รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เหตุไม่ได้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ทั้ง “ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่”
รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เหตุไม่ได้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ทั้ง “ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่”
กรุงรัตนโกสินทร์มี “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” หรือ “วังหน้า” ซึ่งโดยนัยคือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไป จำนวนทั้งสิ้น 6 พระองค์ โดยวังหน้าพระองค์สุดท้าย คือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่เคยมีเหตุบาดหมางวังหลวง-วังหน้า รู้จักกันในชื่อ “วิกฤตการณ์วังหน้า” ถึงขั้นเสี่ยงที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกจะเข้าแทรกแซง ท่ามกลางบริบทสถานการณ์โลกที่ละเอียดอ่อน
แม้ท้ายสุดวิกฤตจะคลี่คลายลงได้ ทว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงกับวังหน้าก็ไม่ราบรื่นดังเดิม ตราบจนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตเมื่อ พ.ศ. 2428 นับเป็นจุดสิ้นสุดตำแหน่งวังหน้าที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นจุดเริ่มต้นของตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” ที่รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งขึ้น เพื่อให้มีความชัดเจนเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์
เค้าลางความบาดหมาง
ธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ พระเจ้าแผ่นดินมักจะทรงสถาปนาพระราชโสทรานุชา (น้องชายพ่อแม่เดียวกัน) ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้า เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1), สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
ทว่า พอถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ เมื่อ พ.ศ. 2411 ขณะมีพระชนมายุราว 15 พรรษา พระองค์มิได้ทรงเลือกวังหน้าด้วยพระองค์เอง แต่กลับเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ขุนนางมากบารมี ที่สนับสนุน “พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ” (กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ) พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาเอม ให้ขึ้นเป็นวังหน้า
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญยังทรงสืบทอดเครื่องราชูปโภค ที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานแก่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงมีบริวาร ทหารบก และทหารเรือที่ขึ้นกับตำแหน่งวังหน้า เช่นเดียวกับเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 อีกด้วย
อย่างไรก็ดี กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญไม่ทรงอวดพระองค์ว่าทรงเป็นวังหน้า พระองค์เสด็จเข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 5 ในเวลาเสด็จพระราชดำเนินออกขุนนาง และในการพระราชพิธี โดยไม่ทรงเกี่ยวข้องในการบริหารราชการบ้านเมือง เวลาประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ก็ไม่โปรดเสด็จออกขุนนางในท้องพระโรง คงออกขุนนางที่โรงรถเหมือนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่ที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตการณ์วังหน้า ที่เริ่มต้นจากเหตุไฟไหม้วังหลวงใน พ.ศ. 2417 จนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงดึงเอาชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษเข้ามาเกี่ยวข้อง ในห้วงเวลาที่หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นอาณานิคมตะวันตก (อ่านบทความเกี่ยวกับวิกฤตการณ์วังหน้าท้ายบทความนี้) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงกับวังหน้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า
หลังวิกฤตการณ์วังหน้า ปรากฏข้อมูลที่รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เช่น พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ ที่ทรงมีถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโสทรานุชาในพระองค์ ความตอนหนึ่งว่า
“ด้วยฉันจะต้องขอกับยังสยามว่าวังหน้าที่ทำการครั้งนี้ ก็แลเห็นชัดว่าเปนการไม่สมควรกับที่เปนคนชาติสยาม เพราะไม่มีความรักบ้านเมือง แลรักวงศ์ตระกูลเลย จะหาผู้มีอำนาจชาติอื่นมาข่มขี่ให้จัดการในบ้านเมือง แต่อาศัยสิ่งซึ่งเปนใหญ่เปนประธานในโลกบันดาลให้การตกลงไปตามทางที่ดีได้สิ้นความวิตกที่อันตรายจะมีกับบ้านเมืองเรา”
หลังจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 สิริพระชนมายุ 47 พรรษา เพียง 7 วันหลังจากนั้น คือ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2428 ก็มี “ประกาศในการกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทิวงคต” ความตอนหนึ่งว่า (จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)
“ในครั้งนี้ได้ทรงปรึกษาพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และท่านเสนาบดี ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเห็นพร้อมกันว่า ตำแหน่งที่พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้น การเปลี่ยนแปลงมาหลายชั้น จนถึงกรุงสยามได้ผูกพันทางพระราชไมตรีกับนานาประเทศ ซึ่งมีธรรมเนียมบ้านเมืองผิดกันกับกรุงสยาม ก็ก่อเกิดให้เป็นที่เข้าใจผิดไปต่าง ๆ
ด้วยตำแหน่งข้างในกรุงสยามนั้น ก็เคลื่อนคลายมาทีละน้อย ๆ ไม่ยืนอยู่เหมือนอย่างแบบเมื่อแรกตั้ง ฝ่ายผู้ที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่อาจจะเข้าใจตำแหน่งนั้นได้ชัดเจน จึ่งให้เกิดเป็นที่ฉงนสงสัยต่าง ๆ การบ้านการเมืองซึ่งจะเป็นการเรียบร้อย เป็นคุณแก่แผ่นดินอย่างใด ก็เป็นที่ขัดข้องไปหาสะดวกไม่ เป็นตำแหน่งลอยอยู่ มิได้มีคุณต่อแผ่นดินอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นแต่ต้องใช้เงินแผ่นดิน ซึ่งจะต้องใช้รักษาตำแหน่งยศพระมหาอุปราชอยู่เปล่า ๆ โดยมาก จึงได้เห็นชอบพร้อมกันว่า ควรจะยกตำแหน่งที่พระมหาอุปราชนี้ไว้ ไม่ตั้งพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดขึ้นนั้นชอบแล้ว
จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศมาเสียให้ทราบทั่วกัน อย่าให้ผู้ใดตื่นเต้นคิดอ่านวุ่นวายมุ่งหมายอย่างหนึ่งอย่างใด บรรดาข้าราชการในพระราชวังบวร ก็ให้สมทบเข้ารับราชการในพระบรมมหาราชวังต่อไป ควบคุมผู้คนซึ่งได้บังคับบัญชาอยู่ตามเดิมให้เป็นการเรียบร้อย อย่าให้แตกหมู่แตกพรรค เหมือนเมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยังดำรงอยู่นั้นทุกประการ อย่าให้ผู้ใดตื่นเต้นตกใจหรือเชื่อฟังถ้อยคำเล่าลืออย่างหนึ่งอย่างใด นอกจากหมายประกาศนี้เป็นอันขาด”
ยังมีข้อมูลที่แสดงว่า รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า ปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ เรื่องงานพระเมรุกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ความว่า (จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)
“ได้ตรวจดูแล้ว เห็นว่าการซึ่งทรงกะครั้งนี้สมควนดีหมดแล้ว ยังมีที่รังเกียจอยู่สิ่งเดียวแต่เรื่องรถ หม่อมฉันไม่ใคร่จะเต็มใจจะให้เลย รถก็อยู่ที่น่าวัดพระเชตุพน จะต้องลากถอยหลังขึ้นไปอยู่ท้ายตะพานเสี้ยว ทางที่จะแห่ลงมาก็อยู่สัก ๘ เส้น ๙ เส้นเท่านั้น จะต้องยกขึ้นยกลงลำบากลำบน
ประการหนึ่งตัวแกไม่ได้ทำคุณค่าอะไรให้เปนประโยชน์แก่แผ่นดิน…ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่ แช่งแต่ในใจไม่พอ จนถึงพูดออกมานอกปากก็ยังไม่พอ ยังต้องคิดช่วยแรงแช่งกันอีก หากเทพยดาป้องกันรักษาจึ่งไม่สมความคิด ตายลงจะทำไม่รู้ไม่เห็นเสียฤๅ หนังสือมันก็ปรากฏชัดเจนอยู่ คนทั้งปวงก็รู้โดยมาก การที่ทำศพให้เปนการใหญ่โตเท่านี้ ก็เพื่อจะสมานมิให้คนทั้งปวงโด่งดังว่าเปนการพยาบาทคาดเวร”
แม้เวลาผ่านไปกว่า 10 ปี นับจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต แต่เค้าความบาดหมางยังคงอยู่ เห็นได้ในพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439) ตอนหนึ่งว่า
“ด้วยประทานหนังสือมาวันนี้ ได้ทราบแล้ว ตามซึ่งทรงกำหนดจะใช้นั้นดีแล้ว แต่คำว่า วร นั้น ข้างฝ่ายคฤหัสถ์เขาพากันรังเกียจไปหมด เพราะใกล้กันกับ บวร ก็ด้วยแรงเกลียดวังน่านั้นและ อิกประการหนึ่งก็เปนกาลกินีนาม ถ้าจะใช้มหา ฤๅ อัคค ก็จะดี…”
แม้รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า แต่พระองค์ก็มีพระมหากรุณาธิคุณต่อพระโอรส และพระธิดาในวังหน้าเสมอมา เมื่อสิ้นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ รัชกาลที่ 5 ก็ยังทรงให้พระโอรสในวังหน้ารับราชการต่อไป โดยส่วนใหญ่จะทรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการบ้านเมือง ส่วนพระธิดาในวังหน้า รัชกาลที่ 5 ก็มีพระบรมราชานุญาตให้ประทับในพระราชวังบวรสถานมงคลเช่นเดิม
อ่านเพิ่มเติม :
- มูลเหตุความขัดแย้งวังหน้า-วังหลวง ก่อน “วิกฤตการณ์วังหน้า” สมัย ร.5
- “ฉันไม่ได้คิดฆ่าเธอ เธอมีความหวาดหวั่นข้อไหน” พระราชหัตถเลขาร.5 ถึงวังหน้าช่วงวิกฤตการณ์
- วาระสุดท้ายกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 5
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า). พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2558.
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีไปมากับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานแจก เนื่องในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณในวันตรงกับวันเสด็จสวรรคต ที่ 23 ตุลาคม 2472.
ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์. การเมืองในราชสำนักฝ่ายใน ในรัชกาลที่ 5. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการจัดการปกครอง ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2558.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 5 ทรงไม่พอพระทัยวังหน้า เหตุไม่ได้ทำประโยชน์แก่แผ่นดิน ทั้ง “ชเง้อคอยแช่งหม่อมฉันอยู่”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com