โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เหตุไม่ได้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ทั้ง “ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ

รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เหตุไม่ได้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ทั้ง “ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่”

กรุงรัตนโกสินทร์มี “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” หรือ “วังหน้า” ซึ่งโดยนัยคือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไป จำนวนทั้งสิ้น 6 พระองค์ โดยวังหน้าพระองค์สุดท้าย คือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่เคยมีเหตุบาดหมางวังหลวง-วังหน้า รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตการณ์วังหน้า” ถึงขั้นเสี่ยงที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกจะเข้าแทรกแซง ท่ามกลางบริบทสถานการณ์โลกที่ละเอียดอ่อน

แม้ท้ายสุดวิกฤตจะคลี่คลายลงได้ ทว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงกับวังหน้าก็ไม่ราบรื่นดังเดิม ตราบจนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตเมื่อ พ.ศ. 2428 นับเป็นจุดสิ้นสุดตำแหน่งวังหน้าที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นจุดเริ่มต้นของตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” ที่รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งขึ้น เพื่อให้มีความชัดเจนเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์

เค้าลางความบาดหมาง

ธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ พระเจ้าแผ่นดินมักจะทรงสถาปนาพระราชโสทรานุชา (น้องชายพ่อแม่เดียวกัน) ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้า เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1), สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)

ทว่า พอถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ เมื่อ พ.ศ. 2411 ขณะมีพระชนมายุราว 15 พรรษา พระองค์มิได้ทรงเลือกวังหน้าด้วยพระองค์เอง แต่กลับเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขุนนางมากบารมี ที่สนับสนุน “พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ” (กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ) พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาเอม ให้ขึ้นเป็นวังหน้า

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญยังทรงสืบทอดเครื่องราชูปโภค ที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงมีบริวาร ทหารบก และทหารเรือที่ขึ้นกับตำแหน่งวังหน้า เช่นเดียวกับเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 อีกด้วย

อย่างไรก็ดี กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญไม่ทรงอวดพระองค์ว่าทรงเป็นวังหน้า พระองค์เสด็จเข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 ในเวลาเสด็จพระราชดำเนินออกขุนนาง และในการพระราชพิธี โดยไม่ทรงเกี่ยวข้องในการบริหารราชการบ้านเมือง เวลาประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ก็ไม่โปรดเสด็จออกขุนนางในท้องพระโรง คงออกขุนนางที่โรงรถเหมือนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่ที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตการณ์วังหน้า ที่เริ่มต้นจากเหตุไฟไหม้วังหลวงใน พ.ศ. 2417 จนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงดึงเอาชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้อง ในห้วงเวลาที่หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นอาณานิคมตะวันตก (อ่านบทความเกี่ยวกับวิกฤตการณ์วังหน้าท้ายบทความนี้) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงกับวังหน้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า

หลังวิกฤตการณ์วังหน้า ปรากฏข้อมูลที่รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เช่น พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ ที่ทรงมีถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโสทรานุชาในพระองค์ ความตอนหนึ่งว่า

“ด้วยฉันจะต้องขอกับยังสยามว่าวังหน้าที่ทำการครั้งนี้ ก็แลเห็นชัดว่าเปนการไม่สมควรกับที่เปนคนชาติสยาม เพราะไม่มีความรักบ้านเมือง แลรักวงศ์ตระกูลเลย จะหาผู้มีอำนาจชาติอื่นมาข่มขี่ให้จัดการในบ้านเมือง แต่อาศัยสิ่งซึ่งเปนใหญ่เปนประธานในโลกบันดาลให้การตกลงไปตามทางที่ดีได้สิ้นความวิตกที่อันตรายจะมีกับบ้านเมืองเรา”

หลังจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 สิริพระชนมายุ 47 พรรษา เพียง 7 วันหลังจากนั้น คือ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2428 ก็มี “ประกาศในการกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทิวงคต” ความตอนหนึ่งว่า (จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)

“ในครั้งนี้ได้ทรงปรึกษาพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และท่านเสนาบดี ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพร้อมกันว่า ตำแหน่งที่พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้น การเปลี่ยนแปลงมาหลายชั้น จนถึงกรุงสยามได้ผูกพันทางพระราชไมตรีกับนานาประเทศ ซึ่งมีธรรมเนียมบ้านเมืองผิดกันกับกรุงสยาม ก็ก่อเกิดให้เป็นที่เข้าใจผิดไปต่าง ๆ

ด้วยตำแหน่งข้างในกรุงสยามนั้น ก็เคลื่อนคลายมาทีละน้อย ๆ ไม่ยืนอยู่เหมือนอย่างแบบเมื่อแรกตั้ง ฝ่ายผู้ที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่อาจจะเข้าใจตำแหน่งนั้นได้ชัดเจน จึ่งให้เกิดเป็นที่ฉงนสงสัยต่าง ๆ การบ้านการเมืองซึ่งจะเป็นการเรียบร้อย เป็นคุณแก่แผ่นดินอย่างใด ก็เป็นที่ขัดข้องไปหาสะดวกไม่ เป็นตำแหน่งลอยอยู่ มิได้มีคุณต่อแผ่นดินอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นแต่ต้องใช้เงินแผ่นดิน ซึ่งจะต้องใช้รักษาตำแหน่งยศพระมหาอุปราชอยู่เปล่า ๆ โดยมาก จึงได้เห็นชอบพร้อมกันว่า ควรจะยกตำแหน่งที่พระมหาอุปราชนี้ไว้ ไม่ตั้งพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดขึ้นนั้นชอบแล้ว

จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศมาเสียให้ทราบทั่วกัน อย่าให้ผู้ใดตื่นเต้นคิดอ่านวุ่นวายมุ่งหมายอย่างหนึ่งอย่างใด บรรดาข้าราชการในพระราชวังบวร ก็ให้สมทบเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังต่อไป ควบคุมผู้คนซึ่งได้บังคับบัญชาอยู่ตามเดิมให้เป็นการเรียบร้อย อย่าให้แตกหมู่แตกพรรค เหมือนเมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยังดำรงอยู่นั้นทุกประการ อย่าให้ผู้ใดตื่นเต้นตกใจหรือเชื่อฟังถ้อยคำเล่าลืออย่างหนึ่งอย่างใด นอกจากหมายประกาศนี้เป็นอันขาด”

ยังมีข้อมูลที่แสดงว่า รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า ปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เรื่องงานพระเมรุกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ความว่า (จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)

“ได้ตรวจดูแล้ว เห็นว่าการซึ่งทรงกะครั้งนี้สมควนดีหมดแล้ว ยังมีที่รังเกียจอยู่สิ่งเดียวแต่เรื่องรถ หม่อมฉันไม่ใคร่จะเต็มใจจะให้เลย รถก็อยู่ที่น่าวัดพระเชตุพน จะต้องลากถอยหลังขึ้นไปอยู่ท้ายตะพานเสี้ยว ทางที่จะแห่ลงมาก็อยู่สัก ๘ เส้น ๙ เส้นเท่านั้น จะต้องยกขึ้นยกลงลำบากลำบน

ประการหนึ่งตัวแกไม่ได้ทำคุณค่าอะไรให้เปนประโยชน์แก่แผ่นดิน…ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่ แช่งแต่ในใจไม่พอ จนถึงพูดออกมานอกปากก็ยังไม่พอ ยังต้องคิดช่วยแรงแช่งกันอีก หากเทพยดาป้องกันรักษาจึ่งไม่สมความคิด ตายลงจะทำไม่รู้ไม่เห็นเสียฤๅ หนังสือมันก็ปรากฏชัดเจนอยู่ คนทั้งปวงก็รู้โดยมาก การที่ทำศพให้เปนการใหญ่โตเท่านี้ ก็เพื่อจะสมานมิให้คนทั้งปวงโด่งดังว่าเปนการพยาบาทคาดเวร”

แม้เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี นับจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต แต่เค้าความบาดหมางยังคงอยู่ เห็นได้ในพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) ตอนหนึ่งว่า

“ด้วยประทานหนังสือมาวันนี้ ได้ทราบแล้ว ตามซึ่งทรงกำหนดจะใช้นั้นดีแล้ว แต่คำว่า วร นั้น ข้างฝ่ายคฤหัสถ์เขาพากันรังเกียจไปหมด เพราะใกล้กันกับ บวร ก็ด้วยแรงเกลียดวังน่านั้นและ อิกประการหนึ่งก็เปนกาลกินีนาม ถ้าจะใช้มหา ฤๅ อัคค ก็จะดี…”

แม้รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า แต่พระองค์ก็มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพระโอรส และพระธิดาในวังหน้าเสมอมา เมื่อสิ้นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ รัชกาลที่ 5 ก็ยังทรงให้พระโอรสในวังหน้ารับราชการต่อไป โดยส่วนใหญ่จะทรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการบ้านเมือง ส่วนพระธิดาในวังหน้า รัชกาลที่ 5 ก็มีพระบรมราชานุญาตให้ประทับในพระราชวังบวรสถานมงคลเช่นเดิม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า). พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2558.

พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีไปมากับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานแจก เนื่องในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณในวันตรงกับวันเสด็จสวรรคต ที่ 23 ตุลาคม 2472.

ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์. การเมืองในราชสำนักฝ่ายใน ในรัชกาลที่ 5. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการจัดการปกครอง ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2558.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เหตุไม่ได้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ทั้ง “ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...