ทรัมป์แก้เกม ยอมซื้อน้ำมันรัสเซีย ดับร้อนวิกฤตฮอร์มุซ ชี้ "น้ำมันยิ่งแพง อเมริกายิ่งได้กำไร"
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันที่ 13 ของสงคราม ล่าสุดกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่าเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกทางตะวันตกของอิรักระหว่างปฏิบัติภารกิจ ขณะที่เครื่องบินอีกลำสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย
กองทัพระบุว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการถูกโจมตีจากฝ่ายศัตรู และขณะนี้ปฏิบัติการกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการสู้รบที่ขยายวงกว้างหลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ใส่กรุงเตหะรานและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยปิดตลาดที่ 101.4 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 9% ภายในวันเดียว แม้ว่าองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะประกาศระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรลเพื่อหวังลดผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่นักลงทุนยังคงตื่นตระหนกหลังจากเรือบรรทุกสินค้าอีกอย่างน้อย 3 ลำถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งสื่อรัฐบาลอิหร่านยอมรับว่ากองกำลังของตนอยู่เบื้องหลังการโจมตีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เพื่อตอบโต้มาตรการแทรกแซงราคาของชาติตะวันตก
โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ส่งสารผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดา โดยยืนยันคำมั่นที่จะใช้ “มาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นเครื่องมือหลักในการกดดันศัตรูต่อไป ท่ามกลางข่าวลือหนาหูจากสื่อต่างประเทศว่าเขาอาจได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลก่อนหน้านี้ เนื่องจากเขายังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลย ขณะที่โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศกร้าวว่าโลกต้องเตรียมรับมือน้ำมันราคา 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความมั่นคงในภูมิภาคยังถูกทำลาย
เพื่อสกัดกั้นราคาพลังงานไม่ให้ลามสู่ภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ได้ออกมาตรการฉุกเฉินอนุญาตให้ซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียที่ตกค้างอยู่ในทะเลเป็นการชั่วคราว แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่าเป็นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อรักษาสถียรภาพตลาดพลังงาน และครอบคลุมเฉพาะน้ำมันที่ขึ้นเรือก่อนวันที่กำหนด เพื่อไม่ให้รัสเซียได้รับผลประโยชน์ทางการเงินมากเกินไป
ท้ายสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความระบุว่าสหรัฐฯ จะได้รับผลกำไรมหาศาลจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตที่วิจารณ์ว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับผลกำไรของบริษัทน้ำมันมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองทัพเรือเตรียมพร้อมที่จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทันทีที่สภาวะทางทหารเอื้ออำนวย เพื่อยุติการหยุดชะงักของอุปทานที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกครั้งนี้
อ้างอิง: CNBC