด้วย

ยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบเหมือนกันไหม ?

หมอธนรัตน์ : ถ้าเกิดเป็นยาปฏิชีวนะ สาเหตุที่เราจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะคือมีการติดเชื้อแบคทีเรีย แปลว่าจะต้องมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เช่น เป็นแผลที่ผิวหนังแล้วมีหนอง มีหนองที่คอ ติดเชื้อ เพราะฉะนั้นยาที่จะใช้จะเป็นยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเป็นหลัก

สเตียรอยด์กินนาน ๆ แล้วมีปัญหา อันตรายจริงไหม ?

หมอธนรัตน์ : เรื่องจริง สเตียรอยด์เป็นปัญหามาก

โรงพยาบาลรัฐบาลกับโรงพยาบาลเอกชนจ่ายยาเหมือนกันไหม ?

หมอธนรัตน์ : ถ้าตอบความจริง ยาที่ให้เป็นยาตัวเดียวกัน คือเป็นยาที่เป็นตัวยาสำคัญเท่ากันและตัวเดียวกัน เพียงแต่ว่าอาจจะคนละยี่ห้อ อาจจะมาจากบริษัทนอก มาจากบริษัทในประเทศแล้วแต่ หรือแม้แต่รัฐบาลด้วยกันในแต่ละที่ก็อาจจะมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วอันที่ 1 คือถ้าเราดูในคุณภาพยาจะบอกว่าขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ายาจริง ๆ เหมือนกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน อาจจะชื่อไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกพอได้จ่ายตังค์ก็เลยรู้สึกว่าต้องหายแล้ว ไม่หายไม่ได้ประมาณนั้น ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ไม่ได้แตกต่างมาก อีกอันหนึ่งที่อาจจะมีความแตกต่างกันนิดหนึ่งก็คือในแง่ของความแรงของยาที่คุณหมออาจจะเลือกใช้ อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในบางกรณี

บางคนเกินยายาก แล้วหักครึ่งแต่กินพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน บดหรือเอาไปใส่กล้วยใส่นม วิธีการต่าง ๆ สามารถทำได้แค่ไหน ?

หมอธนรัตน์ : ยาส่วนใหญ่เราทำอะไรกับมันก็ได้ หักแบ่งบดได้หมด เพราะสุดท้ายมันลงไปที่กระเพาะเหมือนกัน แต่มันแค่จะทำให้เรากลืนลงไปให้มันได้แค่นั้นเอง เพราะตราบใดที่ยาไม่กลืนมันไม่มีทางออกฤทธิ์ ทีนี้ประเด็นคือมันมีข้อยกเว้นอยู่ตรงที่ว่ายาบางตัวเราออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ยามันมีปริมาณเยอะมาก อย่างเช่นยาตัวหนึ่งปกติเราต้องรับประทานวันละ 3 ครั้ง เราดีไซน์ขึ้นมาโดยการทำให้มันกินเหลือแค่วันละครั้งเดียวได้ เพราะฉะนั้นยาที่เป็นรูปแบบวันละครั้งเดียว แปลว่าเราต้องเอายา 3 มื้อมารวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราไปหักมัน เราไปบดมัน แปลว่าเราก็จะทำให้ปริมาณยาทั้ง 3 เม็ดออกมาทีเดียวเลย แถมออกฤทธิ์สั้นต่างหาก เพราะว่าหลักการออกของยาคือถ้าเราเอามันมารวมกันเมื่อไหร่ หรือเราทำให้มันมีรูปแบบพิเศษเมื่อไหร่ แปลว่ามันจะค่อย ๆ ปลดปล่อยยาออกสู่ร่างกาย ไปทุบมันแล้วอย่างนี้มันก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นยาพวกนี้บางทีมันอันตราย บางทีมันมีข้อจำกัด วิธีสังเกตครับยาที่เรามักจะเจอในชีวิตประจำวันก็คือยาที่มีชื่อห้อย บางทีดูจากชื่อยาก็เดาได้ เช่น - -SR - -XL - - XR ตัวย่อพวกนี้ SR XL CR พวกนี้มันคือสัญลักษณ์ที่เหมือนกับบอกให้รู้ว่ายามันโดนดัดแปลง ให้อยู่ในรูปแบบที่ออกฤทธิ์นาน ๆ หรือมีปริมาณยาเยอะ ๆ เพราะฉะนั้นยาที่เห็นแบบนี้อันดับแรกเลยคืออย่าไปยุ่งกับมัน หรือถ้าเกิดจะแปรรูปก็ถามคุณหมอถามเภสัชก่อนว่ามันแปลรูปได้ไหม ไม่งั้นเดี๋ยวเกิดการไปกินแล้วอันตราย เช่นยาบางตัวอ้วกเลย คือกินแล้วอ้วกเลย เพราะว่าเดิมยามันโดนกระจายมื้ออยู่อย่างนี้ครับ

ไม่กินกับน้ำเปล่ากินกับน้ำผลไม้ นม น้ำอัดลม ไม่ควรใช่ไหม ?

หมอธนรัตน์ : พื้นฐานทั่วไปไม่มีปัญหา สุดท้ายมันไปปนกันอยู่ในกระเพาะ

นมจะทำให้ยาหรือวิตามินนั้นแย่ลง ?

หมอธนรัตน์ : อันนี้เป็นข้อยกเว้น มันจะมีบางบางกรณี ถ้าเขามาร์คไว้ เช่น อย่างในวิตามินที่อาจจะมีพวกธาตุเหล็ก มีเกลือแร่บางตัว ซึ่งพวกนี้ถ้าเกิดเรากินพร้อมนม นมมันจะไปจับ

ยาเม็ดยาน้ำยาแคปซูลมีอายุกี่ปี ?

หมอธนรัตน์ : โดยทั่วไปถ้าเป็นยารูปแบบที่เป็นยาเม็ดแข็ง แคปซูล ยาเม็ดพวกนี้วันหมดอายุก็คือดูตามแผงยาได้เลย

สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากทิ้งท้ายเกี่ยวกับเรื่องยา ?

หมอธนรัตน์ : ผมว่าสิ่งที่ในมุมของบุคลากรทางวิชาชีพที่อยากจะฝากไว้ คือเนื่องจากยาเป็นสารเคมี ยาเป็นสิ่งที่มีทั้งประโยชน์และมีโทษ การใช้ให้ถูกจะทำให้เกิดประโยชน์ที่ดีมาก แต่การที่ใช้แบบไม่ถูกหรือไม่รู้ข้อมูลใด ๆ เลย มันจะเสี่ยง ถ้าเป็นไปได้จะหยิบยาตัวหนึ่งรับประทานเข้าไป จะหยิบกินเข้าไปเราควรจะต้องรู้จักมันดีมากพอ ควรจะต้องรู้ว่าเรากินเพื่ออะไรก่อน เรากินเพื่อป้องกันจริงไหม มันอาจจะป้องกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดข้อบ่งใช้ไม่ชัด ประโยชน์ไม่ชัดเจน ต้องคิดก่อนว่าจะควรกินไหม ในขณะเดียวกันกินแล้วก็ต้องรู้ว่าโอกาสที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยามันมีอะไรบ้าง ยาบางตัวกินแล้วง่วงนอน ยาบางตัวกินแล้วปวดท้อง ยาบางตัวกินแล้วท้องเสีย ซึ่งมันเจอได้หมดเลย เพราะฉะนั้นข้อมูลพวกนี้ถ้าเกิดเรารู้ก่อนล่วงหน้า เหมือนกับเรารู้ว่ามันจะเกิดอะไรกับเรามันจะทำให้เราสามารถติดตามตัวเองได้ แล้วถ้ามีปัญหาอะไรจริง ๆ เราจะได้รีบบอกคุณหมอหรือบอกเภสัชกรต่อไปได้

สามารถติดตาม "Tuck Talk" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot วันพฤหัสบดี (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) เวลา 18.00 น.

คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=2l2h2aefERc

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...