โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เวียดนาม" โตแกร่ง แซงหน้าไทยจ่อผงาด เบอร์ 3 มหาอำนาจเศรษฐกิจ "อาเซียน"

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“เวียดนาม” โตแกร่ง แซงหน้าไทยจ่อผงาด เบอร์ 3 มหาอำนาจเศรษฐกิจ “อาเซียน”

"เวียดนาม" โตแกร่ง แซงหน้าไทย จ่อผงาด เบอร์ 3 มหาอำนาจเศรษฐกิจ "อาเซียน"

ประเทศไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม? สื่อต่างชาติหลายสำนักคาดการณ์ตรงกันว่า ปีนี้ "เวียดนาม" ผงาดขึ้นไปเป็นเบอร์สามของอาเซียนได้สำเร็จ แทนที่ตำแหน่งของประเทศไทย โดยวัดจากขนาดของเศรษฐกิจ หลังจากจีดีพีปีที่ผ่านของเวียดนามพุ่งแรงสูงสุดในรอบสามปี เรียกว่าไม่สะเทือนแม้จะเจอกับภาษีของทรัมป์ก็ตาม

เวียดนามเป็นหนึ่งชาติที่มาแรงที่สุดทั้งในอาเซียน และการค้าโลก ล่าสุดทางการเวียดนามก็ได้ตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการประกาศตัวเลขจีดีพี หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ประจำปี 2568 ปรากฎว่าตัวเลขพุ่งสูงไปถึง 8.02% และนับว่าเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายด้าน ตั้งแต่ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง

โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว สำนักงานสถิติทั่วไปแห่งชาติเวียดนาม (GSO) ระบุว่าตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามบวกไปถึง 8.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นการเติบโตในไตรมาส 4 ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 โดยกลุ่มงานก่อสร้างและอุตสาหกรรมขยายตัวนำโด่งที่ 8.95% ขณะที่ภาคบริการโตตามมาที่ 8.62%

ถือว่าเป็นการเติบโตได้อย่างดี เพราะอย่าลืมว่าปีที่ผ่านเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับการค้าโลกที่มีแต่ความผันผวน โดยเฉพาะมรสุมใหญ่ คือ ภาษีตอบโต้ ของสหรัฐฯ หรือภาษีทรัมป์ ซึ่งเวียดนามและอีกหลายชาติรวมถึงไทย และอาเซียน ต้องเจอกับขึ้นภาษีในระดับสูง และต้องพยายามหาทางเจรจาดีลการค้าเพื่อหั่นตัวเลขภาษีลง และต้องหาทางบรรเทาผลกระทบ ลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมาย และดูเหมือนว่า สุดท้ายแล้ว เวียดนามจะเอาตัวรอดไปได้ สามารถเติบได้ด้วยความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น แม้ว่าเศรษฐกิจเวียดนามนั้นจะมีการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อเราไปเจาะดูตัวเลขการค้าของเวียดนาม ตลอดปีที่ผ่านมา พบว่า เวียดนามมียอดการส่งออกสินค้ารวมมูลค่า 4.75 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนยอดการนำเข้าอยู่ที่ 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.4% ส่งผลให้ภาพรวมตลอดทั้งปีเวียดนามยังคงได้เปรียบดุลการค้าสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกันในแง่ของคู่ค้าหรือปลายทางด้านการส่งออก พบว่า ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ยังคงหนีไม่พ้น สหรัฐฯ ที่ครองแชมป์ ด้วยมูลค่ากว่า 1.53 แสนล้านดอลลาร์ และในทิศทางตรงกันข้าม สำหรับการนำเข้า จีนเป็นประเทศที่เวียดนามนำเข้าสินค้ามากที่สุดที่มูลค่า 1.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ เวียดนามนั้นยังคงได้ “เกินดุลการค้า” กับสหรัฐฯ มากถึงระดับ 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.2% ต่อเนื่องจากปี 2567 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐขาดดุลการค้าให้กับเวียดนามมากเป็นอันดับ 3 เป็นรองเพียงแค่จีนและเม็กซิโกเท่านั้น

แม้กระทั่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนามก็พบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.31% ส่วนด้านตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) มีมูลค่าประมาณ 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเพิ่มขึ้น 9% จากปี 2567

GDP ของเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มอย่างร้อนแรง 8.02% ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจรวมของประเทศเวียดนามทะยานขึ้นไปสู่ระดับ 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และส่งผลทำให้เวียดนามได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 32 ของโลก

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการเร่งตัวอย่างมหาศาลในไตรมาสที่ 4 ของเวียดนาม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกที่โตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาทดแทนจีน

ตัวเลขความสำเร็จนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดลำดับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยปัจจุบันเวียดนามที่มีมูลค่าเศรษฐกิจ 16.09 ล้านล้านบาท เป็นที่สี่ของอาเซียน ส่วนประเทศไทย อยู่อันดับ 3 โดยไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 17.2 ล้านล้านบาท

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ถ้าหากปีนี้เวียดนามยังคงรักษาเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 9-10%ได้สำเร็จ เวียดนามก็จะสามารถแซงหน้าไทยขึ้นไปเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของอาเซียนได้อย่างแน่นอน และอาจจะทำสำเร็จได้ภายในปีนี้ด้วยซ้ำไป ส่วนอันดับหนึ่ง คือ อินโดนีเซีย และอันดับที่สอง สิงคโปร์

นอกจากขนาดเศรษฐกิจมวลรวมจะเติบโตขึ้นแล้ว รายงานจาก เดอะ อินเวสเตอร์ (The Investor) ยังระบุถึงความมั่งคั่งของประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) ของชาวเวียดนามจะพุ่งไปแตะระดับ 5,026 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย

Nikkei Asia รายงานว่า ปัจจัยหนุนของเวียดนาม คือ โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวจริงประมาณ 8% ในปี 2568 และรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป แม้บางฝ่ายมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋ญ ย้ำในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคมว่าการเติบโตสองหลักสามารถทำได้

ความเห็นจาก กาน วัน หลึก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bank for Investment and Development of Vietnam ระบุว่า แผนลงทุนโครงการสาธารณูปโภคปีนี้ของเวียดนาม จะเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มอีก 1.6 จุดเมื่อเทียบกับปี 2568

นอกจากนี้สนามบินแห่งใหม่ใกล้นครโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดในปีนี้ ขณะที่โครงการรถไฟในภาคเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนได้เริ่มก่อสร้างแล้ว

ขณะเดียวกัน มุมมองจากทาง OECD คาดว่า GDP จริงของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ในปี 2569 ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า โดยหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นกดดันการบริโภคภายในประเทศของไทย ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้า และเมื่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ฉุดภาคการผลิต ไทยจึงเสี่ยงถูกเวียดนามแซงหน้า รวมถึงแม้กระทั่งเราอาจถูกฟิลิปปินส์ไล่ตามขึ้นมาอีกด้วย

นอกจากนี้ยังต้องจับตาเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐราว ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องในปีนี้เช่นกัน โดยเวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ มากเป็นอันดับสาม รองจากจีนและเม็กซิโก ทำให้การจ้างงานภายในประเทศมีความอ่อนไหวต่อการค้ากับสหรัฐฯ และจากความเป็นไปได้ที่การส่งออกจะชะลอตัว OECD คาดว่า GDP ของเวียดนามจะเติบโต 6.2% ในปี 2569 ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลฮานอย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...