"เวียดนาม" โตแกร่ง แซงหน้าไทยจ่อผงาด เบอร์ 3 มหาอำนาจเศรษฐกิจ "อาเซียน"
"เวียดนาม" โตแกร่ง แซงหน้าไทย จ่อผงาด เบอร์ 3 มหาอำนาจเศรษฐกิจ "อาเซียน"
ประเทศไทยกำลังจะแพ้เวียดนาม? สื่อต่างชาติหลายสำนักคาดการณ์ตรงกันว่า ปีนี้ "เวียดนาม" ผงาดขึ้นไปเป็นเบอร์สามของอาเซียนได้สำเร็จ แทนที่ตำแหน่งของประเทศไทย โดยวัดจากขนาดของเศรษฐกิจ หลังจากจีดีพีปีที่ผ่านของเวียดนามพุ่งแรงสูงสุดในรอบสามปี เรียกว่าไม่สะเทือนแม้จะเจอกับภาษีของทรัมป์ก็ตาม
เวียดนามเป็นหนึ่งชาติที่มาแรงที่สุดทั้งในอาเซียน และการค้าโลก ล่าสุดทางการเวียดนามก็ได้ตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการประกาศตัวเลขจีดีพี หรือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ประจำปี 2568 ปรากฎว่าตัวเลขพุ่งสูงไปถึง 8.02% และนับว่าเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี ปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายด้าน ตั้งแต่ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง
โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว สำนักงานสถิติทั่วไปแห่งชาติเวียดนาม (GSO) ระบุว่าตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามบวกไปถึง 8.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นการเติบโตในไตรมาส 4 ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 โดยกลุ่มงานก่อสร้างและอุตสาหกรรมขยายตัวนำโด่งที่ 8.95% ขณะที่ภาคบริการโตตามมาที่ 8.62%
ถือว่าเป็นการเติบโตได้อย่างดี เพราะอย่าลืมว่าปีที่ผ่านเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับการค้าโลกที่มีแต่ความผันผวน โดยเฉพาะมรสุมใหญ่ คือ ภาษีตอบโต้ ของสหรัฐฯ หรือภาษีทรัมป์ ซึ่งเวียดนามและอีกหลายชาติรวมถึงไทย และอาเซียน ต้องเจอกับขึ้นภาษีในระดับสูง และต้องพยายามหาทางเจรจาดีลการค้าเพื่อหั่นตัวเลขภาษีลง และต้องหาทางบรรเทาผลกระทบ ลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมาย และดูเหมือนว่า สุดท้ายแล้ว เวียดนามจะเอาตัวรอดไปได้ สามารถเติบได้ด้วยความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น แม้ว่าเศรษฐกิจเวียดนามนั้นจะมีการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักก็ตาม
ทั้งนี้ เมื่อเราไปเจาะดูตัวเลขการค้าของเวียดนาม ตลอดปีที่ผ่านมา พบว่า เวียดนามมียอดการส่งออกสินค้ารวมมูลค่า 4.75 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนยอดการนำเข้าอยู่ที่ 4.55 แสนล้านดอลลาร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.4% ส่งผลให้ภาพรวมตลอดทั้งปีเวียดนามยังคงได้เปรียบดุลการค้าสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกันในแง่ของคู่ค้าหรือปลายทางด้านการส่งออก พบว่า ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ยังคงหนีไม่พ้น สหรัฐฯ ที่ครองแชมป์ ด้วยมูลค่ากว่า 1.53 แสนล้านดอลลาร์ และในทิศทางตรงกันข้าม สำหรับการนำเข้า จีนเป็นประเทศที่เวียดนามนำเข้าสินค้ามากที่สุดที่มูลค่า 1.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ เวียดนามนั้นยังคงได้ “เกินดุลการค้า” กับสหรัฐฯ มากถึงระดับ 1.33 แสนล้านดอลลาร์ และยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.2% ต่อเนื่องจากปี 2567 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐขาดดุลการค้าให้กับเวียดนามมากเป็นอันดับ 3 เป็นรองเพียงแค่จีนและเม็กซิโกเท่านั้น
แม้กระทั่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนามก็พบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.31% ส่วนด้านตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) มีมูลค่าประมาณ 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และเพิ่มขึ้น 9% จากปี 2567
GDP ของเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มอย่างร้อนแรง 8.02% ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจรวมของประเทศเวียดนามทะยานขึ้นไปสู่ระดับ 5.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และส่งผลทำให้เวียดนามได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 32 ของโลก
สื่อต่างประเทศรายงานว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการเร่งตัวอย่างมหาศาลในไตรมาสที่ 4 ของเวียดนาม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกที่โตอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาทดแทนจีน
ตัวเลขความสำเร็จนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดลำดับเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยปัจจุบันเวียดนามที่มีมูลค่าเศรษฐกิจ 16.09 ล้านล้านบาท เป็นที่สี่ของอาเซียน ส่วนประเทศไทย อยู่อันดับ 3 โดยไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 17.2 ล้านล้านบาท
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ถ้าหากปีนี้เวียดนามยังคงรักษาเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ไว้ที่ 9-10%ได้สำเร็จ เวียดนามก็จะสามารถแซงหน้าไทยขึ้นไปเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของอาเซียนได้อย่างแน่นอน และอาจจะทำสำเร็จได้ภายในปีนี้ด้วยซ้ำไป ส่วนอันดับหนึ่ง คือ อินโดนีเซีย และอันดับที่สอง สิงคโปร์
นอกจากขนาดเศรษฐกิจมวลรวมจะเติบโตขึ้นแล้ว รายงานจาก เดอะ อินเวสเตอร์ (The Investor) ยังระบุถึงความมั่งคั่งของประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) ของชาวเวียดนามจะพุ่งไปแตะระดับ 5,026 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย
Nikkei Asia รายงานว่า ปัจจัยหนุนของเวียดนาม คือ โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวจริงประมาณ 8% ในปี 2568 และรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป แม้บางฝ่ายมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋ญ ย้ำในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคมว่าการเติบโตสองหลักสามารถทำได้
ความเห็นจาก กาน วัน หลึก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Bank for Investment and Development of Vietnam ระบุว่า แผนลงทุนโครงการสาธารณูปโภคปีนี้ของเวียดนาม จะเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มอีก 1.6 จุดเมื่อเทียบกับปี 2568
นอกจากนี้สนามบินแห่งใหม่ใกล้นครโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดในปีนี้ ขณะที่โครงการรถไฟในภาคเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนได้เริ่มก่อสร้างแล้ว
ขณะเดียวกัน มุมมองจากทาง OECD คาดว่า GDP จริงของไทยจะเติบโตเพียง 1.5% ในปี 2569 ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า โดยหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นกดดันการบริโภคภายในประเทศของไทย ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังฟื้นตัวช้า และเมื่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ฉุดภาคการผลิต ไทยจึงเสี่ยงถูกเวียดนามแซงหน้า รวมถึงแม้กระทั่งเราอาจถูกฟิลิปปินส์ไล่ตามขึ้นมาอีกด้วย
นอกจากนี้ยังต้องจับตาเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐราว ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่องในปีนี้เช่นกัน โดยเวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ มากเป็นอันดับสาม รองจากจีนและเม็กซิโก ทำให้การจ้างงานภายในประเทศมีความอ่อนไหวต่อการค้ากับสหรัฐฯ และจากความเป็นไปได้ที่การส่งออกจะชะลอตัว OECD คาดว่า GDP ของเวียดนามจะเติบโต 6.2% ในปี 2569 ต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลฮานอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปีนี้เผาจริง? "เศรษฐกิจไทย" อ่วมหนัก คาดจีดีพีร่วง เหลือแค่ 1.5% ชี้ส่งออกติดลบ ท่องเที่ยวฟื้นช้า กำลังซื้อจำกัด
- ถึงเวลา "ซื้อ" อย่างมีสติ บอกลาเทรนด์ "ของมันต้องมี" เมื่อเศรษฐกิจกดดันชีวิต ทุกบาทต้องคุ้มค่า
- ระเบิดนิวเคลียร์อาจลูกละ 640 ล้านบาท แต่เฉพาะต้นทุนการผลิต ส่วนค่ารักษาสภาพไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาท
- เวียดนามเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นใหม่ MOTION 2 เตรียมนำไปโชว์ตัวในงาน CES 2026
- แผ่นดินไหว-น้ำท่วม ภัยพิบัติเขย่า "เศรษฐกิจไทย" บทเรียนครั้งใหญ่ของทุกคน "ที่สุดแห่งปี 2025"