เพราะการอยู่เฉยๆ “ไม่ทำอะไรเลย” อาจเป็นการทำอะไร ‘เพื่อตัวเอง’ อย่างหนึ่ง ในโลกที่ผู้คนมักหาอะไรทำตลอดเวลา ขอ 10-15 นาที ลองนั่งนิ่งๆ มองกำแพง มองเพดาน ทิ้งทุกอย่าง แล้วกลับมาอยู่กับตัวเองโดย “ไม่ต้องรู้สึกผิด” ผ่านเทรนด์ ‘Do Nothing’, ‘Rawdogging Boredom’ และ ‘Niksen’
อนิจจัง ถ้าเราปล่อยเวลาว่างที่มีทิ้งไปโดย ‘ไม่ทำอะไรเลย’ มันแปลว่าเรากำลังทิ้งเวลาไปอย่างเสียเปล่าจริงเหรอ?…บางทีก็อาจจะไม่นะ
การกระตือรือร้น ‘หาทำ’ หรือหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลาของมนุษย์ สำหรับหลายคนแล้วมันอาจมีข้อดีตรงที่ช่วยแก้เบื่อ แก้เหงา เพิ่มความสุข หรือมอบความรู้สึกมีคุณค่าบางอย่างเมื่อเรา productive อยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นว่าบางครั้ง ‘การไม่ทำอะไรเลย’ ดันถูกมองไปในทางลบ หรือดูล่องลอยเกินไป เพราะถ้าไม่ทำอะไรกลัวจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายเอาเสียเลย พอคิดแบบนั้นเข้า แม้จะมีเวลาว่าง ก็ต้องมานั่งคิดกันแล้วว่า “จะทำอะไรดีล่ะ” เพื่อให้ไม่เสียเวลาว่างตรงนั้นไปอย่างเปล่าประโยชน์ บางคนถึงกับรู้สึกผิดถ้าวันนั้น “คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร”
แต่เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรตลอดเวลาก็ได้ ไม่ใช่เรื่องต้องรู้สึกผิดอะไรด้วย เพราะการอนุญาตให้ตัวเอง ‘ไม่ทำอะไรเลย’ ก็มีข้อดีในตัวของมัน ปล่อยให้ตัวเองได้ ‘ว่าง’ แบบว่างจริงๆ บ้าง ว่างที่แปลว่าไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่างเดียว ไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่ต้องคิดในหัวว่าวันนี้ฉันจะทำอะไรดี หรือไปไหนดี แค่มองเพดานเฉยๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ทิ้งสายตาให้เหม่อลอยโดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ก็เป็นอีกหนึ่งการพักผ่อน ที่ช่วยให้เราได้กลับมาอยู่กับตัวเองจริงๆ ท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย วุ่นวายทั้งสังคมในโซเชียลฯ วุ่นวายทั้งสังคมในชีวิตจริง
เราขอเวลาสัก 10-15 นาที (หรือใครจะทำมากกว่านั้นก็ได้) มาลองให้ตัวเองไม่ต้องทำอะไรเลยกันสักแป๊บ ผ่านชาเลนจ์ ‘นั่งอยู่เฉยๆ’ ที่บางคนในโซเชียลฯ ก็เรียกว่าเทรนด์ ‘Do Nothing’ บางคนก็เรียกว่าเทรนด์‘Rawdogging Boredom’ หรือบางคนก็มองมันเป็นคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตของชาวดัตช์ ‘Niksen’ แต่ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหน เป้าหมายของมันก็ยังคงเป็นแนวคิดเดียวกันนั่นคือ การชวนให้ทุกคนได้ฝึกฝนการอยู่นิ่งๆ บ้าง ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อความสงบของตัวเอง และไม่แน่ระหว่างที่เราอยู่นิ่งๆ ปล่อยสมองและใจให้โล่งๆ นั่นก็อาจเปิดโอกาสให้เราได้ ‘คิด’ และ ‘ทบทวน’ ชีวิตช่วงนี้ไปด้วย
บน TikTok มีหลายๆ คนออกมาอัดคลิปฯ ตัวเองนั่งอยู่เฉยๆ โดยบางคนก็จับเวลาไปด้วยเลยว่าจะอยู่นิ่งๆ กี่นาที ซึ่งในนัยหนึ่งมันก็ถูกมองเป็นวิธีการต่อสู้กับ ‘ความเบื่อ’ เพราะปกติแล้ว เวลาเบื่อ เราก็คุ้นชินกับการต้องหาอะไรทำ
Niro Feliciano นักจิตบำบัด กล่าวกับ TODAY.com ถึงเทรนด์ดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราได้รับข้อมูลและสิ่งเร้ามากจนล้นเกินไป นั่นทำให้ใจเราทำงานแบบไม่ได้หยุดพักเลย ฉันเลยคิดว่าชาเลนจ์นี้มันยอดเยี่ยม เพราะมันคือการบังคับให้คนได้ฝึกใจให้หยุดนิ่งบ้าง และเราจะรู้ว่ามันมีหลายอย่างเกิดขึ้นกับสมองและร่างกายของเรา เมื่อเราพบกับความสงบนั้น”
ยิ่งในยุคที่คนเบื่อๆ คิดอะไรไม่ออกก็มักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีด Feliciano อธิบายว่าสมองของมนุษย์จะหลังสารโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ที่เนื้อหาบนโลกออนไลน์ก็อาจสร้างวงจรเสพติดตรงนี้อย่างไม่จบสิ้น เธอกล่าวว่า “เราได้รับสารโดปามีนในระดับสูงจากการรับข้อมูลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย แจ้งเตือนข้อความ หรือการเช็คอีเมล ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันกระตุ้นการหลั่งโดปามีน เพราะเราไม่อาจทนกับความนิ่งเฉยได้ เราแทบจะลงแดงถ้าขาดโดปามีน”
ฉะนั้นพอเราบังคับตัวเองให้ไม่เล่นโทรศัพท์ และไม่ทำอะไรอย่างอื่นแก้เบื่อด้วย มันก็ยิ่งจะทำให้เราได้ฝึกที่จะอยู่กับ ‘ความน่าเบื่อ’ ได้ สำหรับมุมมองของ Gloria Mark นักจิตวิทยา เธอมองว่า อย่างไรก็ตาม คนที่อยากลองทำชาเลนจ์นี้ ก็อาจต้องปรับมายด์เซ็ตตัวเองด้วยว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของการทรมาน แต่นี่คือเรื่องของการให้เวลากับตัวเองอย่างหนึ่ง เธอกล่าวว่า “ฉันอยากให้มองมันในเชิงบวกมากกว่า และอยากบอกว่าเมื่อคุณนั่งลงโดยไร้ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าคุณจะมองไปที่ผนังหรือนั่งเฉยๆ ในห้อง มันจะให้โอกาสคุณได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณเอง คุณสามารถผุดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมา และค้นพบสิ่งต่างๆ ได้” อีกทั้งเจตนาในการทำ ถ้าอยากรีเซ็ตใจให้สงบ เราก็อาจได้อะไรจากมัน แต่ถ้ามองว่าทำเพื่อเป็นคอนเทนต์อย่างเดียว Mark คิดว่า หลายคนก็อาจถูกขับเคลื่อนด้วยการอยากได้การยอมรับบนโซเชียลฯ อยู่ดี เพราะบางคนทำชาเลนจ์นี้ แต่กลับถ่ายตัวเองขณะทำชาเลนจ์นี้ลงบนโซเชียลฯ ของตัวเองไปด้วย
จึงอาจพูดได้ว่า นี่เป็นการสร้างเสริมสกิลในการอยู่กับตัวเองหรืออยู่กับความคิดตัวเองให้ได้โดยไม่วอกแวกไปทำอย่างอื่น ซึ่งเมื่อปิดเสียงภายนอกทุกอย่าง บางคนอาจรู้สึกว่ามันยากเหลือเกินที่จะอยู่นิ่งๆ แต่หากค่อยๆ ฝึก โดยอาจเริ่มจาก 2-3 นาทีก่อนในช่วงแรก แล้วค่อยขยับไป 10-15 นาที แล้วไปต่อยาวๆ มากกว่านี้ มันจะทำให้เราได้นั่งฟังเสียงตัวเองจากข้างใน จะมองว่าเป็นการฝึกสมาธิรูปแบบหนึ่งก็ได้เหมือนกัน
อย่าง Eliza Davis นักจิตบำบัด เธอบอกกับ Bustle เลยว่า คนส่วนใหญ่เกลียดความเบื่อ เพราะ “ความเบื่อหน่ายมักเกี่ยวข้องกับความรู้สึกว่ายังทำได้ไม่มากพอหรือไม่ได้ทำในสิ่งที่มีความหมายอะไรสักอย่าง ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกว่ากำลังไม่ productive เลย” เธอคิดว่าหากการจับเวลาแบบ Rawdogging Boredom บางคนอาจมองว่ามันยากไป ให้ลดความจริงจังลงก็ได้ เช่น “อาบน้ำโดยไม่มีเสียงรบกวน เดินไปรถไฟใต้ดินโดยไม่ฟังเพลง หรือกินข้าวเย็นโดยไม่ดูทีวี และโฟกัสแค่อาหารตรงหน้า” ซึ่งมันก็อาจจะมอบประโยชน์ในลักษณะคล้ายๆ กันตรงที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับตัวเอง หรือบางคนถ้าอยากลองนั่งเงียบๆ ดู แต่รู้สึกว่ายากจัง เธอบอกว่าลองแค่นาทีเดียวดูก่อนก็ได้ แล้วลองดูว่ารู้สึกอย่างไร เพราะ “การตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงให้ตัวเองแบบนี้ อาจทำให้การอดทนต่อความรู้สึกอึดอัดจากความเงียบเป็นเรื่องง่ายขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป”
หรือเมื่อพูดถึงแนวคิด Niksen หรือคอนเซ็ปต์การไม่ทำอะไรของชาวดัตช์ Chandler Chang นักจิตวิทยา ได้กล่าวกับ Newsweek ไว้ว่า “เป็นเรื่องเมคเซนส์ที่คอนเซ็ปต์ Niksen จะได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะว่ามีผู้คนจำนวนมากกำลังประสบกับความเครียด และ burnout” ทั้งยังบอกอีกว่า “นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการและลดความวิตกกังวลได้” เพราะในโลกที่คนทำงานหนักกันแบบสุดๆ “การตั้งใจไม่ทำอะไรเลย สามารถขัดขวางนิสัยการทำงานที่เกิดจากความวิตกกังวลได้ ในระยะสั้น การทำแบบนี้อาจสามารถบรรเทาความกังวลได้ แต่สำหรับระยะยาว เราอาจจะได้ความสุข การโฟกัสที่ดีขึ้น และพลังงาน เพราะการหยุดพักและไม่ทำอะไรเลย บางครั้งมันก็ทรงพลัง”
เช่นเดียวกับ Angela Williams นักจิตบำบัด ที่มองว่า Niksen เป็นการให้สมองได้พักผ่อน เพราะเมื่อ “การลดการรับข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นไปด้วย มันอาจมีผลคล้ายกับการทำสมาธิ” โดย Niksen เป็นการไม่ทำอะไรเลยที่ “สื่อถึงการไม่มีโครงสร้าง จุดประสงค์ หรือผลลัพธ์” เพราะบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไร เพื่อทำอะไรอยู่ตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาว่างออกไปข้างนอก หรือหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลาก็ได้
ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับโมเมนต์ที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ปล่อยให้ตัวเองหลุดออกจากภาระที่แบกหรือสิ่งที่คิดไว้ว่าต้องทำในแต่ละวันสักพักดูบ้าง ปล่อยให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตที่ล่องลอย ปล่อยให้ตัวเอง ‘ไม่ทำอะไรเลย’ เพื่อให้ได้พักจริงๆ แล้วค่อยกลับไปใช้ชีวิตที่น่าปวดหัวต่อ อย่างน้อยๆ ถ้าแต่ละวันเรามีเวลาให้ตัวเองได้ หยุดคิด หยุดทำ และทิ้งทุกอย่างไว้บ้าง มันอาจช่วยให้เราไม่รู้สึกตึงเครียด หรือรู้สึกต้องวิ่งตามอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลาก็ได้นะ ลองทำดูก็ไม่เสียหาย
อ้างอิง:
https://www.today.com/health/mind-body/do-nothing-challenge-health-benefits-rcna244466
https://www.bustle.com/wellness/raw-dogging-boredom-tiktok
https://www.newsweek.com/what-niksen-dutch-lifestyle-trend-doing-nothing-1853433
https://www.bustle.com/wellness/niksen-meaning-dutch-tradition-morning-routine
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ดูหล่อเท่ ไม่จำเป็นต้องเป็นโพผัว ดูน่ารัก ไม่จำเป็นต้องเป็นโพเมีย เพราะ “ใครจะเป็นอะไรก็ได้เปล่าวะ” คำตอบสั้นๆ ของ ‘คุณฉิน’ จากซีรีส์ ‘ด้วงกับเธอ’ เรื่อง ‘โพ’ ในความสัมพันธ์ชายรักชาย เมื่อ ‘ด้วง’ (ว่าที่แฟน) ถูกคนเดาว่า “ไอ้ด้วงเป็นเมีย” / “หน้าหวานแบบนี้ ต้องโพขวา” แต่ ‘ฟิลเตอร์’ ที่คนติดภาพ อาจไม่เป็นตามนั้นเสมอไป
- GENTLEWOMAN at KL!! แบรนด์ไทยที่ตีตลาด พส.มาเลเซีย กับการเปิดสาขาใหม่ที่ต่างประเทศครั้งแรก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
- ฝรั่งเศสผ่านร่างกฎหมายยุติ ‘Marital Duty’ ส่งผลให้การไม่มียอมเซ็กซ์ ไม่ถือว่าผิดต่อหน้าที่ในฐานะสามีภรรยา เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของ Consent ในชีวิตสมรส
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com