“ทรัมป์ทำโลกปั่นป่วนอลเวง ขณะที่สีจิ้นผิงยึดนโยบายผูกมิตรกับทั่วโลก”
“ทรัมป์ทำโลกปั่นป่วนอลเวง ขณะที่สีจิ้นผิงยึดนโยบายผูกมิตรกับทั่วโลก”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
ทรัมป์ต้อนรับปีใหม่ปีนี้ด้วยการพยายามทำให้คำขวัญ “America First” เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องโม้ เพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาทรัมป์ทำได้ทุกอย่าง… เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ 3 หลังปีใหม่ กองกำลังจู่โจมของเขาได้เข้าไปจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าพร้อมภริยาไปจากบ้านแล้วส่งตัวไปนิวยอร์ก มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อยิ่งกว่านวนิยายแต่คนอย่างทรัมป์ก็ทำได้ ตอนนั้นคนอเมริกันหลายรัฐออกมาเดินขบวนคัดค้าน ชูป้ายประท้วง “NO KINGS” (King หมายถึงทรัมป์ ที่วางตัวอยู่เหนือกฎหมาย) แต่ทรัมป์ก็ไม่สะทกสะท้าน การประท้วงจึงต้องยุติไปในเวลาอันสั้น ต่อมาไม่ถึงเดือน มวลชนก็ลงถนนอีกครั้งชูป้าย (ICE) คัดค้านหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองที่พยายามกดดันขับไล่คนต่างชาติออกนอกประเทศ ทรัมป์ก็ทำเฉยอีกตามเคย มัวแต่ยุ่งอยู่กับการดีดลูกคิดว่าจะขึ้นภาษีกับใครเท่าไหร่อเมริกาจึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด
ทรัมป์ส่งสัญญาณเตือนไปทั่วโลกตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองว่า “จะไม่มีใครมาขวางเราได้ อเมริกาจะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great again) ซึ่งเป็นที่พออกพอใจของฝ่ายชาตินิยมขวาสุดโต่ง หลังเหตุการณ์ชิงตัวผู้นำเวเนซูเอล่าแล้ว ทรัมป์ยังตั้งเป้าต่อๆ ไปว่า อยากจะได้ประเทศอื่นมาเป็นของตน คำพูดเหล่านี้แม้แต่พันธมิตรสหรัฐฯก็ยังกังวลเพราะดูเหมือนจะไม่มีอะไรขวางเขาได้
ประวัติศาสตร์อเมริกาเต็มไปด้วยปฏิบัติการลับเพื่อโค่นล้มผู้นำประเทศที่มีปัญหาขัดแย้งกัน แต่ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดขู่จะยึดดินแดนของพันธมิตรที่คบหากันมานาน แต่ทรัมป์หาได้เลิกความพยายามที่จะทำให้โลกปั่นป่วนเพื่อสำแดงอำนาจของตนก็หาไม่ ยังคงตะโกนร้องจะเอาดินแดนของประเทศโน้นประเทศนี้มาเป็นของตน… “เราจะยึดคลองปานามามาเป็นของเรา” “เราต้องการเกาะกรีนแลนด์มาเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา” ฯลฯ เขาจะเปลี่ยนเป้าหมายจากสัปดาห์หนึ่งไปสู่อีกสัปดาห์หนึ่ง เช่น บางครั้งแสดงท่าทีสนับสนุนรัสเซีย ต่อมาก็เอนเอียงไปทางยูเครน ก่อนจะกลับหลังหันไปหารัสเซียอีกครั้ง เขาโอ้อวดว่ารัสเซียหรือจีนไม่หวั่นเกรงนาโต้ แต่กลัวอเมริกามากกว่า แม้จะเป็นเด็กเกเรเที่ยวรังควาญใครต่อใครขนาดนี้ ทรัมป์ยังคุยว่าปีนี้เขาจะต้องได้รางวัลสันติภาพมาครองแน่นอน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ ทำให้เขาไม่พอใจนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์อย่างแรง
ถ้าหากโลกมีแต่ประเทศที่วางอำนาจบาตรใหญ่ คำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศตลอดเวลา กฎกติการะหว่างประเทศใช้ไม่ได้ผล ความขัดแย้งปั่นป่วนคงเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กฎแห่งวิภาษวิธีที่ว่าด้วยคู่ความขัดแย้งยังใช้ได้ผล ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งสร้างความปั่นป่วนก็มีอีกฝ่ายหนึ่งที่คอยถ่วงดุลทำลายความปั่นป่วนให้ลดลง ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างประเทศจีนในฐานะคู่ความขัดแย้งกับอเมริกา ตั้งแต่จีนเริ่มแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 เมื่อเร็วๆ นี้ นานาประเทศต่างพากันมาสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือจีนเป็นโอกาสในการแสวงหาความร่วมมือ เป็นโอกาสที่จะได้สร้างความทันสมัยและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ
สีจิ้นผิงกล่าวอย่างหนักแน่นต่อโลกในขณะรับมอบเอกสารความสัมพันธ์จากทูตต่างประเทศประจำประเทศจีนถึง 18 ประเทศว่า “ประตูใหญ่ของจีนจะเปิดกว้างยิ่งขึ้นๆ ผ่านการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูง สร้างความมั่นคงและพลังใหม่ๆ ให้กับโลก เพื่อบรรลุการพัฒนา และความทันสมัยไปด้วยกัน”
จีนถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นที่สำคัญอยู่ที่การสร้างความใกล้ชิดกันระหว่างประชาชน การส่งเสริมให้มีการไปมาหาสู่กัน เป็นจุดเด่นที่สำคัญของการทูตต่างประเทศของผู้นำจีนในปี 2026 นี้ เช่น การจัดปีแห่งการศึกษาร่วมกันระหว่างจีน-รัสเซีย จีนกับเกาหลีใต้ ฯลฯ ให้มากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนเยาวชน ประธานสีฯ ได้เขียนตอบจดหมายของคณะครู-นักเรียนจากอเมริกาที่มาเยือนว่า จีนปรารถนาให้สองประเทศมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ในการคบค้ากับต่างประเทศ จีนแสดงออกให้เห็นถึงไมตรีจิตมิตรภาพ ความเสมอภาค และความเป็นชาติใหญ่ที่มีจิตใจเปิดกว้าง
ประธานสีฯ กล่าว ในคำอวยพรปีใหม่ปี 2026 ว่า “ในยามที่โลกมีความสับสนปั่นป่วน บางที่ก็มีไฟสงคราม ประเทศจีนจะยืนอยู่ข้างที่ถูกต้อง ยินดีจับมือกับประเทศต่างๆ ส่งเสริมการพัฒนาสันติภาพโลก ผลักดันการสร้างชะตาชีวิตร่วมกันของมนุษยชาติ”