“ธนพร” มอง "พรรคประชาชน" ต้องการเป็นรัฐบาล อาจเห็นรัฐบาลไฟจราจร "ส้ม-แดง-เขียว"
“ธนพร” มอง "พรรคประชาชน" ต้องการเป็นรัฐบาล อาจเห็นรัฐบาลไฟจราจร "ส้ม-แดง-เขียว" ชี้ม็อบจุดติดแล้ว เป้าหมายพรรคส้มเป็นรัฐบาล
วันที่ 15 ก.พ. 69 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว The Room 44 ถึงกรณี การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ว่า ได้จัดตั้งกับจัดตั้งได้วันนี้เป็นคนละเรื่องกันเพราะตอนนี้พรรคภูมิใจไทยคะแนนยังไม่เป็นทางการมาเป็นอันดับที่หนึ่งซึ่งตามประเพณีการเมืองของไทยเรียกว่าได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลเป็นอันดับแรก ซึ่งอยู่ในกระบวนการแรกคือได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลแต่จะจัดตั้งได้หรือไม่ต้องรู้ว่าพรรคที่ได้ที่หนึ่งที่ผ่านมา จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เลย สิ่งที่เห็นเป็นกระบวนการในการได้จัดตั้งรัฐบาลซึ่งต้องดูประเด็นต่อมาคือตอนนี้การเมืองเป็นอย่างไร เพราะหากดูตอนนี้ก็ไม่มีใครสู้พรรคภูมิใจไทยได้เพราะได้ไปกว่า 200 ที่นั่ง
แต่ในความเป็นจริงหากนำสีแดง สีส้ม สีเขียว มาจับมือกันจะได้สูงถึง 250 เลยถ้าหากได้พักเล็กมาเพียงหนึ่งพรรคก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะฉะนั้นหากเรามาพิจารณาสิ่งที่ได้เห็นคือพรรคประชาชนอยากเป็นรัฐบาลมาก ซึ่งก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก็เคยออกมาพูดเอาไว้ว่าขอให้ได้เป็นรัฐบาลให้ประชาชนเลือกครั้งเดียวถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือกอีกแสดงว่ารอบนี้ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้
ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ทราบความจำเป็นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าถ้าเป็นรัฐรัฐบาลอาจจะโดนในเรื่องของคดีความที่มีอีกเยอะ ส่วนพรรคกล้าธรรม ก็ต้องการเติบโตในอนาคตหลังจากประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาดังนั้นจึงต้องเป็นรัฐบาล ซึ่งทั้งสามพรรคก็ตั้งใจจะเป็นรัฐบาล ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ต้องเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งการหาเสียงเลือกตั้งก็มีการตั้งเงื่อนไขอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม ส่วนของพรรคประชาชนก็มีออกมาพูดว่าไม่เอากล้าธรรม แต่นายธนาธรไม่เคยออกมาพูดว่าจะไม่เอาพรรคกล้าธรรม แต่พูดเพียงว่าเปิดกว้างสำหรับทุกพรรค
ซึ่งสิ่งที่ยืนยันชัดเจนว่าพรรคประชาชนต้องการเป็นรัฐบาลคือกำลังผลักดันเกมนอกสภาคือล้มการเลือกตั้ง ถึงขั้นที่เครือข่ายพรรคประชาชนจัดม็อบกันทั้งหมด ซึ่งจะหยุดก็ต่อเมื่อพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ซึ่งที่พักประชาชนเดินเกมนี้คือต้องการเป็นรัฐบาลส่วนพรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนทั้งโพสต์ Facebook ของนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทยและศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ก็พูดถึงการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมาเป็นประเด็น
การที่ที่พักประชาชนเอาเครือข่ายและได้เห็นสมาชิกพรรคไปอยู่ในเหตุการณ์ร้องกันนับคะแนนใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เป็นรูปแบบเดิมที่ที่พักประชาชนจะมีภาพลักษณ์ในการเข้าไปเป็นเบื้องหลังให้กับการเคลื่อนไหว ซึ่งการดื่มเกมพรรคประชาชนในรอบนี้ไม่ใช่เพียงเด็กจิ๋วอมยิ้มแต่สิ่งนี้คือของจริง
“ โหดของจริงและเหี้ยมทางการเมืองของจริง เพราะสามารถที่จะขับเคลื่อนให้ดอมทั้งหลายออกมาจัดม็อบโดยที่พรรคประชาชนไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งสิ้นด้อมก็ติดคุกไป” อ.ธนพรกล่าว
อ.ธนพร กล่าวอีกว่าดังนั้นแล้วพอเห็นภาพรวมประกอบกับ โพสต์ของนายภูมิธรรมที่โพสต์ประเด็นการเมืองว่าทำไมพรรคเพื่อไทยต้องเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะได้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เปิดและไม่ได้ปิดทางเลือกว่าตัวเองต้องไปเป็นลูกไล่สีน้ำเงินแต่พร้อมที่จะเข้าร่วมกับสีส้มตลอดเวลา เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม
การเดินเกมของพรรคประชาชนตอนนี้ใครอยากคิดว่าตีหมอบหรือยอมแพ้เพราะถ้าพรรคประชาชนยอมแพ้ม็อบต้มส้มไม่ขึ้นอย่างแน่นอนแต่สิ่งนี้ได้เห็นแล้วว่าแกนนำพรรคประชาชนก็พูดว่าม็อบจุดติดแล้ว และพรรคไหนที่จะ ดับเพลิงได้ก็คือพรรคสีส้มต้องเป็นรัฐบาล เกมเกมนี้อย่าพึ่งไปเห็นภาพว่าพรรคภูมิใจไทยจัดจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าได้เป็นรัฐบาล
สีแดงกับสีเขียววันนี้ก็ต้องดิ้นรนเพื่อให้เป็นประโยชน์กับพรรคให้มากที่สุดจะต้องเป็นรัฐบาลให้ได้กับสีแดงก็ต้องพิจารณาว่าตอนนี้ร่วมกับใครแล้วตัวเองจะได้ประโยชน์ตามที่ตั้งเป้าไว้ซึ่งดูจากการตั้งรัฐบาลสีน้ำเงินที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าพรรคประชาชนก็ไม่เอาแม้แต่เก้าอี้เดียว
เมื่อถามว่าหากปลุกม็อบขึ้นมาจะประเมินคร่าวๆ เท่ากับปี 2563-2564 หรือไม่ที่มวลชนออกมาเป็นจำนวนมาก อ.ธนพร กล่าวว่าอย่าประมาทหรือด้อยค่ากับเรื่องนี้เพราะถึงเวลามันก็มา จึงบอกว่าถ้าไม่อยากให้มีม็อบอยากให้บ้านเมืองเดินหน้ามีวิธีการเดียวคือให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรมเป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาชน และตัวเลขอะไรที่ออกมาทั้งสีน้ำเงินสีฟ้าและพรรคเล็ก ตัวเลขแบบนี้พักสีแดงก็แฮปปี้พอหักผักสีแดงไม่เอาด้วยสีน้ำเงินก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ซึ่งต้องดูกันต่อไปแต่ขณะเดียวกันถ้าฝั่งสีส้มแดงเขียว จะเดินเกมก็อย่านึกว่าสีน้ำเงินจะตามไม่ทันเดี๋ยวก็มีการดูดงูเห่ากลับเพราะงูเห่าอยู่คู่กับสภาไทยมานาน