อาจารย์วีระ ธีรภัทร ชี้สถานการณ์การเมืองต้องการความชัดเจนที่สุด ‘โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส2’ ต้องใช้งบน้อยกว่าครั้งก่อน
อาจารย์วีระ ธีรภัทร สื่อมวลชนอาวุโส, ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนบนเวทีFuture Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยอาจารย์วีระ กล่าวว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านตอนนี้ของสถานการณ์การเมืองประเทศไทย ‘ความชัดเจน’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งย้ำว่าถ้าทิศทางยังไม่แม่น มองอะไรไม่ชัดเจน เราก็จะเดินไม่ออก
อาจารย์วีระ ได้พูดถึงช่วงการจัดตั้งรัฐบาลว่า “ถ้าผมเป็นอนุทิน ผมจะไม่รีบเพราะมีเวลาตั้ง 2 เดือน อีกอย่างมันเป็นรัฐบาลต่อ ไม่ได้เปลี่ยนรัฐบาลไปเลย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ก็ยังเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ยังคงเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็เป็นรัฐมนตรีคลังเหมือนเดิม สามารถทำงานได้เลยโดยที่ไม่ต้องสนใจการจัดตั้งรัฐบาลในระหว่างนี้”
“ส่วนรัฐบาลชุดใหม่เราน่าจะเห็นเร็วสุดคือ เดือนพฤษภาคม เรื่องงบประมาณก็น่าจะกลางเดือนมิถุนายน หลายๆ เรื่องที่คนอื่นเป็นห่วง ผมไม่ค่อยห่วง”
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งอาจารย์วีระ ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตลอดก่อนหน้านี้ โดยใช้ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์และตัวเลขงบประมาณเป็นที่ตั้งว่า โครงการนี้ไม่ต่างกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะมองว่าช่วยกระตุ้นการบริโภคเพียงชั่วคราว ไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือการจ้างงานที่ยั่งยืน
ขยายความชัดๆ ก็คือ การอัดฉีดลักษณะนี้ พอเงินหมด เศรษฐกิจก็อาจจะกลับมาซึมเหมือนเดิมได้
[ คนละครึ่งพลัส ไม่ช่วย GDP ขยับ? ]
อาจารย์วีระ ยังกล่าวอีกว่า “ตอนนี้รัฐบาลเหลือเงิน (หักจากส่วนอื่นๆ เช่น เงินเดือนข้าราชการ, เงินผูกพัน, รายจ่ายประจำ ฯลฯ) เป็นงบที่เอามาทำอย่างอื่น ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท หมายถึงงบกลางที่จำเป็นต้องใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเงินก้อนนี้ก็จะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย”
“ดังนั้น แผนที่เคยส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายว่า จะใช้งบสำหรับโครงการนี้ 4.4 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจะใช้ไม่ได้ ต้องใช้งบน้อยกว่านั้น แล้วถ้าต้องใช้น้อยกว่านั้นจะใช้เท่าไหร่ และใช้แบบไหน?”
อาจารย์วีระ ได้ปิดท้ายเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ไว้ว่า “ถ้าจะทำคนละครึ่งพลัสในงบ 4.4 หมื่นล้านบาทเหมือนครั้งที่แล้ว คงไม่ได้ ถ้าผมลองคำนวนงบที่ทำได้เต็มที่อาจจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพราะต้องเหลือเงินจำนวนหนึ่งไว้ด้วย เพราะถ้าไม่เหลือเงินแล้วเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินขึ้นมา รัฐบาลจะทำอย่างไร?”