อย่าปล่อยให้มีมจำกัดตัวเรา เมื่อความตลกกลายเป็นกรอบความคิดจนทำให้เราเข้าใจผิดในบางอย่าง แล้วเราควรเสพมีมอย่างไรให้พอดี?
แม้จะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนัก แต่ว่ากันว่ามีมแรกที่ปรากฏสู่สาธารณชนคือมีมสองช่องของชายในชุดทักซิโด้ ช่องแรกเป็นแคปชัน “How you think you look when a flashlight is taken” พร้อมกับภาพชายในชุดที่ดูสง่า กับช่องที่สองเป็นแคปชัน “How you actually look” ซึ่งเป็นรูปชายคนเดียวกันแต่หน้าเหวอจนน่าหัวเราะ
มีมนี้ปรากฏครั้งแรกในปี 1921 บนนิตยสาร The Judge ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยไอโอวา แม้ว่าตัวการ์ตูนที่ว่านี้จะให้ความรู้สึกเหมือนมีมในบริบทปัจจุบัน แต่ถ้าว่ากันตามนิยามความหมาย มีมหนุ่มทักซิโด้ถ่ายภาพอาจไม่ใช่มีม แต่เป็นเพียงการ์ตูนเสียดสีความจริงเท่านั้น
มีม (meme) นั้นเป็นคำเฉพาะที่มีมาในภายหลัง และถูกใช้มากขึ้นตอนอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จุดประสงค์ของมีมและการ์ตูนเสียดสีไม่ต่างกันมากนัก นั่นคือสร้างความขบขันและสะท้อนความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่การ์ตูนเสียดสีขาดคือ การปรับใช้ การเผยแพร่ซ้ำๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่ตายตัว ซึ่งความยากคือต้องอาศัยความเข้าใจของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง สิ่งนั้นถึงจะเป็นมีมได้ หากวันใดวันหนึ่งมีคนใช้ภาพชายหนุ่มในทักซิโด้แล้วใส่แคปชันอื่น สิ่งนี้จะกลายเป็นมีมทันที และยิ่งมีคนนำรูปแบบนี้ไปใช้มากเท่าไร ก็ยิ่งกลายเป็นมีมมากเท่านั้น
แต่ปัจจุบันมีมเริ่มขยายขอบเขตกลายเป็นมุกตลกที่แชร์ผ่านโลกอินเทอร์เน็ต มีมไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบ แต่อาศัยบริบท เพียงแค่เห็นก็สามารถเข้าใจหากเราเข้าใจบริบทมาก่อน หรือที่คนนั้นเรียกว่า Meme Reference มีมที่มี reference (อิงจากสื่ออื่นๆ ที่ปรากฏมาก่อน) หากเราไม่มีพื้นความรู้ที่มา เราอาจไม่เข้าใจไปเลย
มีมมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา และทำหน้าที่ได้ดีในฐานะสื่อเช่นกันในการทำให้ข่าวสารเข้าใจง่ายขึ้น มีมจึงครอบคลุมหลายศาสตร์หลากข้อมูล สามารถพูดถึงได้ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง และชีวิตประจำวัน โดยไม่ทิ้งหัวใจหลักของมันคือการเสียดสีและสะท้อนความจริง
แต่ปัญหาของมีมนั้นไม่ต่างอะไรกับข่าวสารที่จำเป็นต้องเสพด้วยวิจารณญาณ ถึงมีมจะถูกออกแบบให้เป็นความบันเทิง แต่มักจะสอดแทรกข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งบางทีอาจถูกสร้างขึ้นมาจากอคติ หรือความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่เป็นความจริง แต่เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับการเห็นซ้ำๆ จนอาจบิดความจริง ทำให้เราเข้าใจผิดต่อโลกได้
ยกตัวอย่างเรื่องการเรียนภาษา ซึ่งแน่นอนว่ามีผลิตมีมเกี่ยวกับภาษาอยู่มากพอสมควร และเรื่องบางเรื่องที่นำมาทำเป็นมีมก็อาจมีการยกขึ้นมาพูดถึงซ้ำๆ เช่น มีมเปรียบเทียบคำในแต่ละภาษา เริ่มจากการเทียบกับคำว่า ‘science’ (วิทยาศาสตร์) ที่ดูเหมือนกันในภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ อิตาเลียน สเปน ต่างมีความใกล้เคียงกัน แต่แล้วภาษาเยอรมันที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ ใช้คำว่า naturwissenschaften ใครที่ผ่านมาเห็นมีมนี้ก็ต้องหัวเราะหรือยิ้มมุมปาก และเข้าใจบริบททันทีว่าภาษาเยอรมันนอกจากจะไม่เหมือนคนอื่นแล้ว ยังอ่านยากอีกด้วย ซึ่งนำไปสู่ความคิดว่า หรือภาษาเยอรมันนั้นยากเกินที่จะเรียน ในกรณีคำว่าวิทยาศาสตร์ในภาษาเยอรมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ภาษาเยอรมันนิยมใช้คำคุณศัพท์ติดกันเพื่อสร้างเป็นอีกหนึ่งคำนาม natur แปลว่า ธรรมชาติ ส่วน wissen แปลว่า รู้ หรือความรู้ และ schaft แปลว่าแท่ง หรือส่วนแง่งที่ยื่นออกมา ในทีนี้เหมือนคำว่า branch ในภาษาอังกฤษที่หมายถึงสาขา เมื่อนำมารวมกันจะเป็นคำว่า สาขาหรือขาเกี่ยวกับความรู้ธรรมชาติ หรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั่นเอง
อีกหนึ่งตัวอย่างคือมีมเกี่ยวกับการทำงาน แม้ว่าจะไม่คล้ายกันกับมีมของภาษา แต่ก็สามารถทำให้เรารู้สึกเห็นด้วย เห็นตาม โดยที่จริงๆ เราอาจรู้สึกดีกับมันได้มากกว่า อย่างมีมข้างล่างนี้คือภาพตัวละคร จอห์น คอฟฟีย์ (John Coffey) จากเรื่อง The Green Mile พร้อมแคปชันว่า “สภาพฉันในทุกๆ วันจันทร์หลังจากเสร็จไปแค่งานเดียว”
ใครๆ ก็ไม่ชอบวันจันทร์ เป็นประโยคที่พูดซ้ำๆ แล้วทุกคนเข้าใจได้ทั่วโลก เพราะวันจันทร์คือวันแรกของการทำงานหลังจากหยุดในช่วงสุดสัปดาห์ แต่การผลิตซ้ำในการพูดถึงความแย่ของวันจันทร์สามารถทำให้เราพยักหน้าเห็นด้วยมากกว่ามอบแรงบันดาลใจให้ตัวเองว่าวันจันทร์คือการทำงานอีกหนึ่งวัน เป็นความรับผิดชอบปกติที่ต้องทำ และวันหยุดก็จะมาอีกครั้ง มีมอาจสร้างเสียงหัวเราะได้เพราะมันช่างจริงเหลือเกิน แต่ลึกๆ แล้วเราโอนอ่อนต่อความจริง เหมือนหัวเราะทั้งน้ำตา เราให้ความจริง (ผ่านมีม) มีอิทธิพลต่อเรามากกว่าที่เราจะคำนึงถึง
ตัวอย่างสุดท้ายคือมีมเรื่องเจนเนอเรชันระหว่างกันเกิดปีขึ้นต้นด้วย 19xx กับ 20xx ซึ่งหลายคนมีแนวโน้มคิดว่าคนเกิดปี 1995 - 1999 ดูสูงอายุกว่าคนเกิดปี 2000 ทั้งๆ ที่ตามหลักแล้วไม่ว่าจะปีไหน หากไม่เกินปี 2010 ก็ยังนับว่าเป็น Gen Z ที่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกไม่ค่อยต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันมากกว่า
หากเรามองว่ามีมจะผลิตซ้ำไปมาไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือรูปแบบ การทำงานของมันไม่ต่างจากการผลิตซ้ำทางวาทกรรม เป็นการตอกย้ำความเชื่อ ความคิด ให้กับกลุ่มคนที่คิดในทำนองเดียวกัน โดยมีพื้นที่อินเทอร์เน็ตเป็นห้องเสียงสะท้อน (echo chamber) ที่ระบบอัลกอริทึมพยายามฟีดข้อมูลให้เราตามพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของเรา
ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายด้วยทฤษฎี Availability Cascades ของ แคส อาร์. ซันสไตน์ (Cass R. Sunstein) และ ทิเมอร์ คูแรน (Timur Kuran) เปรียบเทียบข้อมูลเหมือนลูกหิมะที่ไหลลงมาเรื่อยๆ ทำให้ก้อนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จนหยุดไม่ได้
ทั้งสองคนเสนอว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากชุดข้อมูลหนึ่งที่มีภาพชัดมากพอ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเนื้อหาที่ให้เกิดความรู้สึกที่ชัดเจน เช่น โกรธ น่าขัน หรือความสุขและอิ่มเอม ทำให้สาธารณะรู้สึกเกิดอารมณ์ร่วมจนเกิดการส่งต่อข้อมูลเหล่านั้น เมื่อก่อนอาจช้ามากกว่านี้ แต่ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตทำให้การส่งไปไวมากขึ้นหลายเท่า เมื่อข้อมูลมีการส่งต่อและไหลเวียนมากพอ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ฮิวริสติก คิก (Heuristic Kick) คือทางลัดทางความคิด การปรากฏซ้ำๆ ของข้อมูลทำให้เราคิดว่าสิ่งนั้นสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ และอาจลงเอยทำให้เราคิดว่าเป็นเรื่องจริง
ไม่ใช่ทุกมีมนั้นจะให้ผลกระทบเดียวกัน หรือสร้างความเข้าใจผิดไปเสียหมด เพราะมีมบางอันก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ปราศจากการจำกัดศักยภาพในตัวเรา เราต้องมองว่ามีมนั้นไม่ต่างอะไรจากสื่อ ข่าวสาร หรือข้อมูลออนไลน์ ที่มีการปะปนกันระหว่างสิ่งที่จริงและไม่จริง ไม่ว่าเราจะเสพข้อมูลมากหรือน้อยกว่ามีม ดูเหมือนว่าเราต้องหมั่นตรวจความจริงกันอยู่เสมอ อย่าให้ข้อมูลใดมาจำกัดตัวเรา ทั้งที่เราทำได้มากกว่า หรือมีความสุขจากการทำสิ่งนั้นได้มากกว่า
อ้างอิง:
บทความต้นฉบับได้ที่ : อย่าปล่อยให้มีมจำกัดตัวเรา เมื่อความตลกกลายเป็นกรอบความคิดจนทำให้เราเข้าใจผิดในบางอย่าง แล้วเราควรเสพมีมอย่างไรให้พอดี?
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ทั่วโลกเกิดอะไรขึ้นบ้างในสัปดาห์นี้ 1 - 7 มี.ค. 2569
- แยกขยะแทบตาย สุดท้ายเผาบ่อน้ำมัน ฝนกรดสีดำ ควันพิษปกคลุมท้องฟ้า มรดกหลังสงครามที่แท้จริง คือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
- 8 มีนาคม ครบรอบ 12 ปี โศกนาฎกรรมเหนือน่านฟ้า 7 ชั่วโมงปริศนาของ MH370 ที่ยังไม่มีคำตอบ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath