โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนอ. รับเงินกู้เวิลด์แบงก์ 3,400 ล้าน ดัน “มาบตาพุด–แหลมฉบัง” สู่นิคมคาร์บอนต่ำ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 04.18 น.

กนอ.ได้เงินกู้เวิลด์แบงก์ 3,400 ล้านบาท ปั้น "มาบตาพุด-แหลมฉบัง" สู่นิคมฯ คาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าดันคาร์บอนเครดิตไทย 1 ล้านตันแรกเข้าสู่ตลาดสากลในปี 2569

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประกาศเดินหน้า "โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ และการพัฒนาตลาดคาร์บอน" (Low Carbon City and Carbon Market Development) อย่างเต็มรูปแบบ

โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank), ธนาคารโลก, กนอ. และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรรับรองตามาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ธ.ค.68 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ "โครงการเมืองคาร์บอนต่ำ และการพัฒนาตลาดคาร์บอน" และอนุมัติให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ของ EXIM Bank จากธนาคารโลก โดยให้ EXIM Bank ขออนุมัติการกู้เงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สำหรับโครงการดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) วงเงินรวม 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย กนอ. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐนำร่อง (PSO) ได้รับการจัดสรรวงเงินในระยะแรกสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,400 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน (RE) และประสิทธิภาพพลังงาน (EE) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจากผลการศึกษาเบื้องต้นโดยธนาคารโลก เล็งเห็นว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณมากเพียงพอต่อการซื้อขายในระดับสากล

นายสุเมธ กล่าวว่า กนอ. มุ่งเน้นการใช้กลไกที่ทันสมัย โดยธนาคารโลก จะให้เงินกู้ผ่าน EXIM Bank เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCOs) และผู้รับเหมา (EPCs) เพื่อเข้ามาลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบบนดิน (Ground mounted), บนหลังคา (Rooftop) และทุ่นลอยน้ำ (Floating solar) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging)

โดย กนอ. ไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเอง แต่จะได้รับผลประหยัดจากการลดต้นทุนด้านพลังงานในระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง และรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต โดยคาร์บอนที่ลดได้ จะมีการตรวจวัดและรายงานผลในรูปแบบ Digital Monitoring, Reporting and Verification (Digital MRV) และรายงานแบบ Real time จากจุดติดตั้ง เพื่อติดตามและรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องแม่นยำตามมาตรฐานสากล

สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต จะดำเนินการผ่านหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (Coordinating and Managing Entity: CME) ซึ่งได้รับทราบในเบื้องต้น คาดว่าธนาคารกรุงไทย (KTB) จะรับเป็นหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (CME) ดังกล่าว

ผู้ว่าฯ กนอ. กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายในปี 69 ของโครงการฯ ตั้งเป้าจำหน่ายคาร์บอนเครดิตสะสม 1 ล้านเมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์แรกเข้าสู่ตลาดสากล โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้ จะได้รับการรับรองจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง Gold Standard จึงเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานทั่วไป และสามารถขายได้ในราคาสูง

ทั้งนี้ หลังจากที่ ครม. อนุมัติในหลักการโครงการฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไป กนอ. จะดำเนินการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย และยกร่างเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal: RFP) ในลำดับต่อไป

"ความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 2.33 ล้านตันคาร์บอน ภายใน 10 ปี แต่ยังทำให้เกิดกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิต และจัดตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM)" นายสุเมธ กล่าว

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...