โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ข้ามชอตคดีเลือกตั้ง ‘อนุทิน 2’ แบ่งโควตารัฐมนตรี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 01.01 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 01.01 น.

การจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานการตั้งคดีเลือกตั้ง ที่อาจเสี่ยงต่อการ “ขัดรัฐธรรมนูญ ?”

เมื่อวาระการร้องเรียน-ตั้งคดีเลือกตั้งไม่โปร่งใส มุ่งหน้าไปสู่ 2 ศาล ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลปกครอง ไม่เว้นแม้แต่ตั้งวาระพิจารณาไปที่สมาชิกวุฒิสภา

หลากความผิดปกติในการจัดการเลือกตั้งส่งผลให้จำนวนคำร้อง-ผู้ร้องถือว่ามโหฬารเป็นประวัติการณ์

ขณะที่เสียงการนับคะแนนเลือกตั้งยังไม่จบลง-บัญชีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ผลรวม สส.ทั้ง 2 ระบบ ยังไม่นิ่งจนถึงบรรทัดสุดท้าย แต่เสียงการจัดตั้งรัฐบาลกลับดังกระหึ่มขึ้น กลบคำตอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

295 เสียงท่วมรัฐบาลอนุทิน 2

หลังผ่านการเลือกตั้งมาครบ 1 สัปดาห์ ด้วยบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทย ทำให้เสียงในมือว่าที่รัฐบาลอนุทิน 2 มีเสียงสนับสนุนแล้ว 283 เสียง 10 พรรค ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง เพื่อไทย 74 เสียง พลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน พรรคใหม่ 1 เสียง พรรครวมใจไทย 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง พรรคมิติใหม่ 1 เสียง

เกมรวมพรรคเครือข่ายไว้ต่อรองโควตารัฐมนตรี ยังมีปรากฏที่พรรคเพื่อไทย ที่เกี่ยว สส.พรรคประชาชาติไว้ 4 เสียง และพรรคไทยรวมพลังอีก 5 เสียง รวมเป็น 9 เสียง อาจทยอยเข้ามาสมทบ หากเงื่อนไขดีลลงตัว

ส่วนพรรคขนาดจิ๋วที่พรรคภูมิใจไทยดีลเพิ่ม มีทั้งพรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง หากรวมเสียงทั้งหมด รัฐบาลทะลุ 295 เสียง โดยไม่นับรวมพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

เป็นไปตามคำประกาศของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องการคุมกระทรวงเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ต่างประเทศ ทั้งหมด โดยยังไม่มีเสียงของกล้าธรรมอยู่ในสมการรัฐบาลใหม่

“สส.เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ” ของพรรคกล้าธรรม จะได้เห็นเส้นทางการเมืองใหม่ ต้องหลังตะวันตกดินวันที่ 19 กุมภาพันธ์ หลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค และมีเสียง-ภาพแกนนำไปปรากฏตัวที่พรรคภูมิใจไทย จึงจะการันตีได้ตั๋วไปต่อในรัฐบาลหน้า

10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี

ภายใต้ฝุ่นตลบเกมจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยกำหนดโควตารัฐมนตรี 10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้ ในการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคภูมิใจไทยจะคุมกระทรวงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงไว้ทั้งหมด 10 กระทรวง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม

มีรายงานข่าวระบุว่า นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีควบกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคอาจได้นั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มีแนวโน้มได้นั่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา หรือ รมว.วัฒนธรรม โดยต้องชิงกับ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่ต้องการดูกระทรวงการท่องเที่ยวฯ นายภราดร ปริศนานันทกุล คาดว่าจะได้นั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ขณะที่แม่ทัพภูมิใจไทยที่พา สส.เข้าตามเป้ายังลุ้นจะได้นั่งกระทรวงใหญ่เกรดเอ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา

ขณะที่พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ตามสูตร 10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจะได้รัฐมนตรี 7-8 ที่นั่ง โผว่าที่รัฐมนตรีจึงลอยล่องข้ามพรรค หวังพื้นที่ 5 กระทรวง อาทิ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2.กระทรวงศึกษาธิการ 3.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4.กระทรวงแรงงาน 5.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทว่าโผชิ้นนี้ยังลอยวนอยู่ในพรรคเพื่อไทย ยังไปไม่ถึงแกนนำและผู้นำบารมีหลังม่านภูมิใจไทย

2 พรรคใหญ่ชิงทำนโยบาย

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองปรากฏการณ์จัดตั้งรัฐบาลในกรณีการจัดตั้งรัฐบาลผสมพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็ก จะมีข้อดีข้อเสียต่อประเทศแค่ไหนว่า ในกรณีการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคใหญ่แค่ 2 พรรค คือพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายหาเสียง มีข้อดีคือ รัฐบาลจะคุมทิศทางการบริหารได้มาก เพราะพรรคเล็กอื่น ๆ ไม่มีวาระทางนโยบายของตัวเอง การแข่งขันเชิงนโยบายทำให้พรรคต้องพยายามผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้

แม้ภูมิใจไทยจะไม่ได้เสนอนโยบายชัดเจน แต่ประชาชนเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับว่าที่รัฐมนตรีเทคโนเครต 3 คน (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) การแข่งขันด้านนโยบายทำให้ประชาชนสามารถประเมินผลงานได้ชัดเจน ถ้าทำไม่สำเร็จประชาชนรู้ว่าต้องลงโทษใคร

แต่ข้อสังเกตคือ ภูมิใจไทยและเพื่อไทยเป็นพรรคคู่แข่งสำคัญ มีฐานเสียงทับซ้อนกัน อาจมีการเตะตัดขาเพื่อไม่ให้อีกพรรคได้สร้างผลงาน อาจมีปัญหาว่าเครดิตของการทำนโยบายจะเป็นของใคร เช่น นโยบายคนละครึ่งสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทั้งพรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติก็อ้างว่าเป็นของตนในการเลือกตั้งปี 2566

นอกจากนั้น หากไม่ตกลงล่วงหน้าก่อนว่าจะนำนโยบายใดของพรรคไหนมาใช้ นโยบายไหนจะเก็บใส่ลิ้นชักรอไว้ก่อน หรือนโยบายไหนของทั้ง 2 พรรคจะนำมาปรับร่วมกันระหว่าง 2 พรรค อาจเกิดปัญหาแย่งชิงพื้นที่และความสำเร็จของนโยบาย

ถ้ามีกล้าธรรมถ่วงดุลอำนาจ

ศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า ในกรณีที่มีกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล อาจทำให้การส่งมอบนโยบายทำได้ยากขึ้น เพราะการบริหารกระทรวงจะถูกซอยแบ่ง จนกลายเป็นการจัดสรรตำแหน่งมากกว่าการบริหารงาน และกระทรวงกลายเป็นการดูแลฐานผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกรในกรณีพรรคกล้าธรรมได้ดูแลกระทรวงที่หมายใจไว้ หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม แต่ไม่ได้คุมกระทรวงเป้าหมาย เพราะภูมิใจไทยจะดึงกระทรวงเกษตรฯคืนมาเชื่อมกับกระทรวง ก็ต้องชดเชยให้กระทรวงที่พอใจให้กล้าธรรม

การไม่มีกล้าธรรมในสมการรัฐบาลผสม จะทำให้รัฐบาลต้องพึ่งพาพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก ถ้าเพื่อไทยถอนตัวรัฐบาลล่มทันที เช่นเดียวกัน ถ้ามีกล้าธรรมโดยไม่มีเพื่อไทย จะทำให้กล้าธรรมเป็นเป็นผู้ผูกขาดเสถียรภาพของรัฐบาล รัฐบาลผสมของ 3 พรรคใหญ่ ถึงแม้ตัวเลขจะเกินความจำเป็นไปมาก แต่จะเป็นไปเพื่อลดอำนาจต่อรองของแต่ละพรรค เมื่อมีมากกว่าหนึ่งพรรคที่จำเป็นไม่มีใครสามารถขู่ถอนตัวได้ง่าย

โดยสรุป การมีทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมในรัฐบาลไม่ได้หมายถึงความใกล้ชิดเชิงอุดมการณ์ แต่คือการจัดวางสมดุลอำนาจภายในรัฐบาล ซึ่งเข้าลักษณะ Oversized Coalition คือมีเสียงเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อกันความเสี่ยงการถอนตัว เพิ่มเสถียรภาพเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะในช่วงโหวตกฎหมายสำคัญ หรืองบประมาณ รัฐบาลไม่ต้องต่อรองหนักทุกครั้งที่มีร่างกฎหมาย

ข้อสังเกตคือ การต่อรองระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม อาจเกี่ยวกับความเสี่ยงของนายกรัฐมนตรี หากมีผู้ยื่นร้องเรียนประเด็นจริยธรรมของประธานที่ปรึกษาพรรค (ร.อ.ธรรมนัส) ด้วย หากกล้าธรรมร่วมรัฐบาลอาจเป็นไปได้ที่หัวหน้าพรรคอาจจะไม่คุมกระทรวงใดเลย

เร่งเกมคดีเลือกตั้งถึงศาลรัฐธรรมนุญ

คู่ขนานกับการจัดตั้งรัฐบาล คือกระแสสังคมที่เกิดความไม่พอใจการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่การนับคะแนนที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 1 สัปดาห์ ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ความผิดปกติในการนับคะแนนเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งหลายหน่วย ซ้ำเติมด้วยบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ที่มีการตั้งคำถามว่าสามารถย้อนตรวจสอบไปถึงผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้หรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่ “ไม่เป็นความลับ” ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85

12 คำร้อง กกต.ขัดรัฐธรรมนูญ ?

โดยขณะนี้มีทั้งบุคคล กลุ่มบุคคล นักวิชาการ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ กกต. ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยหลายคำร้องมีปลายทางนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตัดสินว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

ล่าสุดสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้มีการชี้แจงกรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการที่ กกต.พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนรู้ได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด พรรคการเมืองใด เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 หรือไม่ โดยกำหนดให้สำนักงาน กกต.ชี้แจงกลับมาภายใน 7 วัน

ทั้งนี้ จากการที่มีผู้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน 12 คำร้อง แต่มี 3 คำร้องที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 อันจะทำให้การลงคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นความลับ ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ประกอบด้วย คำร้องของนายภัทรพงศ์ ศุภักษร ทนายอั๋น บุรีรัมย์ คำร้องของนายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ และคำร้องของตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ

นักศึกษาพึ่งศาลปกครอง

ด้านกลุ่มที่ยื่นศาลปกครองขอให้ศาลสั่ง กกต.ระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง ประกอบด้วย นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย ทนายความ ซึ่งกรณีนี้ศาลปกครองกลางออกหมายเลขคดีดำที่ 304/2569

กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสำรอง ได้ยื่นฟ้อง กกต. สำนักงาน กกต. และเลขาธิการ กกต. ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย โดยให้ศาลสั่งให้บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นบัตรเสีย และไม่ให้นับเป็นคะแนน รวมทั้งให้ กกต.เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้งดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ

ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษา 9 สถาบัน ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง และม.ศรีนครินทรวิโรฒ นำโดย นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ

ยื่นฟ้อง กกต. และเลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครองกลาง โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้การจัดการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ และห้ามไม่ให้ระบบรหัสคิวอาร์โค้ด หรือเทคโนโลยีอื่นใดที่มีลักษณะในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาใช้จัดทำบัตรเลือกตั้ง หรือใช้ในกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งต่อ ๆ ไป

209 ประชาสังคมจี้เปิดคะแนน 100%

ขณะที่กลุ่ม We Watch และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน เรียกร้องต่อ กกต.เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ประชาชนตรวจสอบได้ และดำเนินการทันที โดยเปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด ประการที่สอง ชี้แจงข้อสงสัยอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมีหลักฐานรองรับ อธิบายกรณีคะแนนลดลง หรือข้อมูลไม่ตรงกัน กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ประการที่สาม นับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วยที่มีข้อสงสัย และเปิดเผยต่อสาธารณะ ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยหรือเขตที่มีข้อสงสัย เพื่อแก้ข้อคลางแคลงใจตรงจุด

อีกด้านหนึ่ง คณาจารย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้ห่วงใยต่อการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมจำนวน 209 คน ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ เรื่องความรับผิดของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้ กกต.ชี้แจง 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ให้ชี้แจงการทำเครื่องหมายบาร์โค้ดไว้ในบัตรลงคะแนนเลือก สส. อาจทำให้สืบค้นกลับไปสู่บุคคลที่ทำการลงคะแนนได้ หากเครื่องหมายดังกล่าวเป็นความจริง ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยลับแต่อย่างใด

2.การนับบัตรในระหว่างไฟดับ, การขีดคะแนนบนกระดาษที่ซ้อนทับกัน ฯลฯ การประกาศคะแนนของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง กระทั่งการรวมคะแนนที่แสดงให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก 3.การนับคะแนนภาพรวมในระดับชาติที่ดำเนินไปอย่างล่าช้าและคลาดเคลื่อนอย่างสำคัญ 4.การรวบรวมและการจัดเก็บกล่องลงคะแนนที่อาจมิได้กระทำการอย่างถูกต้องและมีเงื่อนงำ

การเลือกตั้งอาจไม่โมฆะ

อ.ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่า แม้เรื่องคำร้องต่าง ๆ จะถูกส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะศาลสามารถวินิจฉัยแบบไม่เสียหลักการ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยว่า แม้การใช้บัตรลงคะแนนแบบมีบาร์โค้ดเท่ากับการลงคะแนนของประชาชนจะไม่เป็นความลับ ขัดรัฐธรรมนูญ

แต่ผลร้ายของการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับยังไม่เกิด เพราะยังไม่มีใครเอาต้นขั้วไปชนกับบัตรเลือกตั้ง เพื่อตามสืบว่าใครลงคะแนนให้ใคร การเลือกตั้งจึงยังไม่เป็นโมฆะ ต่างจากการเลือกตั้งปี 2549 กรณีหันคูหาออกจากหน่วย ที่ผลร้ายเกิดแล้ว เพราะมีคนไปแอบถ่ายรูปผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนจากด้านหลัง

ด้าน ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะ อาจใช้กรณีที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 2549 มาเป็นตัวแบบไม่ได้ เพราะสุดท้ายกระบวนการลับไม่ลับ หากมีการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีการไต่สวนพยาน หาหลักฐานเชิงลึก ซึ่งเรื่องมีความซับซ้อนขึ้น

ดังนั้น การจะนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะ ต้องบกพร่องอย่างรุนแรงถึงขั้นไปทำลายเจตจำนงของประชาชน ดังนั้น เรื่องผลการเลือกตั้งลับไม่ลับเรื่องหนึ่ง ส่วนนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวโยงกันแบบอัตโนมัติ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้ามชอตคดีเลือกตั้ง ‘อนุทิน 2’ แบ่งโควตารัฐมนตรี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...