โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯ ลาประชุม ครม. มอบ “โสภณ ซารัมย์” ไฟเขียวแก้ กม. 12 ฉบับ ปลดล็อกการประกอบอาชีพ “บุคคลล้มละลาย”

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 18.00 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 19.52 น.

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งติดภารกิจลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • แก้สัญญามอเตอร์เวย์ “M6” จ่ายค่าตอบแทนเอกชนก่อนเปิดบริการ
  • ป.ป.ช. แนะมาตรการสกัดทุจริตโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ
  • เปิดโควตานำเข้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่-มันฝรั่ง ตามข้อตกลง WTO
  • อนุมัติแก้ กม. 12 ฉบับ ปลดล็อกอาชีพบุคคลล้มละลาย
  • กกต. ไฟเขียวเยียวยาน้ำท่วม 2,203 ล้าน คาดเงินถึงมือ ปชช. สัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งลาประชุม ครม. เนื่องจากติดภารกิจในช่วงเช้า และในช่วงบ่ายต้องเดินทางไปจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา และในช่วงเย็นเป็นประธานการประชุมความมั่นคงที่มณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยในวันนี้มีรัฐมนตรีลาประชุม ครม.อีก 6 คน ได้แก่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ภายหลังการประชุม ครม. นายโสภณได้มอบหมายให้ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.

แก้สัญญามอเตอร์เวย์ “M6” จ่ายค่าตอบแทนเอกชนก่อนเปิดบริการ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. ได้พิจารณาตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ขอความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาการให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงาน และบำรุงรักษา (Operation and Maintenance: O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน–นครราชสีมา (M6)

รองโฆษกฯ ระบุว่า โครงการ M6 เป็นโครงการทางหลวงพิเศษระยะทางประมาณ 196 กิโลเมตร โดยภาครัฐรับผิดชอบงานโยธา และภาคเอกชนร่วมลงทุนในงานระบบและการดำเนินงาน–บำรุงรักษา ภายใต้รูปแบบ PPP Gross Cost มีระยะเวลาร่วมลงทุนไม่เกิน 30 ปี นับแต่วันเปิดให้บริการ

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างงานโยธาของกรมทางหลวงในบางตอนประสบอุปสรรค จำเป็นต้องปรับแบบก่อสร้าง และขยายระยะเวลาดำเนินงาน ส่งผลให้การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างแก่เอกชนล่าช้ากว่าแผนเดิมประมาณ 25 เดือน และกระทบต่อกำหนดวันเปิดให้บริการ

ตามเงื่อนไขสัญญาเดิม กรมทางหลวงสามารถจ่ายค่าตอบแทนการลงทุนงานระบบให้เอกชนได้ภายหลังวันเปิดให้บริการเท่านั้น เมื่อเกิดความล่าช้า เอกชนจึงยังไม่สามารถรับชำระค่าตอบแทน และอาจกระทบต่อการชำระหนี้แก่สถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ

กระทรวงคมนาคมจึงเสนอแก้ไขสัญญา โดยเพิ่มเงื่อนไขให้กรมทางหลวงสามารถจ่ายค่าก่อสร้างงานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง “บางส่วน” ก่อนวันเปิดให้บริการได้ เฉพาะงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินวงเงินตามข้อเสนอเดิมของเอกชน และไม่กระทบยอดรวมค่าตอบแทนทั้งโครงการ

จากการตรวจสอบงานที่แล้วเสร็จ ณ วันที่ 10 มกราคม 2568 คำนวณเป็นวงเงินประมาณ 128.55 ล้านบาท ซึ่งจะจ่ายจากบัญชีเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง และไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเงินของกองทุนดังกล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขสัญญาครั้งนี้ไม่ถือเป็นการจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม แต่เป็นการปรับจังหวะเวลาการจ่ายค่าตอบแทนบางส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของโครงการ โดยเอกชนคู่สัญญายินยอมไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม และระยะเวลาการดำเนินงานและบำรุงรักษา 30 ปีจะยังคงเดิม ทั้งนี้ การดำเนินการได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 แล้ว และเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติได้ และ อส. พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า เห็นควรให้กรมทางหลวง (ทล.) ตรวจสอบเนื้องานที่เอกชนคู่สัญญาได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ เพื่อคำนวณเป็นค่าตอบแทนการดำเนินงานในระยะที่ 1 บางส่วน ก่อนวันเปิดให้บริการ และควรพิจารณาว่าการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อบัญชีเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางของ ทล. หรือไม่ ซึ่ง ทล. ได้ดำเนินการตามความเห็นของ อส. ดังกล่าวแล้ว โดย ทล. แจ้งว่า การจ่ายค่าตอบแทนการดำเนินงานในระยะที่ 1 บางส่วนก่อนวันเปิดให้บริการจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานะทางการเงินของบัญชีเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง

มอบปลัดพลังงานลงนามความร่วมมือ ไทย–IEA

นางสาวลลิดากล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างแผนงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทย กับ International Energy Agency (IEA) ประจำปี ค.ศ. 2026–2027 (พ.ศ. 2569–2570) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพลังงาน หรือ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในแผนงานดังกล่าว ระหว่างวันที่ 17–18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

รองโฆษกฯ กล่าวว่า แผนงานความร่วมมือฉบับนี้เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือเดิม โดยมุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านพลังงานของประเทศไทยในระยะ 2 ปี ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และสถิติพลังงานตามมาตรฐานสากล การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนานโยบายและแบบจำลองพลังงาน การขยายพลังงานหมุนเวียน ระบบไฟฟ้าและดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังครอบคลุมความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น การจัดทำรายงานทิศทางพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การทบทวนความมั่นคงด้านพลังงานของอาเซียน การแลกเปลี่ยนบุคลากร การฝึกอบรม และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านพลังงานของไทยอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกฯ ระบุว่า แผนงานความร่วมมือดังกล่าวเป็นกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายและวิชาการ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นการสร้างภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป โดยกระทรวงพลังงานได้จัดสรรงบประมาณรองรับการดำเนินกิจกรรมไว้แล้ว

ทั้งนี้ ความร่วมมือไทย–IEA จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการภาคพลังงานของประเทศ สนับสนุนการจัดทำนโยบายพลังงานที่สอดคล้องกับทิศทางโลก เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

เปิดโควตานำเข้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ – มันฝรั่ง ตามข้อตกลง WTO

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ตามพันธกรณีความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2569-2571 สำหรับสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและไม่เป็นผง หัวพันธุ์มันฝรั่ง และมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ดังนี้

1. เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ปริมาณในโควตาปีละ 3.15 ตัน (6,944 ปอนด์) อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 218 ให้นำเข้าได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี

2. หอมหัวใหญ่ (แห้งเป็นผงและไม่เป็นผง) ปริมาณในโควตาปีละ 1,256.50 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 142 ให้นำเข้าได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี

3. หัวพันธุ์มันฝรั่ง ปริมาณในโควตาไม่จำกัดจำนวน อัตราภาษีในโควตา ร้อยละ 0 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 ให้นำเข้าได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของทุกปี4. มันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ปริมาณในโควตาปีละ 83,000 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 ให้นำเข้าในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม – ธันวาคมของทุกปี สำหรับการนำเข้าในเดือนมกราคมให้นำเข้าไม่เกินร้อยละ 20 ของปริมาณรวมทั้งหมด ที่ได้รับการจัดสรรในโควตาของผู้ประกอบการแต่ละราย

ไฟเขียวแก้ กม. 12 ฉบับ ปลดล็อกอาชีพบุคคลล้มละลาย

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอดังนี้

1. สาระสำคัญ

1) ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลายในการรับราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ (รวม 12 ฉบับ) โดยกำหนดให้การเป็นบุคคลล้มละลายไม่เป็นคุณสมบัติ หรือ ลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพบางประการ และกำหนดให้บุคคลล้มละลายทุจริต ยังเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพเช่นเดิมต่อไป เพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกลับมาสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อีก และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง สามารถพิจารณาให้บุคคลที่ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายสามารถดำรงตำแหน่งเดิมต่อไปได้ หรือกำหนดให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง สามารถพิจารณาให้บุคคลล้มละลายย้ายไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสม โดยอาจพิจารณาให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิมได้ภายหลังจากที่ได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาบุคลากรที่ดำรงตำแหน่ง หรือ ประกอบอาชีพที่มีความรู้ ความสามารถให้อยู่ในระบบต่อไป และเพื่อเป็นการลดข้อจำกัด หรืออุปสรรคในการดำรงชีวิตของประชาชน อีกทั้งเพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเกินสมควร ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ

2) สำนักงาน ป.ย.ป. ได้นำร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยได้รับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติฯ ผ่านทางเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) และจัดให้มีการประชุม เพื่อพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และเปิดเผยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากกฎหมายด้วยแล้ว โดยส่วนใหญ่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 91.2 3) สำนักงาน ป.ย.ป. เห็นว่า ปัจจุบันบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐหลายฉบับได้กำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพในหน่วยงานของรัฐ อันเป็นข้อจำกัดของบุคคลล้มละลาย ซึ่งมีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคล ตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขัดต่อหลักสากลในการเคารพสิทธิเสรีภาพในการทำงาน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล รวมทั้งอาจเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งสถานะของบุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติกฎหมาย ที่มีลักษณะดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลเกินสมควร

โดยการเสนอแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายจำนวน 12 ฉบับในคราวเดียว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้เป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อให้กระบวนการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาก่อน และเมื่อ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ข้อ 2.4 (ก)

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้ สำหรับเรื่องนี้เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับเรื่องที่ สคก. เคยเสนอความเห็นแล้ว แต่โดยที่การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการเสนอขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องในทางนโยบายที่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่สมควรดำเนินการเสนอในระหว่างยุบสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ดี เนื่องจากสำนักงาน ป.ย.ป. แจ้งว่า เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย เพื่อมิให้จำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลเกินสมควรประกอบกับเป็นการแก้ไขกฎหมายจำนวน 12 ฉบับ ในคราวเดียวกัน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ทำให้มีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณาก่อน เมื่อ สคก. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ตามข้อ (2) (2.4) (ก) ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการ ยุบสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่มีความจำเป็นตามที่สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ ก็สามารถพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อ (2) (2.4) (ก) ข้างต้น

2. ความเป็นมาของเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

1.1 กฎหมายในประเทศไทยหลายฉบับ ได้กำหนดข้อจำกัด สำหรับบุคคลที่ล้มละลาย หรือ เคยล้มละลายดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพต่างๆ เช่น ห้ามดำรงตำแหน่งสำคัญห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ห้ามรับราชการและห้ามประกอบอาชีพอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับมีความลักลั่นกัน ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและมีความล้าสมัยใน 4 ประเด็น คือ

1) เหมารวมว่าบุคคลล้มละลายไร้ความสามารถทุกคน ซึ่งเป็นความคิดที่ล้าสมัย เนื่องจากการล้มละลายมีหลายรูปแบบ และการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพมีความแตกต่างกันทั้งในด้านอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อบุคคลอื่นหรือประชาชนโดยรวม โดยบางตำแหน่งหรืออาชีพอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารด้านการเงินหรือทรัพย์สิน และการเป็นบุคคลล้มละลายมิได้กระทบต่อความสามารถในการทำงาน

2) การล้มละลายไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมไม่ดีเสมอไป และการล้มละลายอาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้เป็นบุคคลล้มละลายได้ แม้จะดำเนินการอย่างสุจริต และใช้ความระมัดระวังอันสมควรแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ยังไม่มีผลการวิจัยที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าบุคคล ซึ่งล้มละลายแล้วจะกระทำการทุจริตทุกคน

3) การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง และการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายไม่เป็นประโยชน์ และไม่คุ้มค่า เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการที่ลูกหนี้ไม่มีรายได้ และภาครัฐต้องเสียบุคลากรโดยไม่จำเป็น

4) การกำหนดข้อจำกัดดังกล่าวขัดต่อหลักสากล ในเรื่องการเคารพสิทธิของบุคคล และการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุของฐานะทางเศรษฐกิจ และยังอาจเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นอกจากนี้ การกำหนดข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่ล้มละลาย หรือ เคยล้มละลายดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพต่างๆ ไว้ในกฎหมาย อาจส่งผลกระทบในมิติต่างๆ โดยบุคคลล้มละลายอาจสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพที่ตนต้องการ หรืออาจสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพที่ตนเคยทำ รวมถึงอาจสูญเสียสถานะทางสังคมจากการถูกจำกัดให้ประกอบกิจกรรมทางสังคมบางประเภท ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสังคม โดยบุคคลล้มละลายที่ไม่มีโอกาสประกอบอาชีพสุจริต อาจไปประกอบอาชีพผิดกฎหมาย หรือสร้างปัญหาสังคมอื่นๆ และการกำหนดข้อจำกัดสำหรับบุคคลที่ล้มละลาย หรือ เคยล้มละลายไว้ในกฎหมายหลายฉบับไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาวการณ์ของสังคมในปัจจุบัน

1.2 สำนักงาน ป.ย.ป. จึงได้เสนอหลักเกณฑ์การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง หรือ การประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย ซึ่งเป็นการกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง หรือ การประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย โดยแบ่งการพิจารณาเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

1) ตำแหน่งสำคัญในภาครัฐ เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ ผู้ตรวจการแผ่นดินควรกำหนดห้ามไม่ให้บุคคลซึ่งเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริตดำรงตำแหน่ง

2) การดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องพิจารณาถึงความเชี่ยวชาญของตำแหน่งกรรมการนั้นเป็นสำคัญ โดยในกรณีที่ความเชี่ยวชาญของตำแหน่งกรรมการนั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการทรัพย์สินหรือกิจการ ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดให้การเป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายเป็นข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่ง

3) การรับราชการ กฎหมายไม่ควรกำหนดห้ามเป็นการทั่วไปมิให้บุคคลซึ่งเป็น หรือ เคยเป็นบุคคลล้มละลายเข้ารับราชการ ส่วนกรณีที่ตำแหน่งราชการนั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สิน หากเจ้าหน้าที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายซึ่งมิใช่เป็นการล้มละลายทุจริต หน่วยงานของรัฐยังคงสามารถย้ายบุคคลนั้น ไปทำงานในส่วนงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินได้และ

4) การประกอบอาชีพอื่นๆ หากเป็นอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สิน หรือกิจการ หรือมีเหตุผล หรือความจำเป็นอื่น ที่ไม่อาจให้บุคคลล้มละลายเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ ให้สามารถกำหนดข้อจำกัดดังกล่าวไว้ในกฎหมายตามความจำเป็นและเหมาะสมได้ เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ นำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาการจัดทำร่างกฎหมาย และการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ

ทั้งนี้ จะช่วยให้การจัดทำร่างกฎหมายไม่เป็นการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนจนเกินความจำเป็น มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาวการณ์มากขึ้น ช่วยลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย และเพื่อเป็นการรักษาบุคลากร ที่ดำรงตำแหน่ง หรือประกอบอาชีพที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่ในระบบ อย่างไรก็ตาม สำหรับบุคคลที่ล้มละลายทุจริตนั้นอาจนำมาเป็นข้อจำกัดต่อไปได้ เพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกลับมาสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อีก

1.3 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 เห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย ตามที่สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ และให้ส่วนราชการนำไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย และการตรวจสอบกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ หากเห็นว่ากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ยังมีความ ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้เสนอร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขหรือยกเลิกบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องนั้นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

เห็นชอบ ขรก.-รสก.อุปสมทบหมู่ 93 รูป ไม่ถือเป็นวันลา

นางสาวอัยรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ 93 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์พระบรมราชินูปถัมภ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2569 จำนวน 10 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน และได้เงินเดือนตามปกติ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ประชาชน ได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูกตเวทีและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รวมถึงได้มีโอกาสพัฒนาตนเองและทำความดีอันเป็นแบบอย่างแด่ชนรุ่นหลัง

กกต.ไฟเขียวเยียวยาน้ำท่วม 2,203 ล้าน คาดเงินถึงมือ ปชช.สัปดาห์นี้

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณสำหรับการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ จากนี้ไม่ต้องมีใครต้องรอคอยอีกแล้ว

นายภราดรกล่าวว่า ภายหลังจากที่ กกต. ให้ความเห็นชอบแล้ว ในวันนี้สำนักงบประมาณจะดำเนินการโอนงบประมาณไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งคาดว่าการโอนเงินเยียวยาจะถึงมือประชาชนภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวเป็นไป ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม วงเงิน 2,203 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีสิทธิที่ตกค้างจากการลงทะเบียนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการช่วยเหลือต่อเนื่องจากการจ่ายเงินเยียวยา 2 รอบก่อนหน้า

“ดีใจที่จากนี้ไม่ต้องมีประชาชนต้องรอคอยเงินเยียวยาก้อนนี้อีกแล้ว ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และเร่งรัดทุกขั้นตอนเพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด” นายภราดรกล่าว

แต่งตั้งผู้ตรวจราชการ สำนักนายกฯ 3 ตำแหน่ง

นางสาวอัยรินทร์กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้ง นางอุษา จั่นพลอย บุญเปี่ยม ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเฉพาะด้านนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัล) ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) เสนอแต่งตั้ง นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัล) ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล แทน นายเทพรัตน์ พิมลเสถียร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัล) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นางนลินี มหาขันธ์ ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

2. นางสาวทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

3. นางรัชนี ศรีสุข ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...